บทความสุขภาพ
Knowledge
ผศ.นพ. ปณต สายน้ำทิพย์

มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) โรคที่เป็น “ภัยเงียบ” เพราะมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น และผู้ป่วยจำนวนมากมักตรวจพบเมื่อโรคลุกลามแล้ว
แม้มะเร็งถุงน้ำดีจะพบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่กลับเป็นมะเร็งในระบบทางเดินน้ำดีที่มีความรุนแรงสูง เนื่องจากสามารถลุกลามเข้าสู่ตับ ท่อน้ำดี และอวัยวะใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว หากตรวจพบช้าอาจส่งผลต่อโอกาสในการรักษา
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะขนาดเล็กที่อยู่ใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมันหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง
มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์เยื่อบุภายในถุงน้ำดีมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ จนพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับ “การอักเสบเรื้อรัง” ของถุงน้ำดีเป็นเวลานาน

นิ่วในถุงน้ำดีถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด พบร่วมในผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีประมาณ 4 ใน 5 ราย โดยเฉพาะนิ่วขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร การมีนิ่วอาจทำให้เกิดการเสียดสีและอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุถุงน้ำดี ส่งผลให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติในระยะยาว
ความเสี่ยงของโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
ผู้หญิงมีโอกาสเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของน้ำดี ทำให้เกิดนิ่วได้ง่ายขึ้น จึงส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อมะเร็งถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การรับประทานอาหารไขมันสูง อาหารทอด ปิ้งย่าง หรือเครื่องดื่มหวานมันเป็นประจำ เพิ่มโอกาสเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคมะเร็งถุงน้ำดี
การอักเสบต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี
จุดที่อันตรายของโรคมะเร็งถุงน้ำดี คือในระยะเริ่มต้นมักแทบไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย หลายคนจึงเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน ทำให้ไม่ได้เข้ารับการตรวจเพิ่มเติม โดยอาการในระยะเริ่มต้นที่อาจสังเกตได้ เช่น
เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 หรือ 4 ก้อนมะเร็งอาจโตจนไปอุดตันท่อน้ำดี ทำให้เริ่มมีอาการชัดเจนมากขึ้น เช่น
หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางคัดกรองมะเร็งถุงน้ำดีในประชากรทั่วไปเหมือนมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งลำไส้ เนื่องจากเป็นโรคที่พบไม่บ่อย และยังไม่มีการตรวจที่สามารถคัดกรองได้อย่างแม่นยำในระยะเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีนิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง หรืออายุ 40 ปีขึ้นไป แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาความผิดปกติของถุงน้ำดีและระบบทางเดินน้ำดีตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยการตรวจวินิจฉัยประกอบด้วย
เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถตรวจหานิ่วในถุงน้ำดี ก้อนเนื้อ หรือความผิดปกติของถุงน้ำดีและอวัยวะภายในช่องท้อง เป็นวิธีการที่ไม่เจ็บและใช้เวลาไม่นาน
ช่วยประเมินตำแหน่ง ขนาดของก้อนมะเร็ง การลุกลามของโรค และวางแผนการรักษาได้ละเอียดมากขึ้น โดยแพทย์จะเริ่มจากการวินิจฉัยด้วย CT scan เพื่อประเมินระยะของรอยโรค และอาจพิจารณาตรวจ MRI เพิ่มเติมในกรณีที่ดูการกระจายของโรคไม่ชัดเจน
ตรวจดูค่าเลือดต่าง ๆ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) การทำงานของไต (Creatinine) และการทำงานของตับ (Liver Function Test; LFT) รวมถึงประเมินภาวะอุดตันของท่อน้ำดีร่วมด้วย
นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Marker) เช่น CEA และ CA 19-9 เพื่อใช้ประกอบการประเมินโรค อย่างไรก็ตาม ผลตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งถุงน้ำดีได้ จำเป็นต้องใช้ร่วมกับการตรวจทางรังสีวินิจฉัย
มะเร็งถุงน้ำดีแบ่งออกเป็น 4 ระยะหลัก ตามขนาดของก้อนมะเร็งและการแพร่กระจายของโรค ดังนี้
มะเร็งจำกัดอยู่เฉพาะที่ชั้นเยื่อบุหรือผนังกล้ามเนื้อด้านในของถุงน้ำดี ยังไม่ลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง หากตรวจพบและผ่าตัดนำถุงน้ำดีออกจะมีโอกาสหายขาดได้สูง
มะเร็งเริ่มลุกลามทะลุผ่านผนังชั้นนอกของถุงน้ำดี แต่ยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ
มะเร็งเริ่มลุกลามไปยังตับ ท่อน้ำดี หรืออวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก รวมถึงอาจพบการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดหรือน้ำเหลืองไปยังอวัยวะที่อยู่ไกลออกไป เช่น ตับ ปอด หรือกระดูก
การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค สุขภาพของผู้ป่วย และการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง หากตรวจพบในระยะที่ 1 อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีอาจสูงถึงประมาณ 60% แต่หากพบในระยะที่ 4 แนวทางการรักษาจะซับซ้อนขึ้น และโอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก เหลือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น
แนวทางการรักษามะเร็งถุงน้ำดี มีดังนี้
หากตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีในระยะเริ่มต้น การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีและเนื้องอกออกทั้งหมด ช่วยเพิ่มโอกาสรักษาได้ หากเนื้องอกมีขนาดเล็ก สามารถผ่าตัดแบบส่องกล้องแผลเล็ก (MIS) ได้ แต่หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่มากอาจจำเป็นต้องผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
เป็นการใช้ยาทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มักใช้ในผู้ป่วยที่มะเร็งลุกลาม ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือใช้หลังผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย
เป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สามารถจดจำและกำจัดเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ปัจจุบันอาจใช้ร่วมกับเคมีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคและยืดอายุผู้ป่วย
กลุ่มเสี่ยงมะเร็งถุงน้ำดี ได้แก่
การตรวจสุขภาพประจำปีร่วมกับอัลตราซาวด์ช่องท้อง อาจช่วยตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งถุงน้ำดีได้ ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ดังนี้
มะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคที่อาจเริ่มต้นด้วยอาการเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่มีอาการเลยในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมักตรวจพบเมื่อโรคลุกลามแล้ว
การสังเกตอาการผิดปกติ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือมีนิ่วในถุงน้ำดี อาจช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น และวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า มีทีมแพทย์เฉพาะทางพร้อมดูแลและประเมินความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดี ด้วยเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
นิ่วในถุงน้ำดีเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้สูง โดยเฉพาะนิ่วที่มีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีไม่ได้เป็นมะเร็งถุงน้ำดีทุกราย แนะนำให้ตรวจติดตามอาการและเข้ารับการประเมินกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
มะเร็งถุงน้ำดีเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่มักพบในผู้สูงอายุ และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
มะเร็งถุงน้ำดีสามารถรักษาหายขาดได้ หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นและเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (10)
ดูทั้งหมด
บทความที่เกี่ยวข้อง (10)
ดูทั้งหมด
บทความที่คุณอาจสนใจ (0)
ดูทั้งหมด
Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital