บทความสุขภาพ
Knowledge
ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์

ปัจจุบันการรักษามะเร็งไม่ได้มีเพียงการผ่าตัด เคมีบำบัด หรือรังสีรักษา แต่ยังมีการรักษาที่ออกแบบให้เหมาะกับลักษณะเฉพาะของเซลล์มะเร็งแต่ละชนิด หนึ่งในนั้นคือ ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อโปรตีนหรือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในเซลล์มะเร็งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของโรค

ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คือยาที่พัฒนาจากความรู้ทางการวิจัยเกี่ยวกับการเกิดและการเติบโตของมะเร็ง โดยมุ่งจัดการกับสาเหตุหรือกลไกสำคัญที่ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโต
ตัวอย่างเช่น มะเร็งปอดบางชนิดเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน EGFR หรือมะเร็งเต้านมบางชนิดมีการเพิ่มจำนวนของ HER2 เมื่อทราบถึงสาเหตุหรือกลไกสำคัญที่ทำให้มะเร็งเติบโต ก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนายาที่เข้าไปมุ่งเป้าและจัดการกับสิ่งนั้นโดยตรง
แนวทางการรักษาด้วยยามุ่งเป้าจึงช่วยให้การรักษามีความจำเพาะกับมะเร็งมากขึ้น และในหลายกรณีสามารถให้ผลการรักษาที่ดีขึ้น พร้อมมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่าการรักษาแบบดั้งเดิม ยามุ่งเป้าจึงเป็นหนึ่งในหัวใจของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ในปัจจุบัน
ยามุ่งเป้า สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยากลุ่มโมเลกุลขนาดเล็ก (Small-molecule drugs) และยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal antibodies) โดยยาทั้งสองกลุ่มมีรูปแบบและวิธีการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน
ยาส่วนใหญ่เป็น “ยาเม็ด” สามารถเข้าไปในเซลล์และจับกับเป้าหมายที่ต้องการจัดการโดยตรง
ยากลุ่มนี้ถูกนำมาใช้ในการรักษามะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มียาชื่อ Osimertinib, Gefitinib มะเร็งเต้านม มียาชื่อ Ribociclib เป็นต้น รวมถึงมะเร็งชนิดอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับว่าเซลล์มะเร็งมีเป้าหมายอะไร
ยาส่วนใหญ่เป็น “ยาฉีด” โดยมักให้ยาทางเส้นเลือดดำ ผู้ป่วยจึงต้องมารับยาที่โรงพยาบาล ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการจับกับเป้าหมายที่อยู่บนเซลล์มะเร็งโดยตรง เช่น HER2
ปัจจุบันมียาบางชนิดที่พัฒนาเป็นรูปแบบฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ทำให้ใช้เวลาในการให้ยาน้อยลงและสะดวกสำหรับผู้ป่วยมากขึ้น ตัวอย่างที่คุ้นเคยคือ trastuzumab สำหรับมะเร็งเต้านมที่มี HER2
โดยในประเทศไทย สามารถพัฒนายากลุ่มนี้เองได้แล้ว ชื่อ HERDARA ซึ่งพัฒนาและผลิตโดยสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
ปัจจุบันมียามุ่งเป้า (Targeted Therapy) สำหรับมะเร็งแทบทุกชนิด แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยมะเร็งชนิดเดียวกันทุกคนจะสามารถใช้ยามุ่งเป้าตัวเดียวกันได้
สิ่งสำคัญก่อนการเลือกใช้ยามุ่งเป้า คือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อดูว่า มะเร็งมี “เป้าหมาย” ที่ยานั้นสามารถจัดการได้หรือไม่ เช่น การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน หรือความผิดปกติทางโมเลกุลอื่น ๆ
ตัวอย่างที่พบบ่อยในมะเร็งปอด เช่น หากตรวจพบ EGFR mutation สามารถเลือกใช้ยา EGFR inhibitor ขณะที่หากพบ ALK rearrangement จะเลือกใช้ยา ALK inhibitor จะเห็นได้ว่า แม้จะเป็นมะเร็งปอดเหมือนกัน แต่หากมีความผิดปกติทางพันธุกรรมแตกต่างกัน การเลือกใช้ยามุ่งเป้าก็อาจแตกต่างกันไป
ดังนั้น ก่อนเลือกใช้ยามุ่งเป้า จึงต้องรู้จักมะเร็งของผู้ป่วยให้มากพอ การตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาเป้าหมายที่เหมาะสม รวมถึงการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ จึงมีความสำคัญมาก
ผู้ที่เหมาะกับการรักษาด้วย ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คือ ผู้ป่วยที่มะเร็งมี “เป้าหมาย” ที่ตรงกับยามุ่งเป้านั้น เพราะฉะนั้น การตรวจหาการกลายพันธุ์หรือความผิดปกติของมะเร็งจึงมีความสำคัญมาก เพราะผลตรวจจะช่วยให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยเหมาะกับยามุ่งเป้าตัวใด
ดังนั้น หากแพทย์แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม การตรวจดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเป็นการตรวจที่ทำโดยไม่จำเป็น แต่เพราะผลตรวจอาจช่วยบอกได้ว่า มียามุ่งเป้าที่ตรงกับลักษณะของมะเร็งของผู้ป่วยหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพิจารณาแนวทางการรักษา
หากเป็นผู้ป่วยที่มีเป้าหมายที่ตรงกับยามุ่งเป้า งานวิจัยจำนวนมากพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาแบบเดิมในมะเร็งบางชนิด ยามุ่งเป้าอาจช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นในหลายด้าน เช่น
อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาไม่ได้เหมือนกันในผู้ป่วยทุกคน และขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะโรค และเป้าหมายทางโมเลกุลที่พบ
ดังนั้น ยาที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่น อาจไม่ใช่ยาที่ดีที่สุดสำหรับเรา การเลือกแนวทางการรักษาจึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
ยามุ่งเป้ามีผลข้างเคียง เพียงแต่ผลข้างเคียงมักแตกต่างจากเคมีบำบัด และแต่ละยามุ่งเป้าก็มีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันมาก ขณะที่ยาบางกลุ่มอาจมีผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ดังนั้น ก่อนเริ่มยา ควรพูดคุยกับแพทย์ให้ละเอียดเกี่ยวกับยาที่กำลังจะได้รับ ทั้งประโยชน์ของยา ผลข้างเคียงที่ควรระวัง และสิ่งที่ต้องติดตามระหว่างการรักษา
แพทย์พิจารณาชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค สุขภาพโดยรวม และข้อมูลทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
แพทย์อาจตรวจยีน โปรตีน หรือความผิดปกติบางอย่างในเซลล์มะเร็ง เพื่อดูว่ามีเป้าหมายที่สามารถใช้ยามุ่งเป้าได้หรือไม่ การตรวจอาจทำจากชิ้นเนื้อ และในบางกรณีอาจใช้ตัวอย่างเลือดซึ่งปัจจุบันเรียกว่า liquid biopsy ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและข้อบ่งชี้
หากพบ biomarker หรือ เป้าหมาย ที่มียารองรับ แพทย์จะพิจารณายามุ่งเป้าที่เหมาะสม รวมถึงความเหมาะสมในการใช้ร่วมกับการรักษาอื่น เช่น เคมีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือการรักษารูปแบบอื่นตามชนิดของมะเร็ง
รูปแบบและความถี่ของการให้ยาขึ้นอยู่กับชนิดของยาและโรค และแพทย์จะติดตามการตอบสนองต่อการรักษา รวมถึงผลข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพูดถึง “เคมีบำบัด” หรือ “คีโม” หลายคนอาจเกิดความกลัว ทั้งกลัวอาเจียน ผมร่วง หรือผลข้างเคียงต่าง ๆ จากยา จึงอาจเกิดคำถามว่า หากเป็นยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) จะดีกว่าหรือไม่?
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง ยามุ่งเป้าและเคมีบำบัด คือ กลไกการออกฤทธิ์ของยา โดย เคมีบำบัดออกฤทธิ์ทำลายเซลล์ในวงกว้าง ขณะที่ ยามุ่งเป้าจะออกฤทธิ์กับ “เป้าหมาย” ที่อยู่ในเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ
ดังนั้น การให้ยามุ่งเป้าในผู้ป่วยที่มีเป้าหมายที่เหมาะสม อาจให้ผลการรักษาที่ดีและมีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่าเคมีบำบัด อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่ายามุ่งเป้าจะไม่มีผลข้างเคียง เพียงแต่ผลข้างเคียงมักเป็นคนละแบบกับเคมีบำบัด และยามุ่งเป้าก็ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน
เพราะฉะนั้น การเลือกยารักษามะเร็งจึงต้องพิจารณาว่า มะเร็งมี “เป้าหมาย” ที่ยานั้นสามารถจัดการได้หรือไม่ และควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ได้แน่นอน ในบางมะเร็งเราสามารถใช้ยามุ่งเป้าร่วมกับเคมีบำบัดหรือภูมิคุ้มกันบำบัดได้ หากมีงานวิจัยรองรับว่าการให้ร่วมกันให้ผลการรักษาที่ดีกว่า เช่น มะเร็งปอดบางกลุ่มที่มียามุ่งเป้าร่วมกับคีโม หรือมะเร็งตับที่ใช้ยามุ่งเป้าร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งอาจช่วยควบคุมโรคได้ดีกว่าการใช้ยาเดี่ยวในผู้ป่วยที่เหมาะสม
ในปัจจุบัน มียามุ่งเป้าอยู่ในมะเร็งแทบทุกชนิด หากเราสามารถตรวจพบ “เป้าหมาย” ที่เหมาะสม และแนวโน้มในอนาคตมีโอกาสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราสามารถพัฒนายาที่จำเพาะต่อความผิดปกติของมะเร็งได้มากขึ้น แต่การจะใช้ได้กับผู้ป่วยแต่ละคนหรือไม่ ยังต้องขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งและผลการตรวจของแต่ละคน
ขึ้นอยู่กับ ระยะของโรค ชนิดของมะเร็ง และชนิดของยามุ่งเป้า หากเป็นระยะต้น ในบางโรคอาจให้ยาเพียง 2–5 ปีแล้วหยุดได้ ส่วนระยะลุกลามอาจต้องให้ยาต่อเนื่องจนกว่าจะเกิดการดื้อยา หรือมีเหตุผลทางการแพทย์ให้เปลี่ยนการรักษา ดังนั้นระยะเวลาการรักษา ต้องประเมินเป็นรายบุคคลและพูดคุยกับแพทย์เฉพาะทาง
เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (7)
ดูทั้งหมด
บทความที่เกี่ยวข้อง (10)
ดูทั้งหมด
บทความที่คุณอาจสนใจ (0)
ดูทั้งหมด
Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital