อาการปวดหลังเรื้อรังเป็นปัญหาที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของคนทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานและผู้สูงอายุ หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ความผิดปกติของระบบประสาทที่รุนแรง การทำความเข้าใจสาเหตุ แนวทางการวินิจฉัย และทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว และใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติอีกครั้ง
Key Takeaways
- อาการปวดหลังเรื้อรังอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเสื่อม ไปจนถึงภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน ซึ่งแต่ละสาเหตุต้องการวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน
- หากมีอาการปวดร้าวลงขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของระบบประสาทถูกกดทับอย่างรุนแรง
- การรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังมีตั้งแต่การทำกายภาพบำบัด การฉีดยาระงับปวด ไปจนถึงนวัตกรรมการผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้องที่ช่วยให้ฟื้นตัวไว
- ป้องกันอาการปวดหลังเรื้อรังได้ด้วยการสร้างสมดุลให้ร่างกาย โดยการบริหารกล้ามเนื้อหลัง และปรับสรีระในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งไม่ให้กลับมาปวดหลังเรื้อรังซ้ำ
อาการปวดหลังเรื้อรัง เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง
อาการปวดหลังเรื้อรังไม่ใช่เพียงแค่ความล้าสะสม แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกสันหลัง โดยอาการปวดหลังเรื้อรัง เกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้
- กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis) : ปวดหลังเรื้อรัง สาเหตุอาจเกิดจากกระดูกสันหลังเสื่อม เป็นความเสื่อมตามวัยของข้อต่อกระดูกสันหลังที่มักพบในผู้สูงอายุ ทำให้กระดูกงอก หรือกระดูกเคลื่อนมาเบียดเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือปวดร้าวจนลามไปถึงบริเวณขา
- ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) : กระดูกสันหลังเคลื่อนไปด้านหน้าหรือด้านหลังมากกว่าปกติ มักพบบริเวณกระดูกสันหลังระดับเอวข้อที่ 4 และ 5 ซึ่งเป็นส่วนที่รับน้ำหนักตัวมากที่สุด ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังโดยเฉพาะเมื่อมีการขยับตัว
- หมอนรองกระดูกเสื่อม (Degenerative Disc Disease) : เกิดจากการสูญเสียความยืดหยุ่น และปริมาณน้ำในหมอนรองกระดูกลดลงตามอายุหรือการใช้งาน ทำให้ความสามารถในการรับแรงกระแทกลดลง ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องนั่งนาน ๆ หรือมีการบิดตัว
- หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus) : พบได้บ่อยในกลุ่มวัยทำงาน เกิดจากการฉีกขาดของเปลือกหมอนรองกระดูก จนส่วนเนื้อด้านในปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาท มีอาการปวดหลังเรื้อรังรุนแรงขึ้นเมื่อไอ จาม หรือเบ่ง และอาจปวดหลังร้าวลงขาร่วมด้วย
- โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis) : เกิดจากความเสื่อมของหมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และข้อต่อที่ขยายขนาดขึ้นจนไปเบียดพื้นที่ของโพรงประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังบริเวณส่วนกลางของเอว ซึ่งมักจะมีอาการชัดเจนขึ้นในท่ายืน เดิน หรือขณะแอ่นหลังมาก ๆ
- กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) : Myofascial Pain Syndrome คือความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่เกิดการหดเกร็งอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นก้อนแข็ง หรือจุดกดเจ็บ (Trigger Point) ส่งผลให้มีอาการปวดหลังเรื้อรังที่อาจลามไปยังส่วนอื่น และรบกวนการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน
ปวดหลังเรื้อรัง มีอาการอย่างไรบ้าง

เมื่ออาการปวดหลังเรื้อรังทวีความรุนแรงหรือกินเวลานานเกินกว่า 3 เดือน ร่างกายมักจะแสดงสัญญาณความผิดปกติผ่านลักษณะความรู้สึก และขอบเขตการปวดที่แตกต่างกันไปตามพยาธิสภาพ ดังนี้
- อาการปวดตื้อหรือปวดหนึบ (Dull Ache) : รู้สึกปวดลึก ๆ บริเวณแผ่นหลังหรือเอวอย่างต่อเนื่อง แม้ในขณะพักก็ยังรู้สึกไม่สบายตัว
- ปวดสะบัก (Interscapular Pain) : มีอาการปวดบริเวณหลังส่วนบนระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้าง ซึ่งการปวดสะบักมักสัมพันธ์กับภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวจากการใช้งานผิดท่า หรือปัญหาจากกระดูกสันหลังส่วนอกและคอ
- ปวดร้าวลงขา (Radiculopathy) : มีอาการปวดแปล๊บเหมือนไฟช็อตเสียวร้าวจากหลังส่วนล่างลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือลามไปจนถึงปลายเท้า ซึ่งสัมพันธ์กับการกดทับเส้นประสาท
- ภาวะกล้ามเนื้อหลังหดเกร็ง (Muscle Spasm) : กล้ามเนื้อบริเวณรอบสันหลังมีความตึงตัวสูงหรือแข็งเกร็ง ทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายไม่คล่องตัว
- อาการชาหรืออ่อนแรง (Numbness and Weakness) : ความรู้สึกบริเวณขาหรือเท้าลดน้อยลง หรือเริ่มควบคุมการทรงตัวและการเดินได้ยากขึ้น เนื่องจากระบบประสาทส่วนปลายถูกรบกวน
- ปวดมากขึ้นเมื่อปรับเปลี่ยนท่าทาง (Positional Pain) : ความรุนแรงของอาการมักแปรผันตามกิจกรรม เช่น ปวดมากขึ้นเมื่อต้องนั่งนาน ๆ ยืนติดต่อกัน หรือเมื่อมีการก้มและเงยหลัง
ปวดหลังเรื้อรังแบบไหนถึงควรไปพบแพทย์
หากมีอาการปวดหลังเรื้อรังจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรสังเกตสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าโครงสร้างภายในอาจเสียหายรุนแรง และควรรีบเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยโดยเร็ว ดังนี้
- มีอาการปวดต่อเนื่องยาวนาน : ปวดหลังติดต่อกันนานเกินกว่า 3 เดือน โดยที่ระดับความเจ็บปวดไม่ทุเลาลงเลย แต่กลับทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ปวดร้าวร่วมกับความผิดปกติของระบบประสาท : มีอาการปวดหลังร้าวลงขา (Sciatica) ติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง โดยมักมาพร้อมกับอาการชา (Numbness) หรือกล้ามเนื้อขาอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
- ปวดรุนแรงในช่วงเวลาพักผ่อน : รู้สึกปวดอย่างรุนแรงในขณะนอนหลับหรือตอนกลางคืน รวมถึงอาการปวดที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนอิริยาบถ
- การสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อเฉพาะจุด : ไม่สามารถกระดกข้อเท้าได้ หรือเริ่มสังเกตเห็นว่าขาข้างที่ปวดมีลักษณะลีบเล็กลง
- สัญญาณอันตรายร่วมกับระบบอื่น : มีอาการเบื่ออาหาร และน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ภาวะฉุกเฉินทางระบบขับถ่าย (Cauda Equina Syndrome) : ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายอุจจาระได้ หรือมีอาการปัสสาวะไม่ออก ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการรักษาทันที
ปวดหลังเรื้อรัง มีแนวทางการวินิจฉัยจากแพทย์อย่างไร
กระบวนการหาสาเหตุของอาการปวดหลังเรื้อรังนั้น แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก เพื่อประเมินพยาธิสภาพเบื้องต้น หากจำเป็นต้องยืนยันผลให้ชัดเจน แพทย์จะใช้วิธีการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย (Physical Examination) : แพทย์จะประเมินลักษณะความเจ็บปวด พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงการทดสอบการเคลื่อนไหวเพื่อหาจุดที่เกิดปัญหา
- การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging) : หรือ MRI เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ สามารถบอกขอบเขตของโรคได้อย่างชัดเจน ช่วยให้แพทย์เห็นความแตกต่างระหว่างเนื้อข้อต่อ เส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อน (Soft Tissue) ต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด
เมื่อได้ภาพถ่ายทางรังสีที่คมชัดและแม่นยำ แพทย์จะสามารถวางแผนการรักษาโรคได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา การทำกายภาพบำบัด หรือการผ่าตัด
ปวดหลังเรื้อรัง มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง

อาการปวดหลังเรื้อรัง วิธีรักษาจะพิจารณาจากความรุนแรงและสาเหตุของโรคเป็นหลัก โดยแพทย์จะแบ่งลำดับการรักษาออกเป็น 4 รูปแบบ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้
การรักษาแบบประคับประคอง
การรักษาแบบประคับประคองเป็นการดูแลในระยะแรกสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงมากนัก โดยเน้นไปที่การรับประทานยาควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อลดการบาดเจ็บซ้ำ หากอาการยังไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 3 เดือน แพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาในลำดับถัดไป
การรักษาโดยการกายภาพบำบัด
รักษาปวดหลังเรื้อรังด้วยการกายภาพบําบัดเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคองที่สำคัญมาก แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะร่วมกันออกแบบโปรแกรมเพื่อฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกระดูกสันหลัง ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด และป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด
ปวดหลังเรื้อรัง การรักษาสำหรับผู้ป่วยที่การใช้ยาหรือกายภาพบำบัดยังให้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ แพทย์อาจเลือกใช้วิธีระงับปวดด้วยเทคนิคเฉพาะทางที่เหมาะสมกับสาเหตุของอาการปวดต่าง ๆ ดังนี้
- การฉีดยาเข้าที่โพรงกระดูกสันหลัง : เพื่อลดอาการอักเสบและบวมของปมประสาทที่เกิดจากการถูกกดทับ
- การใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation) : คือการใช้ความร้อนบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่อเชิงกราน
- การฉีดยาข้อต่อฟาสเซ็ท (Facet Joint Injection) : เป็นการฉีดยาชาผสมสเตียรอยด์ลงในข้อต่อ หรือเส้นประสาทที่สงสัยว่าเป็นจุดกำเนิดของอาการปวด
การรักษาแบบผ่าตัด
หากผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเรื้อรัง ไม่หายสักที หรือเริ่มมีอาการรุนแรงเข้าขั้นอันตราย แพทย์จะพิจารณาการรักษาแบบผ่าตัด โดยปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กและฟื้นตัวได้ไว ดังนี้
- การผ่าตัดผ่านกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Spine Surgery) หรือแผลเล็กผ่านกล้องไมโครสโคป (Microscopic spine surgery) : การสอดกล้องผ่านแผลขนาดเล็กเพื่อเข้าไปจัดการจุดที่กดทับเส้นประสาท ช่วยลดการทำลายเนื้อเยื่อส่วนดี
- การฉีดซีเมนต์เสริมกระดูก : ในกรณีที่มีกระดูกหัก แพทย์จะฉีดซีเมนต์ผ่านแผลขนาดเล็กประมาณหลอดกาแฟ เพื่อเสริมความแข็งแรงโดยไม่ต้องยึดสกรู
- การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอว (Spinal fusion) : ใช้สำหรับรักษาภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อน
แนะนำวิธีป้องกันอาการปวดหลังเรื้อรัง ทำได้อย่างไร
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและเสริมสร้างความแข็งแรงของโครงสร้างร่างกาย เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของอาการปวดหลังเรื้อรังได้อย่างยั่งยืน ดังนี้
- บริหารกล้ามเนื้อหลังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และความยืดหยุ่นในการรองรับน้ำหนักตัว
- ไม่ควรเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายในบริเวณพื้นที่ขรุขระ หรือทางขึ้นลงที่สูง เพื่อป้องกันการบิดเอียงของกระดูกสันหลังสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านการทรงตัว
- สำหรับผู้สูงอายุ ควรเน้นการบริหารยืดกล้ามเนื้อหลังเพียงเล็กน้อยก่อนการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บกึ่งกลางหลังบริเวณกระเบนเหน็บ
- ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับร่างกาย เพื่อลดภาระการกดทับบริเวณกระดูกสันหลัง
- ปรับเปลี่ยนท่าทางในการยกของ โดยเฉพาะขณะยกของหนัก ควรใช้วิธีการย่อแล้วค่อย ๆ ยกของขึ้นในแนวราบ แทนการก้มยกสิ่งของขึ้นมา
ปวดหลังเรื้อรัง รักษาได้ที่ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า
อาการปวดหลังเรื้อรังเป็นภาวะที่ต้องการการวินิจฉัยอย่างตรงจุดจากผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากสาเหตุอาจมาจากความเสื่อมตามวัย พฤติกรรมการทำงาน หรืออุบัติเหตุ การสังเกตอาการเตือนและเข้ารับการตรวจด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง MRI จะช่วยให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการกายภาพบำบัด การใช้ยา หรือการผ่าตัดแผลเล็ก เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดในระยะยาว
ที่ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เราพร้อมให้บริการดูแลปัญหาปวดหลังเรื้อรังอย่างครบวงจร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์สูงในการผ่าตัดกระดูกสันหลังและข้อ มั่นใจด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาแบบส่องกล้อง (Endoscopic Surgery) และเครื่องคอมพิวเตอร์นำวิถีที่แม่นยำตามมาตรฐาน JCI ระดับสากล ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว พร้อมทีมกายภาพบำบัดที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายเฉพาะบุคคล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดหลังเรื้อรัง
1. การออกกำลังกายช่วยบรรเทาปวดหลังเรื้อรังได้ไหม?
การออกกำลังกายช่วยลดปวดหลังเรื้อรังได้มากหากทำอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเน้นการบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงเพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง สำหรับผู้สูงอายุควรเน้นการยืดกล้ามเนื้อเบา ๆ ก่อนเริ่มกิจกรรมเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ
2. กายภาพบำบัดช่วยเรื่องปวดหลังเรื้อรังได้จริงไหม?
ช่วยลดปวดหลังเรื้อรังได้จริง และยังเป็นส่วนสำคัญของการรักษาแบบประคับประคอง นักกายภาพบำบัดจะช่วยออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูเพื่อลดอาการอักเสบ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้โครงสร้างสันหลัง วิธีนี้ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้ยาในระยะยาว และช่วยป้องกันไม่ให้ภาวะที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้นจนต้องเข้ารับการผ่าตัด
3. ปวดหลังเรื้อรังอันตรายถึงชีวิตไหม?
โดยทั่วไปอาการปวดหลังเรื้อรังมักไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หากพบสัญญาณอันตรายร่วมด้วย เช่น ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรือมีภาวะปัสสาวะไม่ออก (Cauda Equina Syndrome) รวมถึงน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติที่รุนแรง
4. คนปวดหลังเรื้อรัง ควรนอนท่าไหน?
ปวดหลังเรื้อรังควรเลือกท่านอนที่รักษาความโค้งของกระดูกสันหลังให้เป็นธรรมชาติที่สุด เช่น การนอนตะแคงโดยมีหมอนรองระหว่างเข่า หรือการนอนหงายโดยมีหมอนหนุนใต้ข้อพับเข่า เพื่อลดความตึงของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการนอนบนที่นอนที่นิ่มเกินไป เพราะจะทำให้สันหลังเสียสมดุล และอาจกระตุ้นอาการปวดในตอนกลางคืนได้
References
Mayo Clinic Staff. (2024, September 26). Back pain. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/back-pain/symptoms-causes/syc-20369906
Stephanie Van, MD. (n.d.). 7 Ways to Treat Chronic Back Pain Without Surgery. John Hopkins Medicine. https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/back-pain/7-ways-to-treat-chronic-back-pain-without-surgery
Back pain. (2025, June 10). NHS UK. https://www.nhs.uk/conditions/back-pain/