บทความสุขภาพ

Knowledge

ผ่าตัดไทรอยด์มีกี่วิธี? ต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร และการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด

นพ. ศิรสิทธิ์ เลาหทัย

ผ่าตัดไทรอยด์มีกี่วิธี? ต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร และการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด

ต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนควบคุมการเผาผลาญพลังงาน การเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย เมื่อเกิดความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ไม่ว่าจะเป็นก้อนเนื้อ ไทรอยด์เป็นพิษ หรือมะเร็งไทรอยด์ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยา การรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตรังสี หรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย


หลายคนที่ได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดมักมีคำถามว่า การผ่าตัดไทรอยด์มีกี่วิธี แตกต่างกันอย่างไร วิธีไหนเหมาะกับตนเอง และต้องดูแลตัวเองอย่างไรหลังผ่าตัด บทความนี้จะพาไปรู้จักการผ่าตัดไทรอยด์อย่างละเอียด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเตรียมความพร้อมและลดความกังวลก่อนเข้ารับการรักษา


ผ่าตัดไทรอยด์ คืออะไร


การผ่าตัดไทรอยด์ (Thyroidectomy) คือ การผ่าตัดเพื่อนำเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์ออกบางส่วนหรือทั้งหมด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับต่อมไทรอยด์


ปัจจุบันการผ่าตัดไทรอยด์มีความปลอดภัยมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์และเครื่องมือผ่าตัดที่ทันสมัย ช่วยลดการเสียเลือด ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วกว่าในอดีต


การผ่าตัดไทรอยด์ รักษาโรคอะไรได้บ้าง?


1. ก้อนเนื้อที่สงสัยมะเร็ง (Suspicious Thyroid Nodule)


ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ส่วนใหญ่เป็นก้อนชนิดไม่ร้ายแรง แต่หากผลอัลตราซาวด์หรือการตรวจเซลล์ด้วยการเจาะดูดด้วยเข็มขนาดเล็ก (Fine Needle Aspiration: FNA) พบลักษณะที่น่าสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็ง แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อนำก้อนออกและส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม


2. มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid Cancer)


การผ่าตัดเป็นการรักษาหลักของมะเร็งต่อมไทรอยด์ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกบางส่วนหรือทั้งหมด ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ขนาดของก้อน การกระจายของโรค และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอร่วมด้วย หากพบการกระจายของมะเร็ง


3. คอพอกขนาดใหญ่ (Large Goiter)


คอพอก คือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ หากต่อมไทรอยด์โตมากจนกดเบียดหลอดลม หลอดอาหาร หรืออวัยวะข้างเคียง อาจทำให้มีอาการหายใจลำบาก กลืนลำบาก เสียงแหบ หรือรู้สึกแน่นบริเวณลำคอ ในกรณีดังกล่าว การผ่าตัดจะช่วยลดการกดทับและบรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ


4. ภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา (Hyperthyroidism)


ผู้ป่วยภาวะไทรอยด์เป็นพิษส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยยา หรือไอโอดีนกัมมันตรังสี แต่หากควบคุมระดับฮอร์โมนไม่ได้ มีอาการข้างเคียงจากยา มีคอพอกร่วมด้วย หรือไม่เหมาะสมกับการรักษาวิธีอื่น แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อควบคุมโรคและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว


การผ่าตัดไทรอยด์มีกี่แบบ?


การผ่าตัดไทรอยด์มีกี่วิธี?

ในปัจจุบันวิธีการผ่าตัดไทรอยด์ แบ่งเป็น 3 วิธี คือ


1. การผ่าตัดแบบเปิด (Conventional Open Thyroidectomy)


เป็นวิธีมาตรฐาน แพทย์เปิดแผลบริเวณด้านหน้าลำคอ เพื่อเข้าถึงต่อมไทรอยด์โดยตรง เหมาะกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ และสามารถรักษาโรคที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2. การผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic Thyroidectomy)


เป็นเทคนิคการการผ่าตัดไทรอยด์ที่พัฒนาให้สามารถผ่าตัดแบบส่องกล้องผ่านเข้าได้จากหลายทางและมีแผลขนาดเล็ก เช่น ทางรักแร้ ทางลานนม ทางหลังหู หรือแบบส่องกล้องทางช่องปาก


3. การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Thyroidectomy)


เป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความคล่องตัวของศัลยแพทย์ ด้วยภาพกำลังขยายความละเอียดสูงแบบ 3 มิติ และเครื่องมือที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของเส้นเลือดและเส้นประสาทได้อย่างชัดเจน พร้อมช่วยให้การผ่าตัดในพื้นที่แคบหรือบริเวณที่มีความซับซ้อนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


การผ่าตัดไทรอยด์ เหมาะกับผู้ใดบ้าง


การผ่าตัดไทรอยด์เหมาะกับผู้ใดบ้าง
  • ผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์
  • ผู้ที่มีก้อนไทรอยด์ที่สงสัยมะเร็งจากผลตรวจหรือการเจาะชิ้นเนื้อ
  • ผู้ที่มีก้อนโตจนกดหลอดลมหรือหลอดอาหาร ทำให้หายใจหรือกลืนลำบาก
  • ผู้ที่คอพอกขนาดใหญ่
  • ผู้ที่ไทรอยด์เป็นพิษและรักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงจากยา
  • ผู้ที่ไม่สามารถรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตรังสี หรือไม่เหมาะสมกับวิธีดังกล่าว

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดไทรอยด์


เมื่อแพทย์วินิจฉัยและแนะนำให้ทำการรักษาด้วยผ่าตัดไทรอยด์ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดไทรอยด์แบบเปิดหรือการผ่าตัดไทรอยด์แบบส่องกล้อง ต้องมีการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดดังนี้


  1. แจ้งประวัติโรคประจำตัว ประวัติการเจ็บป่วย ยาที่ใช้ประจำ และประวัติการแพ้ยาให้แพทย์ทราบ
  2. ตรวจสุขภาพ เช็กความพร้อมของร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ทรวงอก และอื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์
  3. งดน้ำ งดอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เนื่องจากต้องมีการดมยาสลบ

การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดไทรอยด์


  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • ดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดและแห้ง
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมากในช่วงแรก
  • มาพบแพทย์ตามนัด
  • หากได้รับการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด ควรรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนอย่างสม่ำเสมอ

ดูแลตัวเองหลังผ่าตัดไทรอยด์ได้อย่างไรบ้าง


การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมช่วยให้แผลหายเร็วและลดภาวะแทรกซ้อน


1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์


เลือกอาหารครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีนเพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และดื่มน้ำให้เพียงพอ


2. เคลื่อนไหวร่างกายเบา ๆ


สามารถเดินหรือทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ตั้งแต่ระยะแรกตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะลิ่มเลือดอุดตัน


3. บริหารลำคออย่างเหมาะสม


เมื่อแพทย์อนุญาต อาจเริ่มขยับลำคอเบา ๆ เพื่อลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ


4. รับประทานยาฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอ


หากจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน ควรรับประทานยาให้ตรงเวลา และตรวจติดตามระดับฮอร์โมนตามนัด


5. สังเกตอาการผิดปกติ


ควรรีบพบแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้


  • หายใจลำบาก
  • คอบวมมากขึ้น
  • เสียงแหบมากขึ้นหรือไม่ดีขึ้น
  • มีไข้สูง
  • ชาปลายมือ ปลายเท้า หรือรอบปาก ซึ่งอาจบ่งชี้ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ

การผ่าตัดไทรอยด์ มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง


โดยทั่วไปหลังจากการผ่าตัดไทรอยด์อาจมีอาการข้างเคียงที่สามารถพบได้ ดังนี้


  • รู้สึกตึงหรือชาบริเวณลำคอหลังการผ่าตัด
  • มีอาการเจ็บคอ ปวดคอ กลืนลำบากในช่วง 1-2 อาทิตย์แรก
  • ในกรณีที่มีการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทเสียง คนไข้จะมีอาการเสียงแหบ เสียงพูดเบา โดยอาการเหล่านี้อาจใช้เวลาในการรักษาให้ดีขึ้นใน 6-12 เดือนหลังการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพียงชั่วคราว
  • หากได้รับการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้งหมด อาจมีภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำได้ โดยจะมีอาการ เช่น ชาบริเวณริมฝีปาก มือ หรือเท้า เป็นตะคริว กล้ามเนื้อกระตุก เนื่องจากเกิดการบาดเจ็บต่อต่อมพาราไทรอยด์ระหว่างการผ่าตัด โดยแพทย์จะให้คนไข้ทานยาแคลเซียม รวมถึงวิตามินดีทดแทนการทำงานของต่อมไทรอยด์ และจะค่อย ๆ ลดขนาดยาลง จนผู้ป่วยบางคน สามารถหยุดยาได้


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม




คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดไทรอยด์


1. หลังผ่าตัดไทรอยด์ ห้ามกินอะไร


หลังผ่าตัดไทรอยด์ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารแข็ง เหนียว หรือเผ็ดจัดในช่วงแรก เพื่อป้องกันการระคายเคืองลำคอ ควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และดื่มน้ำให้เพียงพอ ส่วนผู้ป่วยที่รับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน ควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงการรับประทานแคลเซียมหรือธาตุเหล็กพร้อมกับยา เพราะอาจลดการดูดซึมของยาได้


2. ผ่าตัดไทรอยด์ต้องพักฟืนกี่วัน?


โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1–2 วันหลังผ่าตัด และใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1–2 สัปดาห์ ก่อนกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการผ่าตัด สุขภาพของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา


3. ผ่าตัดไทรอยด์อันตรายไหม?


การผ่าตัดไทรอยด์เป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง หากดำเนินการโดยศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการ อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการผ่าตัดทั่วไป อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก การติดเชื้อ เสียงแหบจากการบาดเจ็บต่อเส้นประสาท และภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งพบได้ไม่บ่อยและสามารถดูแลรักษาได้


4. ผ่าตัดไทรอยด์แล้วมีแผลเป็นไหม?


การผ่าตัดไทรอยด์แบบเปิดจะมีแผลบริเวณด้านหน้าลำคอ ซึ่งโดยทั่วไปแผลจะค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป หากเป็นการผ่าตัดผ่านกล้องหรือการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ แผลจะถูกซ่อนอยู่ในริมฝีปากล่าง ทำให้มองไม่เห็นรอยแผลเป็นจากภายนอก


แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (1)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (6)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital