เอ็นร้อยหวาย (Achilles Tendon) คือเส้นเอ็นขนาดใหญ่ที่เชื่อมระหว่างกล้ามเนื้อน่องกับกระดูกส้นเท้า มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราสามารถเดิน วิ่ง กระโดด หรือยืนเขย่งได้อย่างมั่นคง แต่เมื่อเส้นเอ็นนี้เกิดการอักเสบ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว และอาจทำให้รู้สึกเจ็บปวดจนรบกวนกิจวัตรประจำวันได้
ในบทความนี้จะพาทุกคนมาไขข้อสงสัยว่าจริง ๆ แล้ว “เอ็นร้อยหวายอักเสบ” ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีอาการแบบไหน วิธีรักษา และแนวทางป้องกันที่ได้ผล เพื่อให้คุณสามารถดูแลตัวเอง และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บเรื้อรังได้อย่างมั่นใจ
Key Takeaways
- เอ็นร้อยหวายอักเสบ คือภาวะที่เส้นเอ็นบริเวณหลังข้อเท้า (ซึ่งเชื่อมระหว่างกระดูกส้นเท้ากับกล้ามเนื้อน่อง) เกิดการอักเสบ ส่งผลให้รู้สึกเจ็บ ปวดตึง และส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
- สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานข้อเท้าหนักเกินไป หรือทำกิจกรรมซ้ำ ๆ เช่น วิ่ง กระโดด หรือยืนเขย่งโดยไม่พัก หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะเอ็นร้อยหวายฉีกขาดได้
- แนวทางการรักษามีทั้งแบบไม่ผ่าตัด (เช่น การพักข้อเท้า ประคบเย็น การทำกายภาพบำบัด หรือใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น คลื่นกระแทก) และในบางกรณีอาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมเส้นเอ็น
- การป้องกันเอ็นร้อยหวายอักเสบสามารถทำได้ด้วยการวอร์มอัพก่อนออกกำลังกาย เลือกรองเท้าที่รองรับข้อเท้าได้ดี หลีกเลี่ยงการใช้งานเท้าเกินกำลัง และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
เอ็นร้อยหวายอักเสบ เกิดจากสาเหตุอะไร?

เอ็นร้อยหวายอักเสบ (Achilles Tendinitis หรือ Tendinosis) เป็นภาวะที่เนื้อเยื่อบริเวณเอ็นร้อยหวายซึ่งเชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อน่องกับกระดูกส้นเท้าเกิดการอักเสบหรือเสื่อมสภาพ ส่งผลให้เกิดปวดข้อเท้า โดยเฉพาะเวลาที่มีการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน วิ่ง หรือกระโดด
ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวเสมอไป แต่อาจมีหลายปัจจัยร่วมกันที่ทำให้เอ็นร้อยหวายเกิดการอักเสบ ดังนี้
- อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บเฉียบพลัน : เช่น การสะดุด ล้ม หรือข้อเท้าพลิกอย่างรุนแรง ซึ่งอาจทำให้เอ็นร้อยหวายได้รับแรงกระชากทันที แม้จะไม่มีอาการในช่วงแรก แต่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาการอักเสบเรื้อรังได้ในระยะยาว
- ใช้งานข้อเท้าหนักเกินไป : กิจกรรมที่ใช้แรงซ้ำ ๆ บริเวณข้อเท้า เช่น การยืนหรือเดินเป็นเวลานาน, การออกกำลังกายท่าซ้ำ ๆ โดยไม่เว้นระยะพัก หรือการเพิ่มความหนักของกิจกรรมเร็วเกินไป ล้วนเพิ่มแรงตึงสะสมต่อเอ็นร้อยหวายจนเกิดอักเสบได้
- อาการตึงของกล้ามเนื้อน่อง : การไม่ยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องก่อนและหลังออกกำลังกาย อาจทำให้เอ็นร้อยหวายต้องรับแรงดึงมากเกินไป ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบสะสมโดยไม่รู้ตัว
- ลักษณะทางกายภาพของรูปเท้า : ผู้ที่มีภาวะเท้าแบน อุ้งเท้าสูง หรือ มีกระดูกงอกบริเวณส้นเท้า จะทำให้แนวแรงดึงของเอ็นร้อยหวายไม่สมดุล ส่งผลให้เส้นเอ็นเกิดการเสียดสีและตึงเรื้อรังจนเกิดอาการอักเสบ
- น้ำหนักตัวเกิน : น้ำหนักมากเกินไปหรือโรคอ้วน ทำให้ข้อเท้าต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ โดยเฉพาะขณะเคลื่อนไหว ส่งผลให้เอ็นร้อยหวายทำงานหนักขึ้น เสี่ยงต่อการอักเสบหรือล้าเรื้อรังได้ง่าย
- อายุที่เพิ่มมากขึ้น : เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนหรือสูงอายุ เส้นเอ็นมีความยืดหยุ่นลดลงตามธรรมชาติ ทำให้ฟื้นตัวช้าลง และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้แม้ทำกิจกรรมตามปกติ
- ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับกระดูกและข้อ : ผู้ที่มีภาวะข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis), โรคเกาต์, หรือโรคข้ออักเสบอื่น ๆ มักมีภาวะอักเสบในร่างกายอยู่แล้ว จึงมีแนวโน้มที่เส้นเอ็น เช่น เอ็นร้อยหวาย จะเกิดการอักเสบแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้นกว่าคนทั่วไป
เอ็นร้อยหวายอักเสบ อาการที่พบบ่อยเป็นแบบไหน?
เอ็นร้อยหวายอักเสบ มักเกิดจากการใช้งานเส้นเอ็นบริเวณส้นเท้ามากเกินไป เช่น การเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกายโดยไม่เว้นช่วงพัก จนทำให้เอ็นเกิดการอักเสบหรือบาดเจ็บ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหว และกระทบกับกิจวัตรประจำวันในที่สุด
อาการของเอ็นร้อยหวายอักเสบในระยะเริ่มต้นอาจไม่รุนแรง แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจพัฒนาเป็นการอักเสบเรื้อรัง หรือเสี่ยงต่อการฉีกขาดได้ในภายหลัง ซึ่งสัญญาณที่บ่งบอกว่าเอ็นร้อยหวายกำลังอักเสบนั้น ได้แก่
- ปวดบริเวณหลังข้อเท้า หรือบริเวณเอ็นร้อยหวาย โดยเฉพาะเวลาที่มีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน วิ่ง หรือเล่นกีฬา อาการจะเด่นชัดมากขึ้นเมื่อต้องออกแรง
- รู้สึกตึงหรือเจ็บเมื่อกดลงน้ำหนัก บริเวณส้นเท้า เช่น ขณะยืนเขย่ง หรือก้าวขึ้นลงบันได
- เคลื่อนไหวข้อเท้าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่องอเท้า เหยียดเท้า หรือพยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่อง
- อาการบวม แดง หรืออุ่นร้อน บริเวณเอ็นร้อยหวาย โดยเฉพาะเมื่ออักเสบมาก
- คลำพบก้อนนูนหรือความแข็งผิดปกติ ที่บริเวณเอ็นร้อยหวาย ซึ่งอาจเป็นพังผืดหรือหินปูนที่สะสมจากการอักเสบเรื้อรัง
หากสำรวจตัวเองแล้วว่ามีอาการเหล่านี้ ไม่ว่าจะตอนเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย หรือแม้แต่ลุกจากที่นั่ง อาจเป็นสัญญาณของอาการเอ็นร้อยหวายอักเสบได้ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
วินิจฉัยอาการเอ็นร้อยหวายอักเสบทำอย่างไรได้บ้าง?
ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการรักษา การวินิจฉัยที่ถูกต้องถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะอาการปวดบริเวณข้อเท้าอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่จำกัดเพียงแค่เอ็นร้อยหวายอักเสบเท่านั้น
การพบแพทย์เพื่อประเมินอาการโดยละเอียด จะช่วยให้สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริง และประเมินความรุนแรงของภาวะอักเสบได้อย่างแม่นยำ โดยขั้นตอนในการวินิจฉัยทั่วไปมีดังนี้
1. ซักประวัติสุขภาพและอาการโดยละเอียด
แพทย์จะสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาการ เช่น
- ลักษณะและตำแหน่งของอาการปวด
- กิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่อาจเป็นสาเหตุ เช่น ออกกำลังกายหนัก หกล้ม หรือเดินนาน
- พฤติกรรมการใช้งานข้อเท้าในชีวิตประจำวัน
- โรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ กระดูก หรือข้อ เช่น รูมาตอยด์ หรือโรคข้ออักเสบอื่น ๆ
2. ตรวจร่างกาย
แพทย์จะทำการตรวจบริเวณที่มีอาการ ดังนี้
- มีอาการบวม แดง หรือร้อนบริเวณเอ็นหรือไม่
- กดเจ็บเฉพาะจุดที่เอ็นร้อยหวาย
- การเคลื่อนไหวข้อเท้ามีข้อจำกัดหรือไม่
- สามารถยืนเขย่งหรือเดินปลายเท้าได้ตามปกติหรือไม่
3. ตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ (ในกรณีจำเป็น)
หากอาการซับซ้อนหรือมีข้อสงสัย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น
- X-ray : ช่วยประเมินความผิดปกติของกระดูก เช่น กระดูกงอก หรือหินปูนบริเวณจุดเกาะของเอ็น
- Ultrasound : ตรวจดูลักษณะของเอ็นร้อยหวาย การอักเสบ หรือความหนาของเส้นเอ็นแบบเรียลไทม์
- MRI (Magnetic Resonance Imaging) : ใช้ประเมินรายละเอียดภายในของเส้นเอ็นอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในกรณีที่สงสัยว่ามีการฉีกขาดหรืออักเสบเรื้อรัง
หลังจากทำการวินิจฉัยเรียบร้อยและทราบถึงลักษณะอาการเอ็นร้อยหวายอักเสบที่ชัดเจนแล้ว แพทย์จะแนะนำแนวทางในการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมในลำดับถัดไป
วิธีการรักษาอาการเอ็นร้อยหวายอักเสบมีกี่วิธี? ทำอย่างไรได้บ้าง?

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเอ็นร้อยหวายอักเสบ สิ่งสำคัญคือควรเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อเท้าให้กลับมาเป็นปกติ และลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะอักเสบเรื้อรังหรือเอ็นฉีกขาดในอนาคต
แนวทางการรักษาเอ็นร้อยหวายอักเสบสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ๆ คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการรักษาแบบผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของอาการแต่ละราย
การรักษาเอ็นร้อยหวายอักเสบแบบไม่ผ่าตัด
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถรักษาอาการได้โดยไม่ต้องผ่าตัด โดยแนวทางที่นิยมใช้ ได้แก่
- พักใช้งานข้อเท้า : หลีกเลี่ยงการเดิน วิ่ง กระโดด หรือออกกำลังกายหนักชั่วคราว เพื่อให้เส้นเอ็นได้มีโอกาสฟื้นตัว
- ประคบเย็น : บริเวณข้อเท้าเพื่อลดอาการปวด บวม และบรรเทาการอักเสบ โดยเฉพาะในช่วง 48 ชั่วโมงแรกของอาการ
- ใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) : เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือ นาพรอกเซน (Naproxen) ซึ่งช่วยลดอาการปวดและอักเสบของเส้นเอ็น
- ใช้รองเท้าเปิดส้น : หรือหลีกเลี่ยงรองเท้าที่มีส่วนหุ้มส้นเท้าด้านหลังแข็งหรือสูงเกินไป เพราะอาจกดทับเอ็นและกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เอ็นร้อยหวายกำลังอักเสบ ควรเลือกรองเท้าที่ไม่เสียดสีกับเอ็น เพื่อช่วยให้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น
- ใส่รองเท้าเสริมส้น หรือใช้อุปกรณ์เสริม อย่าง Heel Lift (แผ่นรองส้นเท้า) : สามารถช่วยยกส้นเท้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อลดแรงดึงบนเอ็นร้อยหวาย โดยเฉพาะในช่วงที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ใช้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากอาจทำให้เอ็นร้อยหวายหดสั้นลง และส่งผลต่อความยืดหยุ่นของเอ็นในอนาคต
- ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ : โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ลดการตึงสะสม และช่วยป้องกันอาการกลับมาเป็นซ้ำ
- บริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน : เช่น การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่องและรอบข้อเท้า เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการเดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ และลดความเสี่ยงต่อการอักเสบหรือบาดเจ็บซ้ำ
- ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เสริม : เช่น คลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และลดการอักเสบในผู้ที่มีอาการเรื้อรังหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น
แบบผ่าตัดเพื่อรักษาเอ็นร้อยหวายอักเสบ
ในกรณีที่อาการเอ็นร้อยหวายอักเสบมีความรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีทั่วไป แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดตามตำแหน่งที่เกิดการอักเสบหรือเสื่อมสภาพ โดยแนวทางการผ่าตัดมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับผลการตรวจวินิจฉัย ได้แก่
- การยืดกล้ามเนื้อน่องส่วน Gastrocnemius (Gastrocnemius Recession) : ช่วยลดแรงตึงที่กระทำต่อเอ็นร้อยหวาย เหมาะกับผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อน่องตึงเรื้อรัง
- การตัดเยื่อหุ้มที่อักเสบ (Paratenon Debridement) : ช่วยลดการเสียดสีและอักเสบของเอ็น
- การนำเนื้อเยื่อของเส้นเอ็นที่เสื่อมสภาพหรืออักเสบเรื้อรังออก : เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบซ้ำ
- การตัดกระดูกที่กดเบียดเอ็นร้อยหวาย หรือการเอากระดูกงอกออก : เช่น ในผู้ที่มีภาวะ Haglund’s deformity หรือ Insertional Tendinopathy
- การซ่อมสร้างเส้นเอ็นที่จุดเกาะด้วยสมอ (Anchor Repair) : ในกรณีที่เอ็นบริเวณจุดเกาะมีความเสียหายมาก อาจต้องเย็บยึดกลับด้วยอุปกรณ์เฉพาะ
หลังผ่าตัด แพทย์จะวางแผนการฟื้นฟู เช่น การทำกายภาพบำบัด เพื่อให้เส้นเอ็นกลับมาใช้งานได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำในอนาคต
วิธีป้องกันอาการเอ็นร้อยหวายอักเสบทำอย่างไรได้บ้าง?
นอกจากแนวทางการรักษาแล้ว การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเอ็นร้อยหวายอักเสบตั้งแต่แรกย่อมดีกว่า โดยเฉพาะในผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เท้าแบน กล้ามเนื้อตึง หรือมีน้ำหนักตัวมาก ควรใส่ใจพฤติกรรมต่อไปนี้อย่างสม่ำเสมอ
- วอร์มอัพและยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย : โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่องและข้อเท้า เพื่อช่วยลดแรงตึงบนเอ็นร้อยหวายและลดความเสี่ยงต่อการอักเสบ
- บริหารกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวายให้แข็งแรง : งานวิจัยหลายฉบับพบว่า Eccentric Heel Drop ช่วยป้องกันการบาดเจ็บซ้ำได้ดี โดยทำได้โดยการยืนบนขอบขั้นบันได ใช้ปลายเท้าทั้งสองข้างเขย่งขึ้น จากนั้นยกเท้าข้างที่ไม่ปวดออก แล้วค่อย ๆ ลดส้นเท้าข้างที่มีอาการลงอย่างช้า ๆ ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง วันละ 2 รอบ
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบหักโหม : ควรจัดตารางให้สมดุล และมีวันพักกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงซ้ำ ๆ โดยไม่เว้นระยะพัก
- เลือกรองเท้าที่เหมาะสม : ควรเลือกรองเท้ากีฬาที่ออกแบบรองรับแรงกระแทกได้ดี พื้นนุ่ม พอดีกับรูปเท้า และเหมาะกับประเภทกิจกรรม หากมีอาการปวด ควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่มีส่วนหุ้มส้นเท้าด้านหลังแข็ง ซึ่งอาจกดทับหรือเสียดสีกับเอ็นร้อยหวาย
- ใช้รองเท้าที่มีส่วนหุ้มส้นนุ่ม หรือเลือกรองเท้าเปิดส้น (Open-heel) : ช่วยลดแรงกดที่จุดเกาะของเอ็น และลดการเสียดสีในระหว่างกิจกรรม
- คำนึงถึงพื้นผิวที่ใช้ในการออกกำลังกาย : หลีกเลี่ยงพื้นผิวที่ขรุขระ ลาดเอียง หรือแข็งเกินไป ซึ่งอาจเพิ่มแรงกระแทกและทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
- ฟังสัญญาณของร่างกาย: หากรู้สึกปวดบริเวณข้อเท้าหรือเอ็นร้อยหวาย ควรหยุดพักทันทีและประคบเย็น ไม่ควรฝืนทำกิจกรรมต่อจนเอ็นเกิดการอักเสบมากขึ้น
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม : เพื่อไม่ให้เอ็นร้อยหวายต้องรับน้ำหนักมากเกินไปโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในกิจกรรมที่มีแรงกระแทกซ้ำ ๆ
การปฏิบัติตัวตามแนวทางเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเอ็นร้อยหวายอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังส่งผลดีต่อสุขภาพข้อเท้าและกล้ามเนื้อโดยรวมในระยะยาวอีกด้วย
เอ็นร้อยหวายอักเสบ รับมือถูกวิธี ห่างไกลปัญหาเอ็นร้อยหวายฉีกขาด
เอ็นร้อยหวายอักเสบเป็นอาการที่สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานข้อเท้าและเอ็นร้อยหวายมากเกินไป ไม่ว่าจะจากการออกกำลังกาย การเล่นกีฬา หรืออุบัติเหตุบริเวณข้อเท้า หากมีอาการปวด บวม หรือรู้สึกไม่สบายขณะเคลื่อนไหว ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันไม่ให้พัฒนาไปสู่ภาวะเอ็นร้อยหวายฉีกขาดในระยะยาว
สำหรับผู้ที่กำลังมีอาการปวดข้อเท้า หรือสงสัยว่าอาจเกิดจากเอ็นร้อยหวายอักเสบ แนะนำให้เข้ารับการประเมินกับแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะที่ /ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งพร้อมให้บริการด้วยทีมแพทย์มากประสบการณ์ เครื่องมือวินิจฉัยที่แม่นยำ และแนวทางการรักษาที่ครอบคลุมทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด เพื่อดูแลเอ็นร้อยหวายของคุณให้แข็งแรงและใช้งานได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอ็นร้อยหวายอักเสบ
1. หากปล่อยเอ็นร้อยหวายอักเสบนาน มีโอกาสฉีกขาดมากแค่ไหน?
หากปล่อยให้อาการเอ็นร้อยหวายอักเสบเรื้อรังโดยไม่รับการรักษาอย่างเหมาะสม เส้นเอ็นอาจเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ จนสูญเสียความแข็งแรงและยืดหยุ่น เมื่อมีแรงกระชากหรือใช้งานเท้าหนัก เช่น วิ่ง กระโดด หรือออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง เสี่ยงทำให้เอ็นร้อยหวายฉีกขาดได้ในที่สุด
งานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะเอ็นเสื่อม (Achilles Tendinosis) มีโอกาสเอ็นขาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยร่วม เช่น เท้าแบน กล้ามเนื้อน่องตึง น้ำหนักตัวเกิน หรือเลือกรองเท้าไม่เหมาะสม การใส่ใจรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงสำคัญ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต
2. เอ็นร้อยหวายฉีกขาด อันตรายไหม มีลักษณะอย่างไร?
เอ็นร้อยหวายฉีกขาดเป็นภาวะบาดเจ็บที่รุนแรง ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักรู้สึกเจ็บทันที เดินลำบาก หรือไม่สามารถลงน้ำหนักที่เท้าได้ ร่วมกับอาการบวม ช้ำ และอ่อนแรงบริเวณข้อเท้า
หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้ฟื้นตัวช้า หรือใช้งานข้อเท้าได้ไม่สมบูรณ์ในระยะยาว จึงควรรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อสงสัยว่าเอ็นร้อยหวายขาด
3. ผ่าตัดเอ็นร้อยหวายอักเสบ จะหายขาดไหม?
การผ่าตัดสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในรายที่มีการอักเสบเรื้อรัง เส้นเอ็นเสื่อม หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น กระดูกงอก หรือพังผืดสะสม อย่างไรก็ตาม โอกาสหายขาดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับความรุนแรงของพยาธิสภาพ เทคนิคการผ่าตัด และความร่วมมือของผู้ป่วยในการฟื้นฟูหลังผ่าตัด
4. หลังผ่าเอ็นร้อยหวาย ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงกลับไปเล่นกีฬาได้?
ระยะเวลาการฟื้นตัวหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับลักษณะของการผ่าตัดและความรุนแรงของอาการ
- หากเป็นการผ่าตัดเลาะเนื้อเยื่อที่อักเสบ (Debridement) หรือ ผ่าตัดยืดกล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemius recession) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมตัวเอ็นโดยตรง ระยะเวลาการฟื้นตัวโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1.5-3 เดือน ผู้ป่วยมักสามารถกลับมาออกกำลังกายเบา ๆ และเริ่มฝึกความแข็งแรงได้ภายในช่วงเวลาดังกล่าว
- แต่หากเป็นกรณีที่ต้องมีการ ซ่อมสร้างเอ็นร่วมด้วย เช่น การเย็บซ่อมจุดเกาะของเอ็นร้อยหวาย หรือการใช้สมอยึดเอ็น การฟื้นตัวมักใช้เวลานานกว่า โดยเฉพาะหากต้องการกลับไปทำกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่ง กระโดด หรือกีฬาเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว อาจต้องใช้เวลา 6-12 เดือน เพื่อให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อฟื้นตัวได้เต็มที่ และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำ
References
Achilles tendinitis. (n.d.). OrthoInfo. https://orthoinfo.aaos.org/en/diseases--conditions/achilles-tendinitis/
Achilles tendon injuries. (n.d.). Johns Hopkins Medicine. https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/achilles-tendon-injuries
Achilles tendinitis: Symptoms & treatment. (n.d.). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21553-achilles-tendinitis