บทความสุขภาพ

Knowledge

ปวดขาหนีบมีสาเหตุจากอะไร มีวิธีรักษาและดูแลตัวเองอย่างไร

นพ. พีรพงษ์ สวัสดิพงษ์

ปวดขาหนีบมีสาเหตุจากอะไร มีวิธีรักษาและดูแลตัวเองอย่างไร

อาการปวดขาหนีบไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มนักกีฬาเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติภายในที่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างคาดไม่ถึง ตั้งแต่กล้ามเนื้ออักเสบ ไปจนถึงโรคข้อสะโพกเสื่อมหรือเส้นประสาทถูกกดทับ


การทำความเข้าใจสาเหตุและรู้วิธีรับมือที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง บทความนี้จะเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญเพื่อการดูแลสุขภาพสะโพกและขาหนีบของคุณอย่างยั่งยืน


Key Takeaways


  • อาการปวดขาหนีบเป็นตัวบ่งชี้ความผิดปกติได้หลายโรค ตั้งแต่ปัญหากล้ามเนื้อฉีกขาด ข้อสะโพกเสื่อม ไปจนถึงภาวะไส้เลื่อนที่ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ
  • แม้อาการจะคล้ายกัน แต่สาเหตุอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น ผู้ชายอาจเสี่ยงอัณฑะอักเสบ ส่วนผู้หญิงอาจมีสาเหตุมาจากซีสต์ในรังไข่ หรือปัญหาอุ้งเชิงกราน
  • เมื่อเกิดอาการปวดขาหนีบเฉียบพลัน การพัก ประคบเย็น รัด และยกสูง เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรง และช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • การวอร์มอัปร่างกายอย่างถูกวิธีควบคู่ไปกับการควบคุมน้ำหนัก และรับประทานสารอาหารบำรุงกระดูก เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อเลี่ยงอาการปวดเรื้อรังในระยะยาว

อาการปวดขาหนีบ คืออะไร


อาการปวดขาหนีบ (Groin Pain) คือความรู้สึกเจ็บปวดหรือตึงบริเวณรอยต่อระหว่างหน้าท้องส่วนล่างและต้นขา มักเกิดจากการที่กลุ่มกล้ามเนื้อขาหนีบ ทั้งปวดขาหนีบท้องน้อย ปวดขาหนีบสะโพก และปวดขาหนีบกล้ามเนื้อกลุ่มที่ใช้หุบขา ถูกใช้งานหนักหรือเคลื่อนไหวผิดจังหวะจนยืดเกินขีดจำกัด ส่งผลให้เส้นใยกล้ามเนื้อเกิดการฉีกขาดตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง พบได้บ่อยในกรณีปวดขาหนีบจากการวิ่ง ปวดขาหนีบจากการออกกําลังกาย หรือเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน


อาการปวดขาหนีบมักจะพบบ่อยในกลุ่มนักกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวฉับพลันหรือมีการปะทะ เช่น ฟุตบอล เทนนิส และฮอกกี้ โดยความรุนแรงอาจมีตั้งแต่ปวดหน่วง ๆ ไปจนถึงปวดร้าวลงมาที่ขาจนเดินไม่สะดวก บางรายอาจมีอาการร่วมกับแนวสันหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา ซึ่งต้องได้รับการแยกแยะสาเหตุอย่างละเอียด


ปวดขาหนีบ อาการเป็นอย่างไร


ปวดขาหนีบ อาการ

อาการปวดขาหนีบมักเกิดขึ้นทันทีขณะใช้งานหรือหลังทำกิจกรรม โดยจะรู้สึกเจ็บจี๊ดหรือปวดหน่วงบริเวณซอกขาและต้นขาด้านใน ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ดังนี้


  • เจ็บแปลบหรือปวดตื้อบริเวณขาหนีบและลามไปถึงต้นขาด้านใน
  • รู้สึกเจ็บมากขึ้นเมื่อหุบขา หรือขยับข้อสะโพก
  • เจ็บกล้ามเนื้อผิดปกติ มีอาการหดเกร็ง ตึงตัว หรือรู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนแรงจนอาจเกิดตะคริวได้ง่ายในบางจังหวะ
  • พบอาการบวมแดง หรือรู้สึกร้อนบริเวณที่บาดเจ็บ

ปวดขาหนีบ สาเหตุเกิดจากอะไร


อาการปวดขาหนีบ เกิดจากหลายปัจจัย ตั้งแต่การบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหว ไปจนถึงโรคภายในช่องท้อง หรือปัญหาโครงสร้างร่างกาย เช่น หมอนรองกระดูกเสื่อม ที่ส่งผลต่อระบบประสาท โดยมีสาเหตุหลักและสาเหตุเฉพาะตามเพศดังนี้


  • สาเหตุทั่วไป : การตึงหรือฉีกขาดของกล้ามเนื้อและเอ็นจากการเล่นกีฬา ภาวะข้อสะโพกเสื่อม เส้นประสาทกดทับ และโรคไส้เลื่อนที่เนื้อเยื่อดันผ่านผนังหน้าท้องจนมีอาการปวดขาหนีบ มีก้อนนูนขึ้นมา
  • ปวดขาหนีบในผู้ชาย : มักเกิดจากโรคอัณฑะอักเสบ หรืออาการบาดเจ็บจากการออกแรงหนักที่ส่งผลต่อถุงอัณฑะ
  • ปวดขาหนีบในผู้หญิง : อาจมีสาเหตุมาจากซีสต์ในรังไข่ หรือภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับอุ้งเชิงกราน
  • สาเหตุอื่น ๆ : เช่น นิ่วในไต, ต่อมน้ำเหลืองโต, โรคลำไส้อักเสบ หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ รวมถึงความผิดปกติอย่างกระดูกสันหลังเคลื่อน ที่ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บร้าวมาที่ขาหนีบได้

อาการปวดขาหนีบ สัญญาณเตือนโรคอะไรบ้าง


ปวดขาหนีบ เป็นโรคอะไร

อาการปวดบริเวณขาหนีบไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณเตือนของกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานหนักเกินไปเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นดัชนีชี้วัดถึงความเสื่อมสภาพ หรือความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกและเส้นประสาทที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งโรคที่พบบ่อยและมีความสัมพันธ์กับอาการนี้ ได้แก่


1. โรคกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis Syndrome)


เกิดจากกล้ามเนื้อ Piriformis บริเวณก้นเกิดการตึงตัวจากการนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน จนไปกดทับเส้นประสาท Sciatic ที่ไปเลี้ยงขา ส่งผลให้เกิดอาการปวดแบบผสมผสาน ทั้งปวดขาหนีบ ปวดก้น และมีอาการชาหรืออ่อนแรงร้าวลงไปที่ขา ทำให้การทรงตัวเสียไปขณะเดิน หากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อขาฝ่อตัว หรือมีอาการปวดขาตอนกลางคืน รวมถึงอาการปวดเรื้อรังที่รบกวนการนอนได้


2. โรคข้อสะโพกเสื่อม (Osteoarthritis of the Hip)


ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป โดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดขาหนีบหรือปวดร้าวลงไปที่ก้น เนื่องจากตำแหน่งของข้อสะโพกนั้นอยู่ลึกและใกล้กับขาหนีบมาก อาการมักชัดเจนหลังตื่นนอนตอนเช้า ทำให้รู้สึกข้อติดขัดจนต้องพยายามขยับขาหรือแกว่งขาเพื่อให้หายตึง หากปล่อยไว้อาการจะรุนแรงขึ้นจนเดินลำบาก และมีเสียงดังในข้อขณะเคลื่อนไหว ในบางรายอาจมีความผิดปกติลามไปถึงข้อต่อส่วนอื่น จนทำให้มีอาการปวดเข่าร่วมด้วย


3. เอ็นขอบเบ้าสะโพกฉีกขาด (Hip Labral Tear)


เป็นภาวะที่มักเกิดกับนักกีฬา หรือผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายหนัก ๆ โดยมีสาเหตุจากการได้รับแรงกระแทกกระชากอย่างรุนแรงที่ข้อสะโพก อาการเด่นชัดคือจะปวดขาหนีบลึก ๆ บริเวณขาหนีบและต้นขาด้านใน บางรายอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรติดขัดหรือกึกกักอยู่ในข้อสะโพกขณะขยับตัว ซึ่งภาวะนี้หากไม่รักษา อาจลุกลามไปสู่โรคข้อสะโพกเสื่อมก่อนวัยอันควรได้


4. เอ็นด้านหน้าสะโพกอักเสบ (Hip Flexor Tendonitis)


ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักรู้สึกเจ็บปวดบริเวณขาหนีบและหน้าสะโพก โดยเฉพาะเมื่อต้องรองรับน้ำหนักตัวขณะเดินหรือวิ่ง สาเหตุหลักมักมาจากการได้รับบาดเจ็บเฉียบพลัน เช่น ก้นกระแทกพื้นอย่างรุนแรง หรือการใช้งานสะโพกหนักเกินไปจนเกิดการอักเสบเรื้อรังที่เอ็นยึดกระดูก หากอักเสบรุนแรงจะทำให้การยกขาหรือก้าวขึ้นบันไดทำได้ยากลำบาก และเจ็บปวดอย่างมาก


5. ข้อต่อกระดูกเชิงกรานผิดปกติ (SI Joint Dysfunction)


หรือภาวะข้อต่อกระเบนเหน็บอักเสบ ผู้ป่วยมักปวดตามแนวขอบกางเกงในและปวดขาหนีบ โดยอาการจะแย่ลงเมื่อต้องนั่งเป็นเวลานาน ๆ สาเหตุเกิดจากข้อต่อกระดูกเชิงกราน (Sacroiliac Joint) และกระเบนเหน็บเคลื่อนตัวผิดปกติ หรือขบกันมากเกินไปจากการบิดตัวผิดจังหวะ รวมถึงพฤติกรรมการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน


บทความน่ารู้ ทำความรู้จักภาวะกระดูกคอเสื่อม เกิดจากอะไร พร้อมแนวทางการรักษา และการป้องกัน อ่านต่อได้ที่ : กระดูกคอเสื่อม


วินิจฉัยอาการปวดขาหนีบโดยแพทย์อย่างไร


เมื่อเข้ารับการรักษาอาการปวดขาหนีบ แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะลักษณะความเจ็บปวด กิจกรรมที่ทำก่อนเกิดอาการ รวมถึงการตรวจร่างกายเพื่อประเมินความยืดหยุ่น ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณขาหนีบและข้อสะโพก หากความผิดปกติอยู่ลึกหรือซับซ้อน แพทย์จะใช้เครื่องมือวินิจฉัยทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม ดังนี้


  • อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) : เพื่อประเมินความเสียหายของเส้นใยกล้ามเนื้อ และเอ็นยึดว่ามีการฉีกขาดหรืออักเสบในระดับใด
  • การเอกซเรย์ (X-ray) : ใช้ตรวจเช็กโครงสร้างกระดูกเพื่อหาจุดหัก ร้าว หรือร่องรอยของโรคข้อสะโพกเสื่อม
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) : ช่วยให้เห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน เส้นประสาท และการบาดเจ็บภายในข้อต่อที่ชัดเจนที่สุด เพื่อคัดกรองความเสี่ยงของโรคที่มีอาการคล้ายกัน

ปวดขาหนีบ รักษาได้อย่างไรบ้าง


เมื่อเกิดอาการปวดขาหนีบเฉียบพลัน การรักษาในระยะเริ่มต้นจะเน้นไปที่การลดการอักเสบ และป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อเสียหายเพิ่มขึ้นด้วยการดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ตามหลักการ RICE ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ โดยปวดขาหนีบ วิธีแก้ตามหลักการ RICE ทำได้ดังนี้


  • Rest (พัก) : แก้อาการปวดขาหนีบด้วยการหยุดกิจกรรมที่ต้องใช้แรงขา หรืองดการเล่นกีฬาชั่วคราว เพื่อให้กล้ามเนื้อขาหนีบที่บาดเจ็บได้พักและซ่อมแซมตัวเอง หากจำเป็นต้องเคลื่อนไหวควรใช้ไม้ค้ำยันเพื่อช่วยลดการลงน้ำหนัก
  • Ice (ประคบเย็น) : ใน 24 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นครั้งละ 10-15 นาทีทุกชั่วโมง เพื่อลดอาการปวดและบวม โดยควรใช้ผ้าห่อถุงน้ำแข็งก่อนประคบ เพื่อป้องกันผิวหนังไหม้จากความเย็น หลังจากนั้นสามารถประคบได้ทุก 3-4 ชั่วโมง
  • Compression (รัด) : ใช้ผ้ายืดพัน (Elastic Bandage) หรือใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยจำกัดการเคลื่อนไหว และลดอาการบวมจากการไหลเวียนของเลือดบริเวณที่บาดเจ็บ
  • Elevation (ยก) : พยายามยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ โดยใช้หมอนหรือเบาะรองนั่งหนุนขาขณะนอนพัก เพื่อช่วยให้เลือดและของเหลวไหลเวียนกลับได้ดีขึ้น ลดอาการบวมและตึง

นอกจากการดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้ว หากอาการปวดไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาในกลุ่ม NSAIDs (เช่น Aspirin, Ibuprofen หรือ Naproxen) เพื่อช่วยลดอาการปวดและอักเสบ แต่ควรรับประทานภายใต้คำสั่งจากแพทย์เท่านั้น


ส่วนในกรณีที่บาดเจ็บรุนแรงระดับ 3 เช่น กล้ามเนื้อฉีกขาดรุนแรง หรือเส้นเอ็นหลุดจากกระดูก แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อซ่อมแซม และยึดเนื้อเยื่อให้กลับเข้าที่ เพื่อให้การเคลื่อนไหวกลับมาทำงานได้ปกติอีกครั้ง ตลอดจนการทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อฟื้นฟูความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ


ป้องกันอาการปวดขาหนีบ ทำได้อย่างไร


การป้องกันอาการปวดขาหนีบสามารถทำได้โดยการเตรียมความพร้อมของร่างกาย และการปรับพฤติกรรม เพื่อลดแรงกดทับและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ดังนี้


  • ดูแลสุขภาพโดยรวม : รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพื่อลดภาระของข้อสะโพก ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันนิ่วในไต และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อจากภายใน
  • เลี่ยงกิจกรรมที่ปะทะรุนแรง : หากร่างกายไม่พร้อม ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีแรงปะทะสูงหรือต้องเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน เช่น ฟุตบอล หรือบาสเกตบอล
  • วอร์มอัปและยืดเหยียด : ก่อนเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมหนัก ควรวอร์มอัพร่างกายช้า ๆ และยืดกล้ามเนื้อขาหนีบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงที่กล้ามเนื้อจะฉีกขาดจากการเคลื่อนไหวผิดจังหวะ

ปวดขาหนีบอย่าปล่อยให้เรื้อรัง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษา


อาการปวดขาหนีบเป็นสภาวะที่เกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากการบาดเจ็บทางกีฬา พฤติกรรมการนั่งนาน ๆ หรือความเสื่อมตามวัยของข้อสะโพก การดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยหลัก RICE และการปรับพฤติกรรมช่วยบรรเทาอาการได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดเรื้อรังหรือรุนแรง การเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และคืนอิสระในการเคลื่อนไหวให้ร่างกายอีกครั้ง


หากอาการปวดขาหนีบ อาการปวดสะโพกร้าวลงขา ทำให้การใช้ชีวิตของคุณติดขัด โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้บริการด้วยทีมศัลยแพทย์เฉพาะทาง ที่เชี่ยวชาญด้านข้อสะโพกและเวชศาสตร์การกีฬา เรามีเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่แม่นยำสูงและการรักษาที่ครอบคลุม ตั้งแต่การทำกายภาพบำบัดเฉพาะจุด ยาต้านการอักเสบ ไปจนถึงการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กที่ช่วยให้ฟื้นตัวไว มั่นใจด้วยมาตรฐานระดับสากลที่พร้อมดูแลให้คุณกลับมาเดินและวิ่งได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดขาหนีบ


1. ปวดขาหนีบใช้เวลาพักฟื้นนานหรือไม่?


ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความรุนแรง หากเป็นการบาดเจ็บระดับเล็กน้อย (Grade 1) มักใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่หากมีการฉีกขาดรุนแรงหรือต้องผ่าตัด อาจต้องใช้เวลา 6-12 สัปดาห์ขึ้นไป การทำกายภาพบำบัดอย่างถูกวิธี และไม่รีบกลับไปออกกำลังกายหนักก่อนกำหนด จะช่วยให้หายขาดและไม่กลับมาเป็นซ้ำ


2. ปวดขาหนีบผู้ชาย เกิดจากอะไร?


ปวดขาหนีบข้างซ้าย ผู้ชาย มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ นิ่วในท่อไตฝั่งซ้าย หรือไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ชายที่ยกของหนักบ่อยครั้ง ในขณะที่อาการปวดขาหนีบข้างขวา ผู้ชาย นอกจากกล้ามเนื้อฉีกขาดจากการกีฬาแล้ว อาจมีสาเหตุจากไส้เลื่อน หรืออาการเริ่มต้นของไส้ติ่งอักเสบที่มีอาการปวดร้าวมาบริเวณขาหนีบฝั่งขวา


3. ปวดขาหนีบผู้หญิง เกิดจากอะไร?


ปวดขาหนีบข้างซ้าย ผู้หญิง อาจเกี่ยวข้องกับถุงน้ำในรังไข่ (Ovarian Cyst) ข้างซ้าย ปัญหาระบบลำไส้ หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะที่ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบอักเสบและบวมโต ส่วนอาการปวดขาหนีบ ขางขวา ผู้หญิง มักเกิดจากการอักเสบของปีกมดลูกหรือรังไข่ข้างขวา รวมถึงภาวะข้อสะโพกเสื่อมที่มักพบในผู้หญิงอายุมาก หรือความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะในฝั่งขวา


References

Mayo Clinic Staff. (2024, January 9). Groin pain (male). Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/symptoms/groin-pain/basics/causes/sym-20050652


Groin Pain. (2023, September 20). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/groin-pain


Warren K. Young, MD. (2024, February 8). HSS.EDU. https://www.hss.edu/health-library/move-better/groin-pain

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (8)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital