บทความสุขภาพ

Knowledge

ปวดส้นเท้า เจ็บส้นเท้า เกิดจากอะไร? ใช่โรครองช้ำหรือไม่?

นพ. ทรงวุฒิ ฐิติบุญสุวรรณ

ปวดส้นเท้า เจ็บส้นเท้า เกิดจากอะไร? ใช่โรครองช้ำหรือไม่?

อาการ ปวดส้นเท้า เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยทำงานหรือผู้ที่ต้องยืนและเดินเป็นเวลานานในแต่ละวัน หลายคนอาจเริ่มมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น เจ็บตึงบริเวณส้นเท้าในตอนเช้า หรือปวดเมื่อเริ่มลุกเดิน แต่หากละเลยและไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการอาจรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง ส่งผลต่อการเดิน การทำงาน และคุณภาพชีวิตในระยะยาว


หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดส้นเท้าที่พบบ่อย คือ โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) ซึ่งเกิดจากการอักเสบของพังผืดฝ่าเท้าที่ต้องรับน้ำหนักและแรงกระแทกซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ผู้ป่วยมักมีอาการปวดชัดเจนในช่วง ก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังพักเท้าเป็นเวลานาน ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ทุเลาเมื่อเริ่มเดินไปสักพัก


หลายคนอาจสงสัยว่า ปวดส้นเท้าเกิดจากอะไรแน่ และควรดูแลหรือรักษาอย่างไรจึงจะถูกต้องและไม่กลับมาเป็นซ้ำ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ สาเหตุของอาการปวดส้นเท้า แนวทางการดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ รวมถึงสัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์ เพื่อให้คุณสามารถกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง


Key Takeaways


  • สาเหตุของอาการปวดส้นเท้า ส่วนใหญ่มักเกิดจาก Plantar Fasciitis (โรครองช้ำ) ซึ่งสัมพันธ์กับการใช้งานเท้าซ้ำ ๆ หรือรับน้ำหนักมากเกินไป รวมถึงปัจจัยเสริม เช่น รองเท้าที่ไม่เหมาะสม น้ำหนักตัวเกิน ลักษณะเท้าผิดปกติ (เท้าแบนหรืออุ้งเท้าสูง) และการเพิ่มระดับกิจกรรมอย่างรวดเร็ว
  • แนวทางการรักษา แบ่งเป็น 2 แนวทางหลัก การรักษาแบบไม่ผ่าตัด ซึ่งเป็นวิธีหลักและได้ผลดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เช่น การยืดกล้ามเนื้อและพังผืดฝ่าเท้า การกายภาพบำบัด การใช้อุปกรณ์เสริมรองเท้า การรักษาด้วยการผ่าตัด พิจารณาเฉพาะรายที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมเป็นเวลานาน
  • การบรรเทาอาการเบื้องต้น ควรเริ่มจากการพักเท้าและหลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน ร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อน่องและพังผืดฝ่าเท้าอย่างสม่ำเสมอ การนวดเพื่อคลายพังผืด และการเลือกรองเท้าที่สามารถรองรับแรงกระแทกและพยุงอุ้งเท้าได้ดี ในระยะที่มีการอักเสบหรืออาการปวดกำเริบ การประคบเย็นสามารถช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้ ขณะที่ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง การประคบอุ่นหรือการแช่น้ำอุ่นร่วมกับการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด คลายความตึงของพังผืด และลดอาการเจ็บได้ดียิ่งขึ้น
  • เมื่อใดควรพบแพทย์ หากอาการปวดส้นเท้าไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แม้จะพักและดูแลเบื้องต้นแล้ว หรือมีอาการปวดรุนแรงขึ้น จนเริ่มรบกวนการเดิน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุอย่างถูกต้อง และพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเพิ่มเติม เช่น การใช้ยา การกายภาพบำบัดเฉพาะทาง หรือวิธีการรักษาอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

อาการปวดส้นเท้าเป็นอย่างไร?


อาการปวดส้นเท้าเป็น สัญญาณทางร่างกาย (symptom) ที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้า ลักษณะอาการที่พบบ่อยคือ อาการเจ็บหรือปวดแปลบลึกบริเวณส้นเท้า โดยจะรู้สึกชัดเจนเมื่อมีแรงกดลงน้ำหนัก เช่น ขณะยืนหรือเดิน และมัก ปวดมากที่สุดในช่วงก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังพักเท้าเป็นเวลานาน ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ทุเลาเมื่อเดินไปสักพัก


อาการดังกล่าวมักสัมพันธ์กับ Plantar Fasciitis (โรครองช้ำ) ซึ่งเกิดจากการอักเสบหรือการเสื่อมของพังผืดใต้ฝ่าเท้าที่ต้องรับแรงซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน บางรายอาจพบร่วมกับ Calcaneal Spur (กระดูกงอกที่ส้นเท้า) ซึ่งเป็นผลจากแรงดึงรั้งเรื้อรังของพังผืดฝ่าเท้า แต่ไม่จำเป็นว่าผู้ที่มีกระดูกงอกทุกคนจะต้องมีอาการปวด


หากมีอาการเจ็บส้นเท้าอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยอาจเริ่มปรับท่าทางการเดินโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของการลงน้ำหนัก และอาจมีอาการปวดลามไปยัง กล้ามเนื้อน่องหรือข้อเข่า ได้ในระยะยาว ดังนั้นการประเมินสาเหตุและดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนตามมาได้


อาการปวดส้นเท้ามีสาเหตุมาจากอะไร?


อาการปวดส้นเท้า

หลายคนที่มีอาการปวดส้นเท้ามักได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรครองช้ำ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงอาการปวดส้นเท้าอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การทราบสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุด ลดโอกาสเกิดอาการเรื้อรัง และป้องกันการรักษาที่ไม่จำเป็น สาเหตุของอาการปวดส้นเท้าสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้


ความผิดปกติของพังผืดฝ่าเท้า


  • Plantar Fasciitis (พังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ หรือรองช้ำ) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณส้นเท้าด้านใน มักปวดชัดในช่วง ก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังพักเท้าเป็นเวลานาน ก่อนที่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเริ่มเดิน
  • Plantar Fascial Rupture (พังผืดใต้ฝ่าเท้าฉีกขาด) มักเกิดหลังใช้งานหนักหรือได้รับบาดเจ็บ ทำให้ปวดเฉียบพลันและลงน้ำหนักลำบาก
  • Plantar Fibromatosis (เนื้องอกของพังผืดใต้ฝ่าเท้า) ภาวะก้อนเนื้อที่เกิดจากเอ็นใต้ฝ่าเท้า คลำได้เป็นก้อนแข็ง และอาจมีอาการเจ็บเมื่อเดิน

ความผิดปกติของเอ็นร้อยหวาย


  • Achilles Tendinitis (เอ็นร้อยหวายอักเสบ) ทำให้ปวดบริเวณส้นเท้าด้านหลังหรือเหนือส้นเท้า มักสัมพันธ์กับกิจกรรมที่ใช้แรงซ้ำ ๆ
  • Insertional Achilles Tendinopathy (เอ็นร้อยหวายเสื่อมที่จุดเกาะ) ปวดบริเวณจุดเกาะเอ็นร้อยหวายกับกระดูกส้น
  • Achilles Tendon Rupture (เอ็นร้อยหวายขาด) ทำให้ปวดเฉียบพลัน ร่วมกับแรงถีบลดลงอย่างชัดเจน

ความผิดปกติของกระดูกส้นเท้า


  • Calcaneal Spur (กระดูกงอกที่ส้นเท้า) เกิดจากแรงดึงรั้งเรื้อรังของพังผืดฝ่าเท้าหรือเอ็นร้อยหวาย อาจพบร่วมกับ/รองช้ำ/ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดเสมอ
  • Calcaneal Fracture (กระดูกส้นเท้าหัก) มักเกิดจากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกสูง
  • Calcaneal Stress Fracture (กระดูกส้นเท้าแตกร้าวจากการใช้งานซ้ำ) พบบ่อยในนักกีฬา หรือผู้ที่เพิ่มระดับกิจกรรมอย่างรวดเร็ว อาการปวดจะค่อยเป็นค่อยไป และปวดมากขึ้นเมื่อรับน้ำหนัก
  • Calcaneal Apophysitis หรือ Sever’s disease (โรคเซเวอร์ / ภาวะกระดูกส้นเท้าอักเสบในเด็ก) พบในเด็กและวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬา ทำให้ปวดส้นเท้าด้านหลัง และอาการดีขึ้นเมื่อพัก
  • Charcot Neuroarthropathy (ภาวะอักเสบ/ทำลายข้อและกระดูกจากระบบประสาท) พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความผิดปกติของเส้นประสาท มีอาการบวม ร้อน และความผิดปกติของโครงสร้างเท้า โดยมีอาการปวดไม่มากเมื่อเทียบกับความรุนแรงของรอยโรค
  • Bone Tumor (เนื้องอกของกระดูก) พบได้น้อยมาก ควรสงสัยในรายที่ปวดรุนแรง ปวดตอนกลางคืน หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป

ความผิดปกติของไขมันรองส้นเท้า


  • Heel Fat Pad Atrophy (ไขมันรองส้นเท้าฝ่อ) ทำให้การดูดซับแรงกระแทกลดลง เกิดอาการเจ็บเมื่อยืนหรือเดินนาน
  • Heel Pad Herniation หรือ Piezogenic Pedal Papules (ไขมันรองส้นเท้าเคลื่อน) ทำให้เจ็บเมื่อรับน้ำหนักโดยตรง โดยเฉพาะบนพื้นแข็ง

ความผิดปกติของเส้นประสาท


  • Baxter Nerve Entrapment (การกดทับเส้นประสาทใต้ส้นเท้า) ทำให้ปวดแสบ ปวดร้าว หรือชาร้าวไปทางฝ่าเท้าด้านใน
  • Neuritis (เส้นประสาทอักเสบ) ทำให้ปวดลักษณะคล้ายไฟฟ้าช็อต
  • Tarsal Tunnel Syndrome (การกดทับเส้นประสาทที่ข้อเท้า) ทำให้ปวด ชา หรือแสบร้าวบริเวณฝ่าเท้าและส้นเท้า

ภาวะอักเสบ การติดเชื้อ และการบาดเจ็บอื่น ๆ


  • Enthesitis (จุดเกาะเอ็นอักเสบ) การอักเสบของจุดเกาะเอ็น มักพบร่วมกับโรคกลุ่ม spondyloarthritis
  • Gout (โรคเก๊าท์) โรคข้ออักเสบจากการตกผลึกของกรดยูริก ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการปวดส้นเท้าได้ โดยเฉพาะบริเวณจุดเกาะเอ็นหรือถุงน้ำรอบส้นเท้า อาการมักปวดเฉียบพลัน รุนแรง มีบวม แดง ร้อน และกดเจ็บมาก อาจพบร่วมกับระดับกรดยูริกในเลือดสูง หรือมีประวัติเคยเป็นเก๊าท์ที่ข้ออื่นมาก่อน
  • Bursitis (ถุงน้ำอักเสบ) การอักเสบของถุงน้ำบริเวณส้นเท้า มักปวดด้านหลัง
  • Cellulitis (ผิวหนังติดเชื้อ) การติดเชื้อผิวหนังและเนื้อเยื่ออ่อน มีบวม แดง ร้อน และอาจมีไข้
  • Skin Abscess (หนอง) การติดเชื้อที่มีการสะสมของหนองในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดก้อนบวม กดเจ็บมาก อาจมีผิวหนังแดงร้อนหรือปวดรุนแรง
  • Osteomyelitis (กระดูกติดเชื้อ) การติดเชื้อของกระดูก ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  • Heel Contusion (ส้นเท้าฟกช้ำ) การฟกช้ำของส้นเท้าจากแรงกระแทกซ้ำ ๆ

โครงสร้างเท้าและปัจจัยเสริม


  • โครงสร้างเท้าผิดปกติ เช่น Pes Planus (เท้าแบน) หรือ Pes Cavus (เท้าโก่ง) ทำให้การกระจายน้ำหนักผิดปกติและเกิดอาการปวดเรื้อรัง
  • ปัจจัยเสริมอื่น ๆ เช่น น้ำหนักตัวมากเกินไป การใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสม หรือพื้นรองเท้าแข็งเกินไป ล้วนเพิ่มแรงกดที่ส้นเท้า

เนื้อหาสาระดี ๆ ที่คุณอาจสนใจ : ปวดข้อเท้าเกิดจากสาเหตุอะไร? มีวิธีรักษาอย่างไรไม่ให้เจ็บเรื้อรัง


อาการปวดส้นเท้าและการวินิจฉัย


อาการปวดส้นเท้าอาจเกิดได้จากหลายโรคที่มีลักษณะอาการใกล้เคียงกัน แพทย์จึงต้องอาศัยการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบ เพื่อแยกโรคและหาสาเหตุที่แท้จริงว่า อาการปวดส้นเท้าบ่งบอกถึงภาวะใด แนวทางการวินิจฉัยโดยทั่วไปประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญดังนี้


การซักประวัติ (History Taking)


การซักประวัติเป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัยอาการปวดส้นเท้า เนื่องจากโรคหลายชนิดมีอาการคล้ายคลึงกัน แพทย์จึงต้องอาศัยรายละเอียดของอาการเพื่อช่วยชี้นำการวินิจฉัยให้แม่นยำมากขึ้น โดยประเด็นสำคัญที่แพทย์มักสอบถาม ได้แก่


ช่วงเวลาที่มีอาการปวด


แพทย์จะสอบถามว่าอาการปวดเกิดขึ้นในช่วงใดของวัน เช่น


  • ปวดมากในช่วง ก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังพักเท้าเป็นเวลานาน
  • ปวดหลังการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
  • ปวดมากขึ้นขณะหรือหลังออกกำลังกาย
  • ปวดตลอดทั้งวัน หรือมีอาการปวดตอนกลางคืน

ช่วงเวลาที่ปวดสามารถช่วยแยกโรคได้ เช่น รองช้ำมักปวดมากในตอนเช้า ขณะที่กระดูกแตกร้าวหรือเนื้องอกอาจทำให้ปวดต่อเนื่องหรือปวดตอนกลางคืน


ตำแหน่งของอาการปวด


ตำแหน่งที่ปวดเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญมาก แพทย์จะสอบถามว่าอาการปวดอยู่บริเวณใด เช่น


  • ใต้ส้นเท้าด้านใน
  • ด้านหลังของส้นเท้าใกล้เอ็นร้อยหวาย
  • ด้านข้างของส้นเท้า
  • ปวดลึกภายในหรือปวดเฉพาะจุดที่กดเจ็บ

ตำแหน่งที่ปวดช่วยบ่งชี้โครงสร้างที่อาจมีความผิดปกติ เช่น พังผืดฝ่าเท้า เอ็นร้อยหวาย ถุงน้ำ หรือเส้นประสาท


ปัจจัยกระตุ้นและปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้น


แพทย์จะสอบถามว่ามีสิ่งใดกระตุ้นให้อาการปวดมากขึ้น หรือทำให้อาการดีขึ้น เช่น


  • การยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
  • การวิ่ง กระโดด หรือออกกำลังกายบางประเภท
  • การเปลี่ยนรองเท้า หรือใส่รองเท้าพื้นแข็ง
  • การพัก การประคบ หรือการยืดกล้ามเนื้อแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่

ข้อมูลส่วนนี้ช่วยแยกโรคจากการใช้งานซ้ำ การอักเสบ หรือการบาดเจ็บได้ดี


ลักษณะของอาการปวด


ลักษณะความรู้สึกปวดก็มีความสำคัญ เช่น


  • ปวดตื้อ ๆ
  • ปวดแปลบ
  • ปวดแสบหรือคล้ายไฟฟ้าช็อต
  • มีอาการชาหรือร้าวร่วมด้วย เท้าบวม ร้อน แต่ปวดไม่มากหรือไม่

อาการปวดแสบหรือชามักสัมพันธ์กับเส้นประสาท ขณะที่อาการปวดตื้อหรือปวดเฉพาะจุดมักสัมพันธ์กับเอ็นหรือกระดูก


ลักษณะการใช้งานเท้าและกิจวัตรประจำวัน


แพทย์จะสอบถามถึง


  • ลักษณะงานที่ต้องยืนหรือเดินนาน
  • ประเภทของกีฬาและความถี่ในการออกกำลังกาย
  • การเพิ่มระดับกิจกรรมอย่างรวดเร็ว
  • ประเภทของรองเท้าที่ใช้เป็นประจำ

รวมถึง ประวัติน้ำหนักตัว ซึ่งมีผลต่อแรงกดที่ส้นเท้าโดยตรง


ประวัติโรคประจำตัวและอาการร่วม


ในบางราย แพทย์อาจสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับ


  • โรคข้อหรือโรคภูมิคุ้มกัน
  • โรคเบาหวาน
  • ประวัติเคยบาดเจ็บบริเวณเท้าและข้อเท้า
  • มีไข้ บวม แดง หรืออาการอักเสบอื่นร่วมด้วยหรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยคัดกรองโรคที่พบได้น้อยแต่มีความสำคัญ เช่น การติดเชื้อหรือโรคทางระบบ


การซักประวัติอย่างละเอียดช่วยให้แพทย์สามารถเชื่อมโยงอาการปวดส้นเท้ากับโครงสร้างหรือโรคที่เป็นสาเหตุได้อย่างแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อนในการวินิจฉัย และนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมและตรงจุดมากที่สุด


การตรวจร่างกาย (Physical Examination)


การตรวจร่างกายมีบทบาทสำคัญในการยืนยันตำแหน่งและลักษณะของพยาธิสภาพ รวมถึงช่วยแยกโรคที่มีอาการคล้ายคลึงกันออกจากกันอย่างแม่นยำ โดยแพทย์จะประเมินประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้


การคลำหาจุดกดเจ็บ (Tenderness)


การระบุตำแหน่งที่กดเจ็บอย่างจำเพาะช่วยชี้นำสาเหตุของอาการปวดได้โดยตรง เช่น


  • กดเจ็บบริเวณจุดเกาะของพังผืดฝ่าเท้าด้านในของส้นเท้า
    → บ่งชี้ถึง Plantar Fasciitis (โรครองช้ำ)
  • กดเจ็บบริเวณเอ็นร้อยหวายหรือเหนือส้นเท้าเล็กน้อย
    → บ่งชี้ถึง Achilles Tendinopathy
  • กดเจ็บเฉพาะจุดที่กระดูกส้นเท้า
    → ควรพิจารณาภาวะกระดูกส้นเท้าแตกร้าวจากการใช้งานซ้ำหรือกระดูกหัก
  • กดเจ็บลึก ๆ ร่วมกับอาการปวดแสบหรือชาร้าว
    → อาจสัมพันธ์กับการกดทับเส้นประสาท เช่น Baxter nerve entrapment

การประเมินเอ็นร้อยหวายและกล้ามเนื้อน่อง


แพทย์จะตรวจ


  • ความตึงและความยืดหยุ่นของเอ็นร้อยหวาย
  • ความตึงของกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius–soleus complex)

เอ็นร้อยหวายที่ตึงผิดปกติสามารถเพิ่มแรงดึงรั้งที่ส้นเท้า และเป็นปัจจัยสำคัญที่พบร่วมในผู้ป่วยโรครองช้ำและเอ็นร้อยหวายอักเสบ


การประเมินการเคลื่อนไหวของข้อเท้าและเท้า


การตรวจช่วงการเคลื่อนไหว (range of motion) ของ


  • ข้อเท้า
  • ข้อใต้ข้อเท้า (subtalar joint)
  • ข้อต่าง ๆ ของเท้า

ช่วยประเมินความผิดปกติของการเคลื่อนไหว การติดขัดของข้อ หรือความไม่สมดุลของโครงสร้างเท้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดเรื้อรัง


การประเมินโครงสร้างอุ้งเท้าและแนวการลงน้ำหนัก


แพทย์จะตรวจลักษณะ


  • อุ้งเท้าแบนหรืออุ้งเท้าสูง
  • การเอียงของส้นเท้า
  • เท้าผิดรูป
  • แนวการลงน้ำหนักขณะยืน (static alignment)

รวมถึงการสังเกตการเดิน (gait analysis) เพื่อดูว่ามีการเดินหลบเจ็บหรือการลงน้ำหนักผิดปกติหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการปวดส้นเท้าและข้ออื่น ๆ ตามมา


การตรวจหาสัญญาณอักเสบหรือการติดเชื้อ


ในบางราย แพทย์จะประเมินเพิ่มเติมว่า


  • มีอาการบวม แดง ร้อน อุณหภูมิเท้าสองข้างต่างกัน
  • มีแผล ผิวหนังเปลี่ยนแปลง
  • มีอาการกดเจ็บรุนแรงผิดปกติ

เพื่อแยกภาวะอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคที่พบได้น้อยแต่มีความสำคัญ เช่น cellulitis หรือ osteomyelitis


การตรวจระบบประสาท (Neurological Examination)


ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดแสบ ปวดร้าว หรือมีอาการชาร่วมด้วย แพทย์จะทำการตรวจระบบประสาทเพิ่มเติม เพื่อประเมินความผิดปกติของเส้นประสาทบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้า โดยการตรวจอาจประกอบด้วย


  • การตรวจความรู้สึก (Sensory examination) เพื่อประเมินว่ามีอาการชาหรือความรู้สึกลดลงในบริเวณฝ่าเท้าหรือส้นเท้าหรือไม่
  • การกดตรวจเส้นประสาท (Provocative test) เช่น การกดบริเวณด้านในของส้นเท้าหรือหลังตาตุ่มด้านใน หากกระตุ้นแล้วทำให้เกิดอาการปวดแสบหรือชาร้าว อาจบ่งชี้ถึงการกดทับของเส้นประสาท
  • การตรวจ Tinel’s sign บริเวณข้อเท้าด้านใน ใช้ช่วยประเมินภาวะ tarsal tunnel syndrome
  • การประเมินแรงกล้ามเนื้อและการทรงตัวของเท้า เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของการควบคุมการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับเส้นประสาทหรือไม่

การตรวจระบบประสาทช่วยแยกอาการปวดส้นเท้าที่เกิดจากการกดทับหรือการอักเสบของเส้นประสาท ออกจากอาการปวดที่เกิดจากเอ็นหรือกระดูกได้อย่างชัดเจนมากขึ้น


โดยสรุป การตรวจร่างกายอย่างเป็นระบบช่วยให้แพทย์สามารถระบุโครงสร้างที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดส้นเท้า แยกโรคที่มีอาการคล้ายกัน และเลือกการตรวจเพิ่มเติมหรือแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ


การส่งตรวจเพิ่มเติม (Imaging and Additional Investigations)


การตรวจเพิ่มเติม ไม่จำเป็นในผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการปวดส้นเท้า โดยเฉพาะในกรณีที่อาการและผลการตรวจร่างกายเข้าได้ชัดเจนกับโรคที่พบบ่อย เช่น โรครองช้ำ อย่างไรก็ตาม การส่งตรวจมีบทบาทสำคัญในผู้ป่วยที่อาการไม่ชัดเจน ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือสงสัยว่ามีภาวะอื่นร่วมด้วย เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม


ภาพถ่ายรังสีเอกซเรย์ (X-ray)


การเอกซเรย์ใช้เพื่อประเมิน โครงสร้างของกระดูก โดยเฉพาะในกรณีที่สงสัยความผิดปกติของกระดูก เช่น


  • การมีกระดูกงอกที่ส้นเท้า เช่น Calcaneal Spur
  • กระดูกส้นเท้าหัก หรือกระดูกแตกร้าว
  • ความผิดปกติของแนวกระดูก เช่น เท้าแบนหรืออุ้งเท้าสูง
  • ภาวะเนื้องอกหรือการติดเชื้อของกระดูกในรายที่มีอาการผิดปกติรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ควรเน้นว่า การพบกระดูกงอกไม่ได้หมายความว่าเป็นสาเหตุของอาการปวดเสมอไป และการแปลผลเอกซเรย์จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอาการและการตรวจร่างกายเสมอ


อัลตราซาวนด์ (Ultrasound)


อัลตราซาวนด์มีประโยชน์ในการประเมิน เนื้อเยื่ออ่อนแบบ dynamic และสามารถตรวจได้สะดวกในคลินิก ช่วยประเมินภาวะต่าง ๆ เช่น


  • ความหนาและการอักเสบของพังผืดฝ่าเท้า
  • การฉีกขาดของพังผืดฝ่าเท้า
  • การอักเสบของเอ็นร้อยหวายหรือถุงน้ำรอบส้นเท้า
  • ความผิดปกติของไขมันรองส้นเท้า

เหมาะใช้ในผู้ป่วยที่อาการไม่ชัดเจน หรือใช้ติดตามผลการรักษา


เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)


MRI ใช้ในกรณีที่ต้องการรายละเอียดเชิงลึก หรือเมื่อการตรวจอื่นไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ เช่น


  • กระดูกส้นเท้าแตกร้าวจากการใช้งานซ้ำ (calcaneal stress fracture)
  • การฉีกขาดของพังผืดฝ่าเท้าหรือเอ็น
  • การกดทับเส้นประสาทบริเวณส้นเท้า
  • เนื้องอกหรือการติดเชื้อของกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน

โดยทั่วไป MRI จะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง อาการรุนแรงผิดปกติ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม


การตรวจไฟฟ้าวินิจฉัยระบบประสาท (Electrodiagnostic study)


การตรวจไฟฟ้าวินิจฉัยระบบประสาท ไม่ใช่การตรวจมาตรฐานในผู้ป่วยปวดส้นเท้าทั่วไป แต่มีบทบาทสำคัญในกรณีที่สงสัยว่าอาการปวดเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการปวดแสบ ปวดร้าว ชา หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย


ข้อบ่งชี้ที่อาจพิจารณาการตรวจ ได้แก่


  • สงสัยว่าจะมีภาวะ Tarsal Tunnel Syndrome
  • สงสัยการกดทับเส้นประสาทบริเวณส้นเท้า เช่น Baxter nerve entrapment
  • มีอาการปวดแสบหรือชาร้าวเรื้อรังที่ไม่สอดคล้องกับโรครองช้ำ
  • อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม
  • ต้องการแยกภาวะเส้นประสาทถูกกดทับ ออกจากโรคของเอ็นหรือพังผืด

ผลการตรวจช่วยประเมินการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อว่ามีความผิดปกติของการนำกระแสประสาทหรือไม่ ทั้งนี้ การแปลผลต้องพิจารณาร่วมกับอาการทางคลินิกและผลการตรวจร่างกายเสมอ


การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Investigations)


การตรวจเลือด ไม่จำเป็นในผู้ป่วยปวดส้นเท้าทุกราย แต่มีประโยชน์ในกรณีที่สงสัยภาวะอักเสบ การติดเชื้อ หรือโรคทางระบบ โดยการตรวจที่อาจพิจารณา ได้แก่


  • การตรวจการอักเสบ เช่น
    • CBC เพื่อประเมินจำนวนเม็ดเลือดขาว
    • ESR และ CRP เพื่อช่วยบ่งชี้ภาวะอักเสบหรือการติดเชื้อ เหมาะในผู้ป่วยที่มีอาการบวม แดง ร้อน ปวดรุนแรง หรือมีไข้ร่วมด้วย
  • การตรวจกรดยูริกในเลือด (Serum uric acid) พิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเฉียบพลันร่วมกับบวม แดง ร้อน หรือมีประวัติโรคเก๊าท์มาก่อน ทั้งนี้ระดับกรดยูริกอาจไม่สูงในช่วงอาการกำเริบ จำเป็นต้องแปลผลร่วมกับอาการทางคลินิก
  • การตรวจคัดกรองโรคอักเสบเชิงระบบหรือโรคภูมิคุ้มกัน เช่น ในรายที่สงสัย enthesitis หรือโรคในกลุ่ม spondyloarthritis อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและการควบคุมเบาหวาน มีความสำคัญในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะเมื่อสงสัยภาวะติดเชื้อหรือ Charcot neuroarthropathy

อย่างไรก็ตาม การส่งตรวจเพิ่มเติมควรพิจารณาตามข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม โดยยึดการซักประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจที่ไม่จำเป็น และช่วยให้การวินิจฉัยอาการปวดส้นเท้าเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงกับสาเหตุที่แท้จริงมากที่สุด


วิธีรักษาอาการปวดส้นเท้า มีอะไรบ้าง?


วิธีรักษาอาการปวดส้นเท้า

การรักษาอาการปวดส้นเท้าสามารถทำได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับ สาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และระยะเวลาที่เป็น แนวทางการรักษาทางการแพทย์โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการรักษาแบบผ่าตัด


1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment)


ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดส้นเท้า สามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ซึ่งเป็นแนวทางแรกที่แนะนำ โดยมุ่งเน้นการลดการอักเสบ ลดแรงกดที่ส้นเท้า และปรับกลไกการทำงานของเท้าให้เหมาะสม


แนวทางที่ใช้บ่อย ได้แก่


  • การปรับพฤติกรรมและลดกิจกรรมที่เพิ่มแรงกดที่เท้า เช่น หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน การวิ่งบนพื้นแข็ง หรือการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักมากโดยไม่มีรองเท้าที่เหมาะสม
  • การยืดเหยียดพังผืดฝ่าเท้าและเอ็นร้อยหวาย (Stretching exercises) ร่วมกับการนวดเพื่อลดความตึงของเนื้อเยื่อ ซึ่งมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในผู้ป่วย Plantar Fasciitis
  • การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงเท้า เช่น แผ่นรองส้นเท้า (heel cushion), แผ่นรองอุ้งเท้า (orthotic) หรือรองเท้าที่มีพื้นนุ่มและรองรับแรงกระแทกได้ดี
  • การทำกายภาพบำบัด เช่น ultrasound therapy หรือ shock wave therapy เพื่อช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อในรายที่อาการเรื้อรัง
  • ยาลดการอักเสบ (NSAIDs) ใช้เพื่อลดอาการปวดและบวมในช่วงที่มีอาการมาก โดยควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) ใช้เฉพาะในกรณีที่มีหลักฐานของการติดเชื้อ เช่น cellulitis หรือ osteomyelitis ไม่ใช่ยามาตรฐานสำหรับอาการปวดส้นเท้าทั่วไป
  • ยาแก้ปวดเส้นประสาท พิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดแสบ ปวดร้าว หรือชาร่วมด้วย ซึ่งสงสัยว่ามีความผิดปกติของเส้นประสาท เช่น การกดทับเส้นประสาทบริเวณส้นเท้า

2. การรักษาแบบผ่าตัด (Surgical treatment)


การรักษาด้วยการผ่าตัด พิจารณาเฉพาะรายที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน และมักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังนานหรือ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสมแล้ว การเลือกวิธีผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับ สาเหตุของอาการปวดส้นเท้าเป็นหลัก เพื่อให้การรักษาตรงจุดและลดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่จำเป็น


แนวทางการผ่าตัดที่อาจพิจารณา ได้แก่


  • การผ่าตัดคลายพังผืดฝ่าเท้า เช่น endoscopic plantar fasciotomy ในผู้ป่วย Plantar Fasciitis ที่มีพังผืดตึงผิดปกติและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
  • การผ่าตัดแก้ไขกระดูกส้นเท้า ในกรณีที่มีกระดูกงอกหรือความผิดปกติของกระดูกที่เป็นสาเหตุของอาการปวดโดยตรง
  • การผ่าตัดซ่อมหรือยืดเอ็นร้อยหวาย สำหรับผู้ป่วยที่มี Achilles Tendinopathy ระยะรุนแรงหรือมีการฉีกขาดบางส่วน
  • การผ่าตัดคลายการกดทับเส้นประสาท เช่น ในผู้ป่วย Tarsal Tunnel Syndrome โดยเป็นการผ่าตัดคลาย flexor retinaculum เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้เส้นประสาท ลดอาการปวด ชา หรือแสบร้าว
  • การผ่าตัดระบายหนองและทำความสะอาดแผล (Incision and Drainage, Debridement) พิจารณาในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อบริเวณส้นเท้า เช่น Skin abscess หรือการติดเชื้อของเนื้อเยื่ออ่อนและกระดูก การผ่าตัดในกรณีติดเชื้อเป็นการรักษาแบบเร่งด่วน และมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการติดเชื้อ นำเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออก และลดปริมาณเชื้อโรค ร่วมกับการให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่ตรวจพบ

อาการปวดส้นเท้า สามารถป้องกันได้อย่างไร


อาการปวดส้นเท้า ป้องกัน

การดูแลสุขภาพเท้าให้แข็งแรง และลดแรงกดที่ส่งไปยังบริเวณส้นเท้า เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันอาการปวดส้นเท้า รวมถึงช่วยลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในผู้ที่เคยมีอาการมาก่อน แนวทางการป้องกันที่แนะนำ ได้แก่


  • บริหารและยืดเส้นเอ็นเป็นประจำ
    ควรยืดเอ็นร้อยหวาย (Achilles tendon stretch) และพังผืดใต้ฝ่าเท้า (Plantar fascia stretch) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ ลดแรงดึงรั้งที่ส้นเท้า และลดความเสี่ยงของอาการปวดส้นเท้าทั้งด้านใต้และด้านหลัง
  • ปรับพฤติกรรมการใช้งานเท้า
    หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น หากต้องทำงานที่ต้องยืนหรือเดินมาก ควรสลับท่าทาง เปลี่ยนอิริยาบถ หรือพักเท้าเป็นระยะ เพื่อลดแรงกดซ้ำที่ส้นเท้า
  • ควบคุมน้ำหนักตัว
    น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดต่อส้นเท้าโดยตรง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดส้นเท้า และอาจทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันในระยะยาว
  • เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะสม
    ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนุ่ม สามารถรองรับแรงกระแทก และพยุงส้นเท้าได้ดี หลีกเลี่ยงรองเท้าพื้นแข็ง สึก หรือไม่มีการรองรับอุ้งเท้า โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
  • ใช้แผ่นรองส้นเท้าหรือแผ่นรองอุ้งเท้าเสริม
    แผ่นรองส้นเท้า (heel cushion) หรือแผ่นรองอุ้งเท้า (orthotic insole) ช่วยกระจายน้ำหนัก ลดแรงกดที่ส้นเท้า และช่วยบรรเทาอาการเจ็บส้น รวมถึงลดความเสี่ยงในการเกิดอาการซ้ำในผู้ที่เคยมีปัญหา

ปวดส้นเท้า อย่าปล่อยไว้ ให้ทีมแพทย์ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้าช่วยดูแลคุณ


อาการปวดส้นเท้าอาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อยในระยะแรก แต่สามารถส่งผลกระทบต่อการเดิน การทำงาน และคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับการประเมินสาเหตุที่ถูกต้อง ร่วมกับการรักษาที่เหมาะสม การปรับพฤติกรรม การบริหารยืดเส้นเอ็น และการเลือกรองเท้าที่เหมาะสม อาการปวดส้นเท้าสามารถบรรเทาและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้


ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้การดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดส้นเท้าด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ร่วมกับเครื่องมือวินิจฉัยและเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และฟื้นฟูการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม เพื่อให้คุณกลับมาเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ปวดส้นเท้า


1. ปวดส้นเท้า บริหารเท้าอย่างไรให้หาย?


การบริหารที่เหมาะสมช่วยบรรเทาอาการปวดส้นเท้าได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดจากการตึงของพังผืดหรือเอ็น แนะนำให้


  • ยืดพังผืดใต้ฝ่าเท้า (Plantar fascia stretch)
  • ยืดเอ็นร้อยหวายและกล้ามเนื้อน่อง (Achilles tendon stretch)
  • นวดฝ่าเท้าหรือใช้ลูกบอลกลิ้งใต้ฝ่าเท้าเพื่อคลายความตึง

ควรทำอย่างสม่ำเสมอ วันละ 1–2 ครั้ง และหลีกเลี่ยงการฝืนบริหารหากมีอาการปวดรุนแรงหรือปวดเพิ่มขึ้น


2. ปวดส้นเท้า ควรเลือกใส่รองเท้าแบบไหน?


รองเท้ามีบทบาทสำคัญในการลดแรงกดที่ส้นเท้า ควรเลือก


  • รองเท้าที่พื้นนุ่ม สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดี
  • มีการรองรับส้นเท้าและอุ้งเท้าอย่างเหมาะสม
  • ขนาดพอดีกับเท้า ไม่คับหรือหลวมเกินไป
  • หลีกเลี่ยงรองเท้าพื้นแข็ง รองเท้าแตะบาง ๆ หรือรองเท้าที่สึกมาก

ในบางราย อาจพิจารณาใช้แผ่นรองส้นเท้าหรือแผ่นรองอุ้งเท้าเสริม เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักและลดอาการปวด


References


Anterpreet Dua. Ke-Vin Chang. (2025, April 13). Myofascial Pain Syndrome. National Institutes of Health (NIH). https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK499882/


Andrea L. Chadwick. (2024, March 27). Myofascial Pain Syndrome. American Society of Anesthesiologists. https://madeforthismoment.asahq.org/pain-management/types-of-pain/myofascial-pain-syndrome/


Corinne Osborn. (2024, August 22). What Is Myofascial Pain Syndrome?. Healthline. https://www.healthline.com/health/myofascial-pain

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (8)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital