อาการ ปวดส้นเท้า เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานหรือผู้ที่ต้องยืนและเดินเป็นเวลานานในแต่ละวัน หลายคนอาจเริ่มมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เจ็บตึงบริเวณส้นเท้าในตอนเช้า หรือปวดเมื่อเริ่มลุกเดิน แต่หากละเลยและไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง ส่งผลต่อการเดิน การทำงาน และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดส้นเท้าที่พบบ่อย คือ โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) ซึ่งเกิดจากการอักเสบของพังผืดฝ่าเท้าที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกระแทกซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ผู้ป่วยมักมีอาการปวดชัดเจนในช่วง ก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังพักเท้าเป็นเวลานาน ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ทุเลาเมื่อเริ่มเดินไปสักพัก
หลายคนอาจสงสัยว่า ปวดส้นเท้าเกิดจากอะไรแน่ และควรดูแลหรือรักษาอย่างไรจึงจะถูกต้องและไม่กลับมาเป็นซ้ำ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ สาเหตุของอาการปวดส้นเท้า แนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ รวมถึงสัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ เพื่อให้คุณสามารถกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง
Key Takeaways
- สาเหตุของอาการปวดส้นเท้า ส่วนใหญ่มักเกิดจาก Plantar Fasciitis (โรครองช้ำ) ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้งานเท้าซ้ำ ๆ หรือรับน้ำหนักมากเกินไป รวมถึงปัจจัยเสริม เช่น รองเท้าที่ไม่เหมาะสม น้ำหนักตัวเกิน ลักษณะเท้าผิดปกติ (เท้าแบนหรืออุ้งเท้าสูง) และการเพิ่มระดับกิจกรรมอย่างรวดเร็ว
- แนวทางการรักษา แบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก การรักษาแบบไม่ผ่าตัด ซึ่งเป็นวิธีหลักและได้ผลดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เช่น การยืดกล้ามเนื้อและพังผืดฝ่าเท้า การกายภาพบำบัด การใช้อุปกรณ์เสริมรองเท้า การรักษาด้วยการผ่าตัด พิจารณาเฉพาะรายที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมเป็นเวลานาน
- การบรรเทาอาการเบื้องต้น ควรเริ่มจากการพักเท้าและหลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อน่องและพังผืดฝ่าเท้าอย่างสม่ำเสมอ การนวดเพื่อคลายพังผืด และการเลือกรองเท้าที่สามารถรองรับแรงกระแทกและพยุงอุ้งเท้าได้ดี ในระยะที่มีการอักเสบหรืออาการปวดกำเริบ การประคบเย็นสามารถช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้ ขณะที่ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง การประคบอุ่นหรือการแช่น้ำอุ่นร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด คลายความตึงของพังผืด และลดอาการเจ็บได้ดียิ่งขึ้น
- เมื่อใดควรพบแพทย์ หากอาการปวดส้นเท้าไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แม้จะพักและดูแลเบื้องต้นแล้ว หรือมีอาการปวดรุนแรงขึ้น จนเริ่มรบกวนการเดิน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุอย่างถูกต้อง และพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเพิ่มเติม เช่น การใช้ยา การกายภาพบำบัดเฉพาะทาง หรือวิธีการรักษาอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
อาการปวดส้นเท้าเป็นอย่างไร?
อาการปวดส้นเท้าเป็น สัญญาณทางร่างกาย (symptom) ที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้า ลักษณะอาการที่พบบ่อยคือ อาการเจ็บหรือปวดแปลบลึกบริเวณส้นเท้า โดยจะรู้สึกชัดเจนเมื่อมีแรงกดลงน้ำหนัก เช่น ขณะยืนหรือเดิน และมัก ปวดมากที่สุดในช่วงก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังพักเท้าเป็นเวลานาน ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ทุเลาเมื่อเดินไปสักพัก
อาการดังกล่าวมักสัมพันธ์กับ Plantar Fasciitis (โรครองช้ำ) ซึ่งเกิดจากการอักเสบหรือการเสื่อมของพังผืดใต้ฝ่าเท้าที่ต้องรับแรงซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน บางรายอาจพบร่วมกับ Calcaneal Spur (กระดูกงอกที่ส้นเท้า) ซึ่งเป็นผลจากแรงดึงรั้งเรื้อรังของพังผืดฝ่าเท้า แต่ไม่จำเป็นว่าผู้ที่มีกระดูกงอกทุกคนจะต้องมีอาการปวด
หากมีอาการเจ็บส้นเท้าอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยอาจเริ่มปรับท่าทางการเดินโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการลงน้ำหนัก และอาจมีอาการปวดลามไปยัง กล้ามเนื้อน่องหรือข้อเข่า ได้ในระยะยาว ดังนั้นการประเมินสาเหตุและดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนตามมาได้
อาการปวดส้นเท้ามีสาเหตุมาจากอะไร?

หลายคนที่มีอาการปวดส้นเท้ามักได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรครองช้ำ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงอาการปวดส้นเท้าอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การทราบสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุด ลดโอกาสเกิดอาการเรื้อรัง และป้องกันการรักษาที่ไม่จำเป็น สาเหตุของอาการปวดส้นเท้าสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
ความผิดปกติของพังผืดฝ่าเท้า
- Plantar Fasciitis (พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ หรือรองช้ำ) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณส้นเท้าด้านใน มักปวดชัดในช่วง ก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังพักเท้าเป็นเวลานาน ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเริ่มเดิน
- Plantar Fascial Rupture (พังผืดใต้ฝ่าเท้าฉีกขาด) มักเกิดหลังใช้งานหนักหรือได้รับบาดเจ็บ ทำให้ปวดเฉียบพลันและลงน้ำหนักลำบาก
- Plantar Fibromatosis (เนื้องอกของพังผืดใต้ฝ่าเท้า) ภาวะก้อนเนื้อที่เกิดจากเอ็นใต้ฝ่าเท้า คลำได้เป็นก้อนแข็ง และอาจมีอาการเจ็บเมื่อเดิน
ความผิดปกติของเอ็นร้อยหวาย
- Achilles Tendinitis (เอ็นร้อยหวายอักเสบ) ทำให้ปวดบริเวณส้นเท้าด้านหลังหรือเหนือส้นเท้า มักสัมพันธ์กับกิจกรรมที่ใช้แรงซ้ำ ๆ
- Insertional Achilles Tendinopathy (เอ็นร้อยหวายเสื่อมที่จุดเกาะ) ปวดบริเวณจุดเกาะเอ็นร้อยหวายกับกระดูกส้น
- Achilles Tendon Rupture (เอ็นร้อยหวายขาด) ทำให้ปวดเฉียบพลัน ร่วมกับแรงถีบลดลงอย่างชัดเจน
ความผิดปกติของกระดูกส้นเท้า
- Calcaneal Spur (กระดูกงอกที่ส้นเท้า) เกิดจากแรงดึงรั้งเรื้อรังของพังผืดฝ่าเท้าหรือเอ็นร้อยหวาย อาจพบร่วมกับ/รองช้ำ/ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดเสมอ
- Calcaneal Fracture (กระดูกส้นเท้าหัก) มักเกิดจากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกสูง
- Calcaneal Stress Fracture (กระดูกส้นเท้าแตกร้าวจากการใช้งานซ้ำ) พบบ่อยในนักกีฬา หรือผู้ที่เพิ่มระดับกิจกรรมอย่างรวดเร็ว อาการปวดจะค่อยเป็นค่อยไป และปวดมากขึ้นเมื่อรับน้ำหนัก
- Calcaneal Apophysitis หรือ Sever’s disease (โรคเซเวอร์ / ภาวะกระดูกส้นเท้าอักเสบในเด็ก) พบในเด็กและวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬา ทำให้ปวดส้นเท้าด้านหลัง และอาการดีขึ้นเมื่อพัก
- Charcot Neuroarthropathy (ภาวะอักเสบ/ทำลายข้อและกระดูกจากระบบประสาท) พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความผิดปกติของเส้นประสาท มีอาการบวม ร้อน และความผิดปกติของโครงสร้างเท้า โดยมีอาการปวดไม่มากเมื่อเทียบกับความรุนแรงของรอยโรค
- Bone Tumor (เนื้องอกของกระดูก) พบได้น้อยมาก ควรสงสัยในรายที่ปวดรุนแรง ปวดตอนกลางคืน หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป
ความผิดปกติของไขมันรองส้นเท้า
- Heel Fat Pad Atrophy (ไขมันรองส้นเท้าฝ่อ) ทำให้การดูดซับแรงกระแทกลดลง เกิดอาการเจ็บเมื่อยืนหรือเดินนาน
- Heel Pad Herniation หรือ Piezogenic Pedal Papules (ไขมันรองส้นเท้าเคลื่อน) ทำให้เจ็บเมื่อรับน้ำหนักโดยตรง โดยเฉพาะบนพื้นแข็ง
ความผิดปกติของเส้นประสาท
- Baxter Nerve Entrapment (การกดทับเส้นประสาทใต้ส้นเท้า) ทำให้ปวดแสบ ปวดร้าว หรือชาร้าวไปทางฝ่าเท้าด้านใน
- Neuritis (เส้นประสาทอักเสบ) ทำให้ปวดลักษณะคล้ายไฟฟ้าช็อต
- Tarsal Tunnel Syndrome (การกดทับเส้นประสาทที่ข้อเท้า) ทำให้ปวด ชา หรือแสบร้าวบริเวณฝ่าเท้าและส้นเท้า
ภาวะอักเสบ การติดเชื้อ และการบาดเจ็บอื่น ๆ
- Enthesitis (จุดเกาะเอ็นอักเสบ) การอักเสบของจุดเกาะเอ็น มักพบร่วมกับโรคกลุ่ม spondyloarthritis
- Gout (โรคเก๊าท์) โรคข้ออักเสบจากการตกผลึกของกรดยูริก ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการปวดส้นเท้าได้ โดยเฉพาะบริเวณจุดเกาะเอ็นหรือถุงน้ำรอบส้นเท้า อาการมักปวดเฉียบพลัน รุนแรง มีบวม แดง ร้อน และกดเจ็บมาก อาจพบร่วมกับระดับกรดยูริกในเลือดสูง หรือมีประวัติเคยเป็นเก๊าท์ที่ข้ออื่นมาก่อน
- Bursitis (ถุงน้ำอักเสบ) การอักเสบของถุงน้ำบริเวณส้นเท้า มักปวดด้านหลัง
- Cellulitis (ผิวหนังติดเชื้อ) การติดเชื้อผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน มีบวม แดง ร้อน และอาจมีไข้
- Skin Abscess (หนอง) การติดเชื้อที่มีการสะสมของหนองในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดก้อนบวม กดเจ็บมาก อาจมีผิวหนังแดงร้อนหรือปวดรุนแรง
- Osteomyelitis (กระดูกติดเชื้อ) การติดเชื้อของกระดูก ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
- Heel Contusion (ส้นเท้าฟกช้ำ) การฟกช้ำของส้นเท้าจากแรงกระแทกซ้ำ ๆ
โครงสร้างเท้าและปัจจัยเสริม
- โครงสร้างเท้าผิดปกติ เช่น Pes Planus (เท้าแบน) หรือ Pes Cavus (เท้าโก่ง) ทำให้การกระจายน้ำหนักผิดปกติและเกิดอาการปวดเรื้อรัง
- ปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น น้ำหนักตัวมากเกินไป การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม หรือพื้นรองเท้าแข็งเกินไป ล้วนเพิ่มแรงกดที่ส้นเท้า
เนื้อหาสาระดี ๆ ที่คุณอาจสนใจ : ปวดข้อเท้าเกิดจากสาเหตุอะไร? มีวิธีรักษาอย่างไรไม่ให้เจ็บเรื้อรัง
อาการปวดส้นเท้าและการวินิจฉัย
อาการปวดส้นเท้าอาจเกิดได้จากหลายโรคที่มีลักษณะอาการใกล้เคียงกัน แพทย์จึงต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบ เพื่อแยกโรคและหาสาเหตุที่แท้จริงว่า อาการปวดส้นเท้าบ่งบอกถึงภาวะใด แนวทางการวินิจฉัยโดยทั่วไปประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญดังนี้
การซักประวัติ (History Taking)
การซักประวัติเป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัยอาการปวดส้นเท้า เนื่องจากโรคหลายชนิดมีอาการคล้ายคลึงกัน แพทย์จึงต้องอาศัยรายละเอียดของอาการเพื่อช่วยชี้นำการวินิจฉัยให้แม่นยำมากขึ้น โดยประเด็นสำคัญที่แพทย์มักสอบถาม ได้แก่
ช่วงเวลาที่มีอาการปวด
แพทย์จะสอบถามว่าอาการปวดเกิดขึ้นในช่วงใดของวัน เช่น
- ปวดมากในช่วง ก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังพักเท้าเป็นเวลานาน
- ปวดหลังการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
- ปวดมากขึ้นขณะหรือหลังออกกำลังกาย
- ปวดตลอดทั้งวัน หรือมีอาการปวดตอนกลางคืน
ช่วงเวลาที่ปวดสามารถช่วยแยกโรคได้ เช่น รองช้ำมักปวดมากในตอนเช้า ขณะที่กระดูกแตกร้าวหรือเนื้องอกอาจทำให้ปวดต่อเนื่องหรือปวดตอนกลางคืน
ตำแหน่งของอาการปวด
ตำแหน่งที่ปวดเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญมาก แพทย์จะสอบถามว่าอาการปวดอยู่บริเวณใด เช่น
- ใต้ส้นเท้าด้านใน
- ด้านหลังของส้นเท้าใกล้เอ็นร้อยหวาย
- ด้านข้างของส้นเท้า
- ปวดลึกภายในหรือปวดเฉพาะจุดที่กดเจ็บ
ตำแหน่งที่ปวดช่วยบ่งชี้โครงสร้างที่อาจมีความผิดปกติ เช่น พังผืดฝ่าเท้า เอ็นร้อยหวาย ถุงน้ำ หรือเส้นประสาท
ปัจจัยกระตุ้นและปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้น
แพทย์จะสอบถามว่ามีสิ่งใดกระตุ้นให้อาการปวดมากขึ้น หรือทำให้อาการดีขึ้น เช่น
- การยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
- การวิ่ง กระโดด หรือออกกำลังกายบางประเภท
- การเปลี่ยนรองเท้า หรือใส่รองเท้าพื้นแข็ง
- การพัก การประคบ หรือการยืดกล้ามเนื้อแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่
ข้อมูลส่วนนี้ช่วยแยกโรคจากการใช้งานซ้ำ การอักเสบ หรือการบาดเจ็บได้ดี
ลักษณะของอาการปวด
ลักษณะความรู้สึกปวดก็มีความสำคัญ เช่น
- ปวดตื้อ ๆ
- ปวดแปลบ
- ปวดแสบหรือคล้ายไฟฟ้าช็อต
- มีอาการชาหรือร้าวร่วมด้วย เท้าบวม ร้อน แต่ปวดไม่มากหรือไม่
อาการปวดแสบหรือชามักสัมพันธ์กับเส้นประสาท ขณะที่อาการปวดตื้อหรือปวดเฉพาะจุดมักสัมพันธ์กับเอ็นหรือกระดูก
ลักษณะการใช้งานเท้าและกิจวัตรประจำวัน
แพทย์จะสอบถามถึง
- ลักษณะงานที่ต้องยืนหรือเดินนาน
- ประเภทของกีฬาและความถี่ในการออกกำลังกาย
- การเพิ่มระดับกิจกรรมอย่างรวดเร็ว
- ประเภทของรองเท้าที่ใช้เป็นประจำ
รวมถึง ประวัติน้ำหนักตัว ซึ่งมีผลต่อแรงกดที่ส้นเท้าโดยตรง
ประวัติโรคประจำตัวและอาการร่วม
ในบางราย แพทย์อาจสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
- โรคข้อหรือโรคภูมิคุ้มกัน
- โรคเบาหวาน
- ประวัติเคยบาดเจ็บบริเวณเท้าและข้อเท้า
- มีไข้ บวม แดง หรืออาการอักเสบอื่นร่วมด้วยหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคัดกรองโรคที่พบได้น้อยแต่มีความสำคัญ เช่น การติดเชื้อหรือโรคทางระบบ
การซักประวัติอย่างละเอียดช่วยให้แพทย์สามารถเชื่อมโยงอาการปวดส้นเท้ากับโครงสร้างหรือโรคที่เป็นสาเหตุได้อย่างแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อนในการวินิจฉัย และนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมและตรงจุดมากที่สุด
การตรวจร่างกาย (Physical Examination)
การตรวจร่างกายมีบทบาทสำคัญในการยืนยันตำแหน่งและลักษณะของพยาธิสภาพ รวมถึงช่วยแยกโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกันออกจากกันอย่างแม่นยำ โดยแพทย์จะประเมินประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
การคลำหาจุดกดเจ็บ (Tenderness)
การระบุตำแหน่งที่กดเจ็บอย่างจำเพาะช่วยชี้นำสาเหตุของอาการปวดได้โดยตรง เช่น
- กดเจ็บบริเวณจุดเกาะของพังผืดฝ่าเท้าด้านในของส้นเท้า
→ บ่งชี้ถึง Plantar Fasciitis (โรครองช้ำ) - กดเจ็บบริเวณเอ็นร้อยหวายหรือเหนือส้นเท้าเล็กน้อย
→ บ่งชี้ถึง Achilles Tendinopathy - กดเจ็บเฉพาะจุดที่กระดูกส้นเท้า
→ ควรพิจารณาภาวะกระดูกส้นเท้าแตกร้าวจากการใช้งานซ้ำหรือกระดูกหัก - กดเจ็บลึก ๆ ร่วมกับอาการปวดแสบหรือชาร้าว
→ อาจสัมพันธ์กับการกดทับเส้นประสาท เช่น Baxter nerve entrapment
การประเมินเอ็นร้อยหวายและกล้ามเนื้อน่อง
แพทย์จะตรวจ
- ความตึงและความยืดหยุ่นของเอ็นร้อยหวาย
- ความตึงของกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius–soleus complex)
เอ็นร้อยหวายที่ตึงผิดปกติสามารถเพิ่มแรงดึงรั้งที่ส้นเท้า และเป็นปัจจัยสำคัญที่พบร่วมในผู้ป่วยโรครองช้ำและเอ็นร้อยหวายอักเสบ
การประเมินการเคลื่อนไหวของข้อเท้าและเท้า
การตรวจช่วงการเคลื่อนไหว (range of motion) ของ
- ข้อเท้า
- ข้อใต้ข้อเท้า (subtalar joint)
- ข้อต่าง ๆ ของเท้า
ช่วยประเมินความผิดปกติของการเคลื่อนไหว การติดขัดของข้อ หรือความไม่สมดุลของโครงสร้างเท้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดเรื้อรัง
การประเมินโครงสร้างอุ้งเท้าและแนวการลงน้ำหนัก
แพทย์จะตรวจลักษณะ
- อุ้งเท้าแบนหรืออุ้งเท้าสูง
- การเอียงของส้นเท้า
- เท้าผิดรูป
- แนวการลงน้ำหนักขณะยืน (static alignment)
รวมถึงการสังเกตการเดิน (gait analysis) เพื่อดูว่ามีการเดินหลบเจ็บหรือการลงน้ำหนักผิดปกติหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการปวดส้นเท้าและข้ออื่น ๆ ตามมา
การตรวจหาสัญญาณอักเสบหรือการติดเชื้อ
ในบางราย แพทย์จะประเมินเพิ่มเติมว่า
- มีอาการบวม แดง ร้อน อุณหภูมิเท้าสองข้างต่างกัน
- มีแผล ผิวหนังเปลี่ยนแปลง
- มีอาการกดเจ็บรุนแรงผิดปกติ
เพื่อแยกภาวะอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคที่พบได้น้อยแต่มีความสำคัญ เช่น cellulitis หรือ osteomyelitis
การตรวจระบบประสาท (Neurological Examination)
ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดแสบ ปวดร้าว หรือมีอาการชาร่วมด้วย แพทย์จะทำการตรวจระบบประสาทเพิ่มเติม เพื่อประเมินความผิดปกติของเส้นประสาทบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้า โดยการตรวจอาจประกอบด้วย
- การตรวจความรู้สึก (Sensory examination) เพื่อประเมินว่ามีอาการชาหรือความรู้สึกลดลงในบริเวณฝ่าเท้าหรือส้นเท้าหรือไม่
- การกดตรวจเส้นประสาท (Provocative test) เช่น การกดบริเวณด้านในของส้นเท้าหรือหลังตาตุ่มด้านใน หากกระตุ้นแล้วทำให้เกิดอาการปวดแสบหรือชาร้าว อาจบ่งชี้ถึงการกดทับของเส้นประสาท
- การตรวจ Tinel’s sign บริเวณข้อเท้าด้านใน ใช้ช่วยประเมินภาวะ tarsal tunnel syndrome
- การประเมินแรงกล้ามเนื้อและการทรงตัวของเท้า เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของการควบคุมการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับเส้นประสาทหรือไม่
การตรวจระบบประสาทช่วยแยกอาการปวดส้นเท้าที่เกิดจากการกดทับหรือการอักเสบของเส้นประสาท ออกจากอาการปวดที่เกิดจากเอ็นหรือกระดูกได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
โดยสรุป การตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบช่วยให้แพทย์สามารถระบุโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดส้นเท้า แยกโรคที่มีอาการคล้ายกัน และเลือกการตรวจเพิ่มเติมหรือแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ
การส่งตรวจเพิ่มเติม (Imaging and Additional Investigations)
การตรวจเพิ่มเติม ไม่จำเป็นในผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการปวดส้นเท้า โดยเฉพาะในกรณีที่อาการและผลการตรวจร่างกายเข้าได้ชัดเจนกับโรคที่พบบ่อย เช่น โรครองช้ำ อย่างไรก็ตาม การส่งตรวจมีบทบาทสำคัญในผู้ป่วยที่อาการไม่ชัดเจน ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือสงสัยว่ามีภาวะอื่นร่วมด้วย เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
ภาพถ่ายรังสีเอกซเรย์ (X-ray)
การเอกซเรย์ใช้เพื่อประเมิน โครงสร้างของกระดูก โดยเฉพาะในกรณีที่สงสัยความผิดปกติของกระดูก เช่น
- การมีกระดูกงอกที่ส้นเท้า เช่น Calcaneal Spur
- กระดูกส้นเท้าหัก หรือกระดูกแตกร้าว
- ความผิดปกติของแนวกระดูก เช่น เท้าแบนหรืออุ้งเท้าสูง
- ภาวะเนื้องอกหรือการติดเชื้อของกระดูกในรายที่มีอาการผิดปกติรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ควรเน้นว่า การพบกระดูกงอกไม่ได้หมายความว่าเป็นสาเหตุของอาการปวดเสมอไป และการแปลผลเอกซเรย์จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอาการและการตรวจร่างกายเสมอ
อัลตราซาวนด์ (Ultrasound)
อัลตราซาวนด์มีประโยชน์ในการประเมิน เนื้อเยื่ออ่อนแบบ dynamic และสามารถตรวจได้สะดวกในคลินิก ช่วยประเมินภาวะต่าง ๆ เช่น
- ความหนาและการอักเสบของพังผืดฝ่าเท้า
- การฉีกขาดของพังผืดฝ่าเท้า
- การอักเสบของเอ็นร้อยหวายหรือถุงน้ำรอบส้นเท้า
- ความผิดปกติของไขมันรองส้นเท้า
เหมาะใช้ในผู้ป่วยที่อาการไม่ชัดเจน หรือใช้ติดตามผลการรักษา
เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
MRI ใช้ในกรณีที่ต้องการรายละเอียดเชิงลึก หรือเมื่อการตรวจอื่นไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ เช่น
- กระดูกส้นเท้าแตกร้าวจากการใช้งานซ้ำ (calcaneal stress fracture)
- การฉีกขาดของพังผืดฝ่าเท้าหรือเอ็น
- การกดทับเส้นประสาทบริเวณส้นเท้า
- เนื้องอกหรือการติดเชื้อของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน
โดยทั่วไป MRI จะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง อาการรุนแรงผิดปกติ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม
การตรวจไฟฟ้าวินิจฉัยระบบประสาท (Electrodiagnostic study)
การตรวจไฟฟ้าวินิจฉัยระบบประสาท ไม่ใช่การตรวจมาตรฐานในผู้ป่วยปวดส้นเท้าทั่วไป แต่มีบทบาทสำคัญในกรณีที่สงสัยว่าอาการปวดเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการปวดแสบ ปวดร้าว ชา หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย
ข้อบ่งชี้ที่อาจพิจารณาการตรวจ ได้แก่
- สงสัยว่าจะมีภาวะ Tarsal Tunnel Syndrome
- สงสัยการกดทับเส้นประสาทบริเวณส้นเท้า เช่น Baxter nerve entrapment
- มีอาการปวดแสบหรือชาร้าวเรื้อรังที่ไม่สอดคล้องกับโรครองช้ำ
- อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม
- ต้องการแยกภาวะเส้นประสาทถูกกดทับ ออกจากโรคของเอ็นหรือพังผืด
ผลการตรวจช่วยประเมินการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อว่ามีความผิดปกติของการนำกระแสประสาทหรือไม่ ทั้งนี้ การแปลผลต้องพิจารณาร่วมกับอาการทางคลินิกและผลการตรวจร่างกายเสมอ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)
การตรวจเลือด ไม่จำเป็นในผู้ป่วยปวดส้นเท้าทุกราย แต่มีประโยชน์ในกรณีที่สงสัยภาวะอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคทางระบบ โดยการตรวจที่อาจพิจารณา ได้แก่
- การตรวจการอักเสบ เช่น
- CBC เพื่อประเมินจำนวนเม็ดเลือดขาว
- ESR และ CRP เพื่อช่วยบ่งชี้ภาวะอักเสบหรือการติดเชื้อ เหมาะในผู้ป่วยที่มีอาการบวม แดง ร้อน ปวดรุนแรง หรือมีไข้ร่วมด้วย
- การตรวจกรดยูริกในเลือด (Serum uric acid) พิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเฉียบพลันร่วมกับบวม แดง ร้อน หรือมีประวัติโรคเก๊าท์มาก่อน ทั้งนี้ระดับกรดยูริกอาจไม่สูงในช่วงอาการกำเริบ จำเป็นต้องแปลผลร่วมกับอาการทางคลินิก
- การตรวจคัดกรองโรคอักเสบเชิงระบบหรือโรคภูมิคุ้มกัน เช่น ในรายที่สงสัย enthesitis หรือโรคในกลุ่ม spondyloarthritis อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์
- การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและการควบคุมเบาหวาน มีความสำคัญในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะเมื่อสงสัยภาวะติดเชื้อหรือ Charcot neuroarthropathy
อย่างไรก็ตาม การส่งตรวจเพิ่มเติมควรพิจารณาตามข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม โดยยึดการซักประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจที่ไม่จำเป็น และช่วยให้การวินิจฉัยอาการปวดส้นเท้าเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงกับสาเหตุที่แท้จริงมากที่สุด
วิธีรักษาอาการปวดส้นเท้า มีอะไรบ้าง?

การรักษาอาการปวดส้นเท้าสามารถทำได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับ สาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และระยะเวลาที่เป็น แนวทางการรักษาทางการแพทย์โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการรักษาแบบผ่าตัด
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment)
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดส้นเท้า สามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ซึ่งเป็นแนวทางแรกที่แนะนำ โดยมุ่งเน้นการลดการอักเสบ ลดแรงกดที่ส้นเท้า และปรับกลไกการทำงานของเท้าให้เหมาะสม
แนวทางที่ใช้บ่อย ได้แก่
- การปรับพฤติกรรมและลดกิจกรรมที่เพิ่มแรงกดที่เท้า เช่น หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน การวิ่งบนพื้นแข็ง หรือการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักมากโดยไม่มีรองเท้าที่เหมาะสม
- การยืดเหยียดพังผืดฝ่าเท้าและเอ็นร้อยหวาย (Stretching exercises) ร่วมกับการนวดเพื่อลดความตึงของเนื้อเยื่อ ซึ่งมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในผู้ป่วย Plantar Fasciitis
- การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเท้า เช่น แผ่นรองส้นเท้า (heel cushion), แผ่นรองอุ้งเท้า (orthotic) หรือรองเท้าที่มีพื้นนุ่มและรองรับแรงกระแทกได้ดี
- การทำกายภาพบำบัด เช่น ultrasound therapy หรือ shock wave therapy เพื่อช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อในรายที่อาการเรื้อรัง
- ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ใช้เพื่อลดอาการปวดและบวมในช่วงที่มีอาการมาก โดยควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
- ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) ใช้เฉพาะในกรณีที่มีหลักฐานของการติดเชื้อ เช่น cellulitis หรือ osteomyelitis ไม่ใช่ยามาตรฐานสำหรับอาการปวดส้นเท้าทั่วไป
- ยาแก้ปวดเส้นประสาท พิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดแสบ ปวดร้าว หรือชาร่วมด้วย ซึ่งสงสัยว่ามีความผิดปกติของเส้นประสาท เช่น การกดทับเส้นประสาทบริเวณส้นเท้า
2. การรักษาแบบผ่าตัด (Surgical treatment)
การรักษาด้วยการผ่าตัด พิจารณาเฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน และมักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังนานหรือ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสมแล้ว การเลือกวิธีผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับ สาเหตุของอาการปวดส้นเท้าเป็นหลัก เพื่อให้การรักษาตรงจุดและลดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่จำเป็น
แนวทางการผ่าตัดที่อาจพิจารณา ได้แก่
- การผ่าตัดคลายพังผืดฝ่าเท้า เช่น endoscopic plantar fasciotomy ในผู้ป่วย Plantar Fasciitis ที่มีพังผืดตึงผิดปกติและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
- การผ่าตัดแก้ไขกระดูกส้นเท้า ในกรณีที่มีกระดูกงอกหรือความผิดปกติของกระดูกที่เป็นสาเหตุของอาการปวดโดยตรง
- การผ่าตัดซ่อมหรือยืดเอ็นร้อยหวาย สำหรับผู้ป่วยที่มี Achilles Tendinopathy ระยะรุนแรงหรือมีการฉีกขาดบางส่วน
- การผ่าตัดคลายการกดทับเส้นประสาท เช่น ในผู้ป่วย Tarsal Tunnel Syndrome โดยเป็นการผ่าตัดคลาย flexor retinaculum เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้เส้นประสาท ลดอาการปวด ชา หรือแสบร้าว
- การผ่าตัดระบายหนองและทำความสะอาดแผล (Incision and Drainage, Debridement) พิจารณาในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อบริเวณส้นเท้า เช่น Skin abscess หรือการติดเชื้อของเนื้อเยื่ออ่อนและกระดูก การผ่าตัดในกรณีติดเชื้อเป็นการรักษาแบบเร่งด่วน และมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการติดเชื้อ นำเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออก และลดปริมาณเชื้อโรค ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ
อาการปวดส้นเท้า สามารถป้องกันได้อย่างไร

การดูแลสุขภาพเท้าให้แข็งแรง และลดแรงกดที่ส่งไปยังบริเวณส้นเท้า เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันอาการปวดส้นเท้า รวมถึงช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในผู้ที่เคยมีอาการมาก่อน แนวทางการป้องกันที่แนะนำ ได้แก่
- บริหารและยืดเส้นเอ็นเป็นประจำ
ควรยืดเอ็นร้อยหวาย (Achilles tendon stretch) และพังผืดใต้ฝ่าเท้า (Plantar fascia stretch) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ ลดแรงดึงรั้งที่ส้นเท้า และลดความเสี่ยงของอาการปวดส้นเท้าทั้งด้านใต้และด้านหลัง - ปรับพฤติกรรมการใช้งานเท้า
หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น หากต้องทำงานที่ต้องยืนหรือเดินมาก ควรสลับท่าทาง เปลี่ยนอิริยาบถ หรือพักเท้าเป็นระยะ เพื่อลดแรงกดซ้ำที่ส้นเท้า - ควบคุมน้ำหนักตัว
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดต่อส้นเท้าโดยตรง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดส้นเท้า และอาจทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันในระยะยาว - เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสม
ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนุ่ม สามารถรองรับแรงกระแทก และพยุงส้นเท้าได้ดี หลีกเลี่ยงรองเท้าพื้นแข็ง สึก หรือไม่มีการรองรับอุ้งเท้า โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน - ใช้แผ่นรองส้นเท้าหรือแผ่นรองอุ้งเท้าเสริม
แผ่นรองส้นเท้า (heel cushion) หรือแผ่นรองอุ้งเท้า (orthotic insole) ช่วยกระจายน้ำหนัก ลดแรงกดที่ส้นเท้า และช่วยบรรเทาอาการเจ็บส้น รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดอาการซ้ำในผู้ที่เคยมีปัญหา
ปวดส้นเท้า อย่าปล่อยไว้ ให้ทีมแพทย์ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้าช่วยดูแลคุณ
อาการปวดส้นเท้าอาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อยในระยะแรก แต่สามารถส่งผลกระทบต่อการเดิน การทำงาน และคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับการประเมินสาเหตุที่ถูกต้อง ร่วมกับการรักษาที่เหมาะสม การปรับพฤติกรรม การบริหารยืดเส้นเอ็น และการเลือกรองเท้าที่เหมาะสม อาการปวดส้นเท้าสามารถบรรเทาและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้
ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดส้นเท้าด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ร่วมกับเครื่องมือวินิจฉัยและเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และฟื้นฟูการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม เพื่อให้คุณกลับมาเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ปวดส้นเท้า
1. ปวดส้นเท้า บริหารเท้าอย่างไรให้หาย?
การบริหารที่เหมาะสมช่วยบรรเทาอาการปวดส้นเท้าได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดจากการตึงของพังผืดหรือเอ็น แนะนำให้
- ยืดพังผืดใต้ฝ่าเท้า (Plantar fascia stretch)
- ยืดเอ็นร้อยหวายและกล้ามเนื้อน่อง (Achilles tendon stretch)
- นวดฝ่าเท้าหรือใช้ลูกบอลกลิ้งใต้ฝ่าเท้าเพื่อคลายความตึง
ควรทำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1–2 ครั้ง และหลีกเลี่ยงการฝืนบริหารหากมีอาการปวดรุนแรงหรือปวดเพิ่มขึ้น
2. ปวดส้นเท้า ควรเลือกใส่รองเท้าแบบไหน?
รองเท้ามีบทบาทสำคัญในการลดแรงกดที่ส้นเท้า ควรเลือก
- รองเท้าที่พื้นนุ่ม สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดี
- มีการรองรับส้นเท้าและอุ้งเท้าอย่างเหมาะสม
- ขนาดพอดีกับเท้า ไม่คับหรือหลวมเกินไป
- หลีกเลี่ยงรองเท้าพื้นแข็ง รองเท้าแตะบาง ๆ หรือรองเท้าที่สึกมาก
ในบางราย อาจพิจารณาใช้แผ่นรองส้นเท้าหรือแผ่นรองอุ้งเท้าเสริม เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักและลดอาการปวด
References
Anterpreet Dua. Ke-Vin Chang. (2025, April 13). Myofascial Pain Syndrome. National Institutes of Health (NIH). https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK499882/
Andrea L. Chadwick. (2024, March 27). Myofascial Pain Syndrome. American Society of Anesthesiologists. https://madeforthismoment.asahq.org/pain-management/types-of-pain/myofascial-pain-syndrome/
Corinne Osborn. (2024, August 22). What Is Myofascial Pain Syndrome?. Healthline. https://www.healthline.com/health/myofascial-pain