อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา หรือเดินได้น้อยลง อาจไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามวัยอย่างที่หลายคนคิด แต่อาจเป็นอาการจาก Spinal Stenosis หรือก็คือภาวะที่ช่องไขสันหลังหรือช่องทางเดินของเส้นประสาทตีบแคบลง ส่งผลให้เส้นประสาทถูกกดทับ หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่อาการชารุนแรง อ่อนแรง หรือเสี่ยงต่อภาวะอัมพาตได้โดยไม่รู้ตัว
Key Takeaways
- Spinal Stenosis คือ ภาวะช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ ซึ่งทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ จนเกิดอาการปวด ชา อ่อนแรง และการเคลื่อนไหวผิดปกติ
- อาการของ Spinal Stenosis มักดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อการเดิน การทรงตัว และมีโอกาสเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นอัมพาต
- การรักษามีหลายวิธี ตั้งแต่ปรับพฤติกรรม กายภาพบำบัด การรับประทานยา การฉีดยา ไปจนถึงการผ่าตัด โดยแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) คืออะไร? ภัยเงียบของคนปวดหลังที่ไม่ควรมองข้าม
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หรือ Spinal Stenosis คือภาวะที่ช่องว่างภายในกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นทางผ่านของไขสันหลังและเส้นประสาทเกิดการตีบแคบลงมากกว่าปกติ ส่งผลให้เส้นประสาทถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการปวด ชา อ่อนแรง หรือเดินได้ลำบาก โดยภาวะ Spinal Stenosis มักพบในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบัน จึงพบ Spinal Stenosis ได้ในคนวัยทำงานเช่นกัน
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่
- โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบส่วนคอ (Cervical Spinal Stenosis) เป็นการตีบแคบของโพรงกระดูกสันหลังบริเวณคอ อาจส่งผลต่อการกดทับไขสันหลังโดยตรง ทำให้เกิดอาการปวดคอ ชาร้าวลงแขน มืออ่อนแรง หรือในรายที่รุนแรงอาจมีปัญหาการทรงตัวและการเดิน
- โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบส่วนกลางลำตัว (Thoracic Spinal Stenosis) เกิดขึ้นบริเวณกระดูกสันหลังช่วงกลางลำตัว พบได้น้อยกว่าส่วนอื่น อาการอาจไม่ชัดเจนในระยะแรก แต่เมื่อเส้นประสาทถูกกดทับมากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังช่วงกลาง ชา หรืออ่อนแรง
- โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบส่วนเอว (Lumbar Spinal Stenosis) เป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด มักทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่าง ปวดสะโพกร้าวลงขา ชา หรือเดินได้ระยะสั้น ต้องหยุดพักบ่อย อาการมักดีขึ้นเมื่อนั่งหรือก้มตัว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคในตำแหน่งนี้
อาการโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ สัญญาณเตือนที่ร่างกายกำลังบอกคุณ

อาการของโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบมักค่อย ๆ แสดงออกอย่างช้า ๆ จนหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นอาการปวดเมื่อยทั่วไปจากอายุหรือการใช้งานร่างกาย หากรู้เท่าทันอาการตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น อ่อนแรง หรือกลายเป็นอัมพาตได้
โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่
- ปวดหลังหรือปวดคอเรื้อรัง โดยอาการมักเป็นมากขึ้นเมื่อยืนนานหรือเดินนาน
- ปวดร้าว ชา หรือเสียวซ่าลงแขน ขา มือ หรือเท้า ตามแนวเส้นประสาท
- กล้ามเนื้อแขนหรือขาอ่อนแรง จับของไม่ถนัด หรือเดินไม่มั่นคง
- เดินได้ระยะสั้น ต้องหยุดพักบ่อย อาการมักดีขึ้นเมื่อนั่งหรือก้มตัว
- มีปัญหาการทรงตัว รู้สึกเหมือนขาไม่มีแรงหรือสะดุดง่าย
- ในรายที่รุนแรง อาจมีอาการควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบเกิดจากสาเหตุอะไร?
สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ ได้แก่
- ความเสื่อมของกระดูกสันหลัง ข้อต่อ และหมอนรองกระดูกเสื่อมตามวัย ทำให้ช่องทางเดินของเส้นประสาทแคบลง
- หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นหรือเคลื่อน หมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติอาจกดทับไขสันหลังหรือเส้นประสาท
- ภาวะกระดูกงอกจากภาวะข้อเสื่อม กระดูกที่งอกขึ้นมาทำให้ช่องโพรงกระดูกสันหลังแคบลง
- เอ็นยึดกระดูกสันหลังหนาตัวจากข้ออักเสบ เอ็นที่หนาและแข็งขึ้นจากความเสื่อมอาจยื่นเข้าไปในช่องไขสันหลัง และทำให้ช่องว่างตีบแคบลง
- การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุที่กระดูกสันหลัง เช่น กระดูกหัก เคลื่อน หรือผิดรูป อาจส่งผลให้โครงสร้างผิดปกติและไปกดทับเส้นประสาทได้
- ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด บางรายมีช่องโพรงกระดูกสันหลังแคบกว่าปกติตั้งแต่แรก ทำให้มีความเสี่ยงเกิดโรคได้เร็วกว่าคนทั่วไป
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ ใครบ้างที่เสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

แม้โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ในความเป็นจริงยังมีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ได้เร็วกว่าปกติ โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
- อายุที่เพิ่มมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก และข้อต่อเกิดความเสื่อมตามธรรมชาติ
- ประวัติการใช้งานกระดูกสันหลังหนักซ้ำ ๆ เช่น ยกของหนักเป็นประจำ นั่งทำงานท่าทางไม่เหมาะสม หรือก้มเงยบ่อย
- น้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน เพิ่มแรงกดทับต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก
- เคยได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุที่กระดูกสันหลัง ทำให้โครงสร้างผิดรูปหรือเกิดการเสื่อมเร็วขึ้น
- มีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนมาก่อน เพิ่มโอกาสเกิดการตีบแคบของช่องเส้นประสาท
- ความผิดปกติของกระดูกสันหลังตั้งแต่กำเนิด เช่น ช่องโพรงกระดูกสันหลังแคบกว่าปกติ โรคทางพันธุกรรมที่มีผลต่อการพัฒนากระดูกและกล้ามเนื้อ
- ขาดการออกกำลังกาย หรือกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวไม่แข็งแรง ทำให้กระดูกสันหลังรับแรงกดมากกว่าปกติ
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบมีวิธีวินิจฉัยอย่างไร?
โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาจากประวัติอาการร่วมกับการตรวจร่างกาย และการตรวจทางภาพถ่ายทางการแพทย์ ดังนี้
- ซักประวัติและประเมินอาการ เช่น ลักษณะอาการปวด ชา อ่อนแรง ระยะเวลาที่เป็น และปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง
- ตรวจร่างกายและระบบประสาท เพื่อตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อ รีเฟล็กซ์ การรับความรู้สึก และการทรงตัว
- เอกซเรย์กระดูกสันหลัง (X-ray) ช่วยประเมินโครงสร้างกระดูก ความเสื่อม หรือภาวะกระดูกงอก
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นการตรวจที่ให้รายละเอียดชัดเจน เห็นไขสันหลัง เส้นประสาท และหมอนรองกระดูก เหมาะสำหรับยืนยันการวินิจฉัย
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ช่วยให้เห็นลักษณะทางกายภาพของไขสันหลัง เส้นประสาท รวมถึงภาวะกระดูกงอก หรือกระดูกเคลื่อนได้ด้วย
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบรักษาอย่างไร? เลือกวิธีที่เหมาะ ลดปวด ฟื้นการเคลื่อนไหว

วิธีการรักษาโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ตำแหน่งที่เกิดการกดทับเส้นประสาท และสภาพร่างกายของผู้ป่วย
การรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัด
การรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมและกายภาพบำบัด เหมาะกับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงถึงปานกลาง หรือยังไม่มีภาวะอ่อนแรงชัดเจน โดยมีเป้าหมายคือลดแรงกดทับเส้นประสาท ชะลอการเสื่อม ลดปวด และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อพยุงกระดูกสันหลัง
การรักษาด้วยยา
การรักษาด้วยยามักจะใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดจากการกดทับเส้นประสาท โดยแพทย์อาจเลือกใช้ตามอาการ ดังนี้
- ยาแก้ปวดทั่วไป เพื่อลดปวดระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) ช่วยลดการอักเสบรอบเส้นประสาทหรือข้อกระดูกสันหลัง
- ยาคลายกล้ามเนื้อ กรณีกล้ามเนื้อหลังหรือคอมีอาการเกร็ง
- ยากลุ่มอาการปวดปลายประสาท สำหรับอาการปวดแสบ ปวดร้าว ชา เสียวซ่า ตามแนวเส้นประสาท
- ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน มักใช้ช่วงสั้น ๆ ในรายที่อักเสบมากและแพทย์เห็นว่าเหมาะสม
การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงไขสันหลัง
การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าช่องเอพิเดอรัล (Epidural Space) รอบถุงหุ้มเส้นประสาทไขสันหลัง เหมาะในรายที่มีอาการปวดร้าวลงแขนขาชัดเจน หรือปวดมากจนทำกายภาพไม่ได้ ซึ่งตัวยาจะช่วยลดการอักเสบในช่องกระดูกสันหลัง แต่ไม่สามารถใช้ติดต่อกันบ่อย ๆ ได้ เนื่องจากสเตียรอยด์อาจทำให้เนื้อเยื่อและกระดูกรอบ ๆ อ่อนแอ และมีโอกาสได้รับผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์มากกว่าเดิม
การผ่าตัด
แพทย์จะพิจารณาให้เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระดูกสันหลังก็ต่อเมื่ออาการรุนแรง เช่น อ่อนแรงชัดเจน เดินทรงตัวแย่ลงมาก ชาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ปวดมากแม้รักษาครบถ้วน หรือมีสัญญาณอันตราย เช่น ควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ โดยวิธีการผ่าตัดจะเลือกวิธีตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ Spinal Stenosis ดังนี้
- ผ่าตัดแก้ไขการกดทับเส้นประสาท โดยใช้เครื่องมือคล้ายเข็มในการตัดแต่งหรือเลาะเอาเส้นเอ็นที่หนาตัวออก เพื่อให้โพรงกระดูกสันหลังกว้างขึ้น ลดการกดทับของเส้นประสาท เหมาะกับผู้ป่วยที่มีการตีบแคบจากเส้นเอ็นหนาตัว
- Laminectomy เป็นการผ่าตัดเอากระดูก Lamina ออกบางส่วนหรือทั้งหมด เพื่อเปิดช่องโพรงกระดูกสันหลังให้กว้างขึ้น ลดการกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบรุนแรง
- Laminoplasty เป็นการผ่าตัดเปิดกระดูก Lamina เฉพาะส่วนคอ แล้วใช้โลหะเชื่อมช่องว่างในกระดูกสันหลังที่เปิดออก
- ผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง (Spinal Fusion) มักใช้ในกรณีที่กระดูกสันหลังไม่มั่นคงจากกระดูกสันหลังเคลื่อน หรือเสื่อมรุนแรง
- Foraminotomy คือการผ่าตัดขยายช่องทางออกของเส้นประสาท (Neural Foramen) ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นประสาทแยกออกจากกระดูกสันหลัง เหมาะกับโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบจากกระดูกงอก หมอนรองกระดูกยื่น หรือข้อต่อเสื่อม
โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบป้องกันได้อย่างไร? ดูแลวันนี้ ลดเสี่ยงปวดเรื้อรังในอนาคต
แม้ว่าโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบจะไม่มีวิธีป้องกันได้ทั้งหมด แต่การดูแลและปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสมก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ ซึ่งแนวทางการป้องกันโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบจะมีดังนี้
- รักษาท่าทางการนั่ง ยืน และยกของให้ถูกต้อง หลีกเลี่ยงการก้มหลังงอหรือยกของหนักผิดท่า
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเน้นเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อหลัง
- ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังและลดการตึงตัวของเอ็น
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ลดแรงกดทับที่กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง เช่น การนั่งนาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ หรือการออกแรงกระแทกรุนแรง
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
- เข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ปวด ชา หรืออ่อนแรง เพื่อประเมินและดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
Spinal Stenosis คือภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
Spinal Stenosis คือภาวะที่ช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบจนเกิดการกดทับเส้นประสาท ส่งผลให้มีอาการปวด ชา อ่อนแรง หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งอาการอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การเข้าใจลักษณะของโรค อาการ สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง ตลอดจนแนวทางการวินิจฉัยและการรักษา จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพกระดูกสันหลังได้อย่างถูกต้อง และลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว
สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น ปวดขาตอนกลางคืนบ่อย ๆ ปวดหลังร้าวลงขา หรือสงสัยว่าจะมีภาวะโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ สามารถเข้ารับคำปรึกษา และการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางได้ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งมีทีมแพทย์ด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาท พร้อมการตรวจวินิจฉัยตามมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อวางแผนการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความปลอดภัยเป็นสำคัญ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Spinal Stenosis
1. ภาวะแทรกซ้อนของโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบมีอะไรบ้าง?
หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง ชา อ่อนแรง กล้ามเนื้อลีบ เดินลำบาก และในรายที่รุนแรงอาจมีปัญหาการควบคุมการขับถ่าย หรือร้ายแรงที่สุดคืออัมพาต
2. โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบจำเป็นต้องผ่าตัดทุกรายหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมอาการได้ด้วยการปรับพฤติกรรม กายภาพบำบัด และการรักษาด้วยยา โดยแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเฉพาะกรณีที่อาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
References
Mayo Clinic Staff. (2024, June 27). Spinal stenosis. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/spinal-stenosis/symptoms-causes/syc-20352961
Spinal Stenosis. (n.d.). HSS. https://www.hss.edu/health-library/conditions-and-treatments/list/spinal-stenosis
Spinal Stenosis. (2023, June 30). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/17499-spinal-stenosis