บทความสุขภาพ

Knowledge

รากฟันเทียม คืออะไร ทดแทนรากฟันธรรมชาติได้อย่างไร?

ทพญ. ทยาวีร์ ลิ่มสุวรรณ์

เมื่อสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติไม่ว่าจะด้วยการเสื่อมสภาพ ฟันผุ หรืออุบัติเหตุ ทางเลือกที่จะช่วยทดแทนฟันซี่นั้น ๆ ได้อย่างตรงจุดวิธีหนึ่งคือ รากฟันเทียม วัสดุทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ทดแทนรากฟันธรรมชาติ ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว และยังช่วยคืนความสวยงามให้แก่ช่องปากอีกด้วย


บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับการทำรากฟันเทียมกันว่า จริง ๆ แล้วทำมาจากวัสดุอะไร มีรูปร่างหน้าตาเป็นแบบไหน มีประโยชน์อย่างไร เหมาะกับใครบ้าง พร้อมข้อมูลที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการทำรากฟันเทียม วิธีดูแลตัวเองหลังทำ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อประกอบข้อมูลสำหรับใครที่กำลังสนใจอยากทำรากฟันเทียมกัน


Key Takeaways


  • รากฟันเทียม ทำจากวัสดุโลหะไทเทเนียม ปลอดภัยต่อสุขภาพช่องปาก ช่วยทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป
  • ผู้ที่เหมาะกับการทำรากฟันเทียม ได้แก่ ผู้ที่สูญเสียฟันแท้ ผู้ที่มีสุขภาพช่องปากที่ดี ปราศจากโรคทางเหงือกหรือปัญหาเกี่ยวกับช่องปาก
  • หลังทำรากฟันเทียมควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย และช่วยยืดอายุการใช้งานรากฟันเทียมให้อยู่ได้นาน

รากฟันเทียม คืออะไร ทำจากวัสดุชนิดไหน?


รากฟันเทียม (Dental Implants) คือวัสดุทางการแพทย์ที่ทำจากโลหะไทเทเนียมและวัสดุอื่น ๆ ที่เข้าได้ดีกับร่างกาย โดยลักษณะของรากฟันเทียมจะคล้ายสกรูที่ยึดแน่นกับกระดูกขากรรไกร แม้ไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนฟันธรรมชาติได้อย่างแท้จริง แต่รากฟันเทียมถือเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงธรรมชาติมาก สามารถทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไปจากการเสื่อมสภาพของร่างกายหรืออุบัติเหตุได้


รากฟันเทียมจะมีความยึดแน่นมั่นคง จึงทำให้สามารถเคี้ยวอาหารและพูดได้ตามปกติ ไม่ต้องกรอหรือตกแต่งฟันซี่ข้างเคียง และช่วยรักษาระดับกระดูกขากรรไกรให้คงอยู่ อายุการใช้งานยาวนาน ไม่เป็นสนิม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพช่องปาก มักจะทำควบคู่ไปกับการทำฟันปลอมหรือการครอบฟัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด


ทำไมต้องใส่รากฟันเทียมทดแทนเมื่อสูญเสียฟัน?


แม้เพียงแค่สูญเสียฟัน 1 ซี่ ก็อาจส่งผลเสียหลาย ๆ ด้าน จึงเป็นสาเหตุที่ควรใส่ฟันทดแทน ได้แก่


  • การพูดและการเคี้ยวอาหาร อาจได้รับผลกระทบจากการที่ไม่มีฟัน
  • การสบฟันผิดปกติ โดยเมื่อเรามีการสูญเสียฟัน และไม่ใส่ฟันทดแทนในตำแหน่งนั้น ฟันธรรมชาติซี่ข้างเคียงจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวหรือเอียงเข้ามาในช่องว่าง ทำให้เกิดปัญหาการสบฟัน และอาจต่อเนื่องเป็นปัญหาของข้อต่อขากรรไกรได้ด้วย
  • ทำความสะอาดช่องปากได้ยากขึ้น ฟันที่เคลื่อนหรือเอียงทำให้ทำความสะอาดได้ลำบาก เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุหรือโรคเหงือก
  • การสูญเสียกระดูก บริเวณที่ไม่มีฟันอาจเกิดการสลายตัวของกระดูกขากรรไกรที่เคยรองรับฟัน
  • ด้านความสวยงาย อาจสูญเสียความมั่นใจในรอยยิ้มและรูปร่างใบหน้าได้

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ การใส่ฟันทดแทนจึงเป็นวิธีที่ช่วยแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากการสูญเสียฟันธรรมชาติไป


รากฟันเทียมมีข้อดีอย่างไร ช่วยอะไรได้บ้าง?


ใส่รากฟันเทียม

การทำรากฟันเทียมสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพช่องปากให้ดีขึ้นได้ โดยมีลักษณะและข้อดีดังนี้


  • มีรูปลักษณ์และสามารถทำงานคล้ายกับฟันธรรมชาติ ช่วยทดแทนรากฟันธรรมชาติที่ถูกถอน เสื่อมสภาพ หรือเกิดอุบัติเหตุได้
  • รากฟันเทียมมีลักษณะยึดแน่นมั่นคง สามารถใช้เคี้ยวอาหาร ยิ้มหรือพูดคุยได้มั่นใจ
  • ไม่กระทบต่อฟันซี่ข้างเคียง เนื่องจากการใส่รากฟันเทียมซี่เดียวไม่ต้องกรอฟันหรือตัดแต่งฟันข้างเคียงเหมือนการทำสะพานฟัน
  • ช่วยรักษาปริมาณกระดูกขากรรไกร การฝังรากฟันเทียมช่วยคงสภาพสันกระดูกรอบๆรากเทียมไว้ ซึ่งเป็นการลดการละลายตัวของกระดูกหลังสูญเสียฟัน

ใครเหมาะกับการทำรากฟันเทียมบ้าง?


ใครเหมาะกับการทำรากฟันเทียม

รากฟันเทียมช่วยทดแทนรากฟันธรรมชาติที่ถูกถอน เสื่อมสภาพ หรือหายไปเนื่องจากอุบัติเหตุได้ ทันตแพทย์จะช่วยประเมินความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย โดยผู้ที่เหมาะสำหรับการใส่รากฟันเทียม มีดังนี้


  • ผู้ที่มีสุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรง โดยโรคเรื้อรังบางชนิดอาจทำให้แผลผ่าตัดหายช้าและมีผลต่อความสำเร็จของการติดอยู่ของรากฟันเทียม
  • ผู้ที่มีอายุอย่างน้อย 18 ปีขึ้นไป และมีการเจริญเติบโตของกระดูกขากรรไกรเต็มที่แล้ว
  • ผู้ที่มีกระดูกขากรรไกรเพียงพอ แต่หากกระดูกไม่เพียงพอ อาจทำการเติมเสริมกระดูก (Bone grafting) ได้
  • ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของรากฟันเทียมได้

ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมต่อการใส่รากฟันเทียมหรือไม่ แนะนำให้ปรึกษากับทันตแพทย์เพื่อวางแผนและประเมินความเหมาะสมรวมถึงข้อจำกัดต่างๆ


ขั้นตอนการทำรากฟันเทียมมีอะไรบ้าง?


ระยะเวลาและขั้นตอนการทำรากเทียม ขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายวิภาคของกระดูกขากรรไกรบริเวณที่จะฝังรากเทียม ประเภทของรากฟันเทียม และฟันที่จะใส่ โดยทั่วไปมี ขั้นตอนหลักๆ คือ


  1. การตรวจ และวางแผนเพื่อใส่รากเทียม
    โดยทันตแพทย์จะตรวจในช่องปาก ร่วมกับการถ่ายภาพรังสี (X-ray) หรือทำ CT scan เมื่อทำการประเมินอย่างเหมาะสมแล้ว จึงจะนัดหมายผู้ป่วยมารับการผ่าตัดฝังรากทียม
  2. การฝังรากฟันเทียม (Implant placement)
    ทันตแพทย์จะผ่าตัดฝังรากเทียมลงในกระดูกขากรรไกร สามารถทำภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ได้ อาจมีอาการบวมและเจ็บเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งสามารถบรรเทาด้วยยาลดอาการปวด ในบางกรณีสามารถ ถอนฟันออกและใส่รากเทียมในตำแหน่งนั้น ในวันเดียวครั้งเดียวกันได้เลย ซึ่งทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องมาหลายครั้ง
  3. กระบวนการยึดติดกับกระดูกของรากฟันเทียม (Osseointegration)
    กระดูกจะค่อย ๆ สร้างและยึดรากเทียมไว้แน่นหนา กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายเดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและชนิดรากฟันเทียม โดยทั่วไปใช้เวลา 3-6 เดือน
  4. การใส่ส่วน รองรับและครอบฟัน (Abutment & Crown)
    หลังจากที่รากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกแน่นดีแล้ว ทันตแพทย์จะทำ ส่วนของฟันเทียม เช่น ครอบฟัน (Crown) โดย จะเลือกขนาด รูปร่าง และสี ให้กลมกลืนกับฟันธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยได้ใช้งานต่อไป

วิธีดูแลตัวเองหลังทำรากฟันเทียม ควรทำอย่างไร?


การดูแลหลังใส่รากฟันเทียม


  • รักษาความสะอาดบริเวณรอบ ๆ รากฟันเทียม ตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยใช้แปรงสีฟัน หรือ น้ำยาบ้วนปากตามที่ทันตแพทย์แนะนำ
  • พบทันตแพทย์เป็นประจำตามนัด เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและรากฟันเทียมที่ใส่ไปแล้ว

การดูแลหลังการผ่าตัดรากฟันเทียม


ช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดเป็นช่วงเวลาที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งผู้ป่วยมีส่วนสำคัญในการช่วยทำให้การฝังรากเทียมนั้นประสบความสำเร็จ ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดรากฟันเทียมตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้


การรับประทานอาหาร


  • รับประทานอาหารอ่อน ๆ และมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เป็นเวลา 2-4 วัน หลังผ่าตัด หรือมากกว่านั้นหากจำเป็น รวมถึงเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แข็ง เหนียว หรือกรอบ ซึ่งอาจกระทบต่อบริเวณแผลผ่าตัด
  • ถ้าเป็นไปได้ ควรเคี้ยวอาหารด้านตรงข้ามกับตำแหน่งรากฟันเทียม เป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • เมื่อเนื้อเยื่อรอบรากฟันเทียมหายดีแล้ว สามารถกลับไปรับประทานอาหารตามปกติ

การรับประทานยา


  • การผ่าตัดช่องปากมักมีความเจ็บปวดในระดับหนึ่ง ซึ่งทันตแพทย์จะจ่ายยาบรรเทาปวดให้ ควรทานยาตามคำแนะนำ โดยสามารถทานยาแก้ปวด ก่อนที่ยาชาจะหมดฤทธิ์
  • ทันตแพทย์อาจจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อร่วมด้วย
  • หากมีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ผื่นคัน คลื่นไส้ ริมฝีปากหรือลิ้นบวม หายใจลำบาก ให้หยุดยาและไปพบแพทย์ทันที

การบ้วนปาก


  • หลังผ่าตัดใน 24 ชั่วโมงแรก งดบ้วนปาก บ้วนน้ำลาย หรือถ่มน้ำลายแรง ๆ เพราะอาจทำให้ลิ่มเลือดบริเวณที่ผ่าตัดหลุดออก

การแปรงฟัน


  • หากรากฟันเทียมโผล่ผ่านเหงือก ต้องทำความสะอาดบริเวณโลหะด้วยแปรงสีฟันขนนุ่มและฟันข้างเคียงอย่างเบา ๆ
  • ขณะแปรงฟันควรระมัดระวังบริเวณที่มีไหมเย็บแผล

การดูแลรอยช้ำ (Bruising) หรือ บวม (Swelling)


  • อาการบวมหลังผ่าตัดช่องปากเป็นเรื่องปกติ และมักมากที่สุดใน 48 ชั่วโมงแรก และจะค่อยๆลดลง
  • การนอนโดยหนุนศีรษะสูง (เช่น ใช้หมอน 2 ใบ) สามารถช่วยลดอาการบวมที่ใบหน้าได้
  • ประคบเย็นที่บริเวณใบหน้า ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก จะช่วยลดอาการบวม
  • หลังจาก 48 ชั่วโมง สามารถใช้การประคบอุ่นเพื่อช่วยลดอาการบวมต่อไป จนกว่าอาการบวมจะลดลง

การดูแลเลือดออกจากแผลผ่าตัด


  • หากเลือดออกมาก มักเกิดจากการกัดผ้าก๊อซไม่ตรงตำแหน่งแผล แนะนำเปลี่ยนผ้าก๊อซใหม่และกัดผ้าก๊อซ ให้กดตรงตำแหน่งแผล
  • หากเลือดออกมากไม่สามารถหยุดเองได้ ควรแจ้งทันตแพทย์

ฟันปลอมแบบถอดได้ (Denture)


  • ยังไม่ใส่ฟันปลอมจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากทันตแพทย์ให้ใส่ได้
  • หากมีแผลหรือบวมรอบฟันปลอม ให้ถอดฟันปลอมทันทีและแจ้งทันตแพทย์
  • หากไม่สามารถใส่ฟันปลอมกลับได้ ให้ถอดและแจ้งทันตแพทย์

งดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


  • ควรงด การสูบบุหรี่และ ดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2 สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด

การติดเชื้อ (โอกาสเกิดขึ้นได้น้อย)


  • หลังการผ่าตัด แผลอาจจะมีโอกาสติดเชื้อ สัญญาณติดเชื้อ: บวมเพิ่มขึ้น ปวดตุบ ๆ หรือมีน้ำหนองมีกลิ่น หรือมีไข้
  • หากสงสัยติดเชื้อ ให้แจ้งทันตแพทย์ทันที

“ฟันเทียมบนรากฟันเทียม” จำเป็นต้องได้รับการดูแลเหมือนฟันธรรมชาติ เพื่อคงการทำงานและป้องกันโรครอบรากฟันเทียม (Peri-implant disease) โดยต้องแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สะอาดและปราศจากคราบจุลินทรีย์


นอกจากนี้ หลังการรักษาด้วยการใส่ รากฟันเทียม แล้ว ทันตแพทย์วางแผนการดูแลระยะยาวที่เหมาะสม โดยจะมีการนัดติดตามผลเป็นระยะเพื่อตรวจสภาพ รากฟันเทียม ฟัน และเหงือก ให้มั่นใจว่ายังคงมีสุขภาพดีอยู่เสมอ


รากฟันเทียม ทดแทนรากฟันธรรมชาติ เรียกคืนประสิทธิภาพการบดเคี้ยวที่ดีกว่าเดิม


รากฟันเทียม ตัวช่วยทดแทนรากฟันธรรมชาติ มีอายุการใช้งานยาวนาน ปลอดภัยต่อสุขภาพช่องปาก ช่วยให้โครงสร้างฟันสมบูรณ์แบบ เสริมประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว และเสริมสร้างความมั่นใจได้มากกว่าเดิม ทั้งนี้เพื่อให้ผลลัพธ์การทำรากฟันเทียมเป็นไปอย่างราบรื่นมากที่สุด ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังทำรากฟันตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด


สำหรับใครที่กำลังหาข้อมูลในการทำรากฟันเทียม ที่ไหนดี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือทำการนัดหมายทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกับทางศูนย์ทันตกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



References


Dental implant surgery. (2024, October 23). Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/dental-implant-surgery/about/pac-20384622


U.S. Food and Drug Administration. (2021, October 29). Dental implants: What you should know. https://www.fda.gov/medical-devices/dental-devices/dental-implants-what-you-should-know


Dental implants: Surgery, purpose & benefits. (2024, August 6). Cleveland Clinic https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/10903-dental-implants


American Academy of Periodontology. (n.d.). Dental implant procedures. https://www.perio.org/for-patients/periodontal-treatments-and-procedures/dental-implant-procedures/

บทความที่เกี่ยวข้อง (3)

ดูทั้งหมด

ทันตแพทย์กับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน

สวัสดีครับท่านผู้อ่านวารสาร 9 ทันโรคทุกท่าน ที่ขึ้นหัวเรื่องไว้ว่า “ทันตแพทย์กับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน” นี้ไม่ได้หมายความว่าหมอฟันกำลังจะไปรักษาโรคกระดูกพรุน หรือเขียนบทความวิชาการเรื่องโรคกระดูก พรุนแข่งกับอายุรแพทย์หรอกนะครับ ท่านผู้อ่านสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับโรคนี้ได้ในบทความอื่นๆ ของวารสารฉบับนี้ แต่ในตอนนี้เราจะมาคุยกันเรื่องเกี่ยวกับสภาพในช่องปาก และการทำฟันในผู้ป่วยโรค กระดูกพรุน ดังที่ทราบกันแล้วว่าอุบัติการณ์ของโรคกระดูกพรุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน และกำลังจะกลาย เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญในประเทศไทย ผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็คงจะต้องมาพบหมอฟันกันบ้าง โดย ทั่วไปลักษณะในช่องปากจากการตรวจทางคลินิกก็ไม่แตกต่างจากผู้ป่วยสูงอายุทั่วไปนัก แต่พอถ่ายภาพรังสี ออกมาจะพบว่ากระดูกขากรรไกรจะอ่อนแอกว่าปกติ คือมีการบางตัวลงของชั้นคอร์เท็กซ์ซึ่งเป็นชั้นกระดูก หนา ในส่วนเสี้ยนใยกระดูกก็จะมีน้อยกว่าปกติเช่นกัน ซึ่งผมก็มีภาพรังสีให้ดูเทียบกับของผู้ป่วยปกตินะ ครับ ในปี 1999 มีการศึกษาของ Kingsmill เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของกระดูกแขน ส่วนปลายกับความหนาของกระดูกขากรรไกรล่างส่วนที่รองรับฟัน พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน กล่าวคือในรายที่มีความหนาแน่นของกระดูกแขนน้อย ก็จะมีความหนาของกระดูกขากรรไกรล่างน้อยด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานของ Jonasson และคณะในปีเดียวกันพบว่าชั้นคอร์เท็กซ์ของกระดูกขากรรไกร ล่างของผู้ป่วยจะมีลักษณะรูพรุนมากกว่าปกติ และการสูญเสียมวลกระดูกของผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นตามอายุโดย จะพบในผู้ป่วยหญิงมากกว่าผู้ป่วยชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่อายุเกิน 50 ปี เป็นการอธิบายผลการ ศึกษาในสหรัฐอเมริกาซึ่งพบว่า ในผู้หญิงมักจะสูญเสียฟันก่อนผู้ชายแม้ว่าจะดูแลฟันดีกว่าก็ตาม การที่ กระดูกขากรรไกรบางกว่าปกตินี้เคยมีรายงานว่าเวลากระทบกระแทก บดเคี้ยวอาหารแข็งๆ ก็อาจทำให้ กระดูกหักได้ ดังนั้นทันตแพทย์จึงต้องระมัดระวังอย่างมากเวลาถอนฟัน มิฉะนั้นก็อาจทำให้ขากรรไกร หักได้

อ่านเพิ่มเติม

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital