บทความสุขภาพ

Knowledge

ภูมิแพ้เกิดจากอะไร? เข้าใจสาเหตุ หลีกเลี่ยงอาการแพ้ได้

โรคภูมิแพ้เป็นโรคยอดฮิตในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีผลมาจากมลภาวะที่มากขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล โดยอาการภูมิแพ้มักพบมากในฤดูหนาวและฝน สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) รายงานว่า เราสามารถพบโรคภูมิแพ้ในประชากรที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปได้มากถึง 31% เลยทีเดียว โดยมีสาเหตุการแพ้ ลักษณะอาการแพ้ และความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งบางรายอาจมีอาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้


Key Takeaways


  • โรคภูมิแพ้เกิดจากการตอบสนองที่ไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งอาจพบในอากาศ อาหาร สารเคมี หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  • อาการของโรคภูมิแพ้แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น คัน จาม น้ำมูกไหล ไปจนถึงภาวะรุนแรงแบบเฉียบพลัน (Anaphylaxis) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • แม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น รับประทานยา ดูแลสุขภาพ และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ภูมิแพ้คืออะไร?


ภูมิแพ้ คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) หรือสารระคายเคืองไวเกิน (Hypersensitivity) ทั้งที่ปกติแล้วสารเหล่านี้มักไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป


เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปแล้ว จะมีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้โดยการหลั่งสารที่มีชื่อว่า ฮิสทามีน (Histamine) ส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการโรคภูมิแพ้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือคันตามผิวหนัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงระบบใดระบบหนึ่ง หรือเกิดขึ้นพร้อมกันหลายระบบก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของภูมิแพ้ และความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ของร่างกายแต่ละคน


สาเหตุของโรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร?


สาเหตุของภูมิแพ้เกิดจากสิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม โดยพบว่าหากพ่อหรือแม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้มากถึง 30-50% อีกปัจจัยหนึ่งคือสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม หากสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้บ่อย ๆ ก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่มักเป็นสาเหตุของภูมิแพ้ ได้แก่


  • เกสรดอกไม้ ละอองเกสรดอกไม้ที่ปลิวมาตามลม คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภูมิแพ้ขึ้น โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ชนิดเป็นไปตามฤดูกาล
  • ฝุ่นในบ้าน ฝุ่นที่เกาะอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบนชั้นหนังสือ ผ้าม่าน ที่นอน หมอน หรือล่องลอยอยู่ทั่วไปในอากาศ ล้วนเป็นสาเหตุที่พบในผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศ
  • เชื้อรา เชื้อรามักจะอยู่ในที่มืดและชื้น เช่น ในห้องน้ำ ใต้ถุนบ้าน ในตู้เย็น ในดินที่ปลูกต้นไม้ และสามารถขยายพันธุ์โดยการแพร่กระจายสปอร์ในอากาศ
  • สัตว์ สัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข นก ม้า และกระต่าย ก็เป็นสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้เช่นกัน โดยรังแค ชน น้ำลาย และปัสสาวะของสัตว์ รวมทั้งขนนก สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งสิ้น
  • มลพิษและสารระคายเคือง เช่น ควันธูป ควันบุหรี่ น้ำหอม สเปรย์ปรับอากาศ ควันไฟจากเตาถ่านและเตาผิง ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ฝุ่นพิษ PM2.5 และสารที่มีกลิ่นแรง ๆ ก็สามารถทำให้เกิดการระคายต่อจมูก และทำให้อาการโรคภูมิแพ้แย่ลงได้
  • แมลงสาบ รวมถึงฝุ่นที่เกิดจากซากหรือชิ้นส่วนของแมลงสาบ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ทางจมูกและโรคหอบหืดได้ โดยเฉพาะในเด็ก
  • สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอาหารต่าง ๆ เช่น อาหารทะเล ไข่ แป้งสาลี อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้หลากหลายระบบ
  • สารก่อภูมิแพ้จากการสัมผัส ไม่ว่าจะทางผิวหนัง ทางจมูก ทางตา ทางหู หรือถูกแมลงกัดต่อยผ่านผิวหนัง หรือ การได้รับยาต่าง ๆ อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ทางผิวหนังได้

อาการโรคภูมิแพ้


อาการคนเป็นภูมิแพ้

อาการโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของระบบร่างกายที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่


  • อาการทางระบบทางเดินหายใจ : อาจมีอาการเล็กน้อย เช่น คันจมูกและคอ น้ำมูกไหล ไอ จาม หากมีอาการแพ้มากจนทางเดินหายใจบวม อาจทำให้แน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ ในผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศบางรายอาจพบรอยคล้ำใต้ตาหากมีอาการแพ้เรื้อรังเป็นเวลานาน
  • อาการทางตา : อาจมีอาการระคายเคืองตาเล็กน้อย ไปจนถึงทำให้เยื่อบุตาอักเสบ มีอาการแสบตา ตาแดง คันตา เปลือกตาบวม ขยี้ตาบ่อย น้ำตาไหลผิดปกติ หรืออาจพบผื่นเล็ก ๆ รอบดวงตา
  • อาการทางผิวหนัง : มักพบอาการคัน ผื่นลมพิษ บวมแดงนูน ผื่นแดง ผิวหนังอักเสบ
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร : ทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย มักพบกับผู้ป่วยที่แพ้อาหารและยา

ลักษณะอาการแพ้ที่เกิดในแต่ละรายอาจมีความรุนแรงไม่เท่ากัน ในกรณีที่แพ้รุนแรงอาจเกิดอาการผิดปกติร่วมกันได้หลายระบบ โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้อย่างรุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis) ที่นับว่าเป็นภาวะอันตรายฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที


อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้


อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งฝุ่นละออง ควันพิษ และสารเคมีต่าง ๆ ในอากาศ ประกอบกับวิถีการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งการอยู่อาศัยในเมืองที่แออัด การอยู่ในอาคารปิดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ไม่ใส่ใจต่อการรักษาความสะอาด


นอกจากนี้ ปัจจัยทางจิตใจอย่างความเครียดก็มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากความเครียดสามารถกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จนเพิ่มความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ได้มากขึ้น


ประเภทของโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย


โรคภูมิแพ้สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของโรคภูมิแพ้ได้จากสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ดังนี้


ภูมิแพ้อากาศ


ภูมิแพ้อากาศ หรือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) มักเกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ สปอร์เชื้อราต่างๆ ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ทางเดินหายใจส่วนบนเกิดการระคายเคืองและอักเสบ โดยโรคภูมิแพ้อากาศสามารถ เกิดขึ้นได้ 2 แบบ ได้แก่


  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามช่วงฤดูกาล (Seasonal Allergic Rhinitis)/ ผู้ป่วยมักจะมีอาการกำเริบซ้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของทุกปี โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการแพ้เกสรดอกไม้
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตลอดทั้งปี (Perenial Allergic Rhinitis)/ มักเกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้ทุกช่วงเวลาของปี เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ ฝุ่นละออง ฯลฯ

ภูมิแพ้ผิวหนัง


ภูมิแพ้ผิวหนังสามารถเกิดจากการแพ้สารที่สัมผัส เช่น ไรฝุ่น สารเคมี หรืออาจสัมพันธ์กับการแพ้อาหารและยาก็ได้ โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่ อาการแสบ คัน ผื่นลมพิษ ตาบวม ปากบวม ผิวแดงแห้งลอก เป็นต้น


ภูมิแพ้อาหารและยา


ภูมิแพ้อาหารและยา มักเกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้หรือส่วนประกอบภายในอาหารหรือยานั้นๆ เมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายจะแสดงอาการแพ้ได้หลากหลายรูปแบบโดยเฉียบพลัน ตั้งแต่ปากบวม หน้าบวม ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ผื่นคัน ในรายที่แพ้รุนแรงอาจทำให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หมดสติ และเสียชีวิตได้ โดยอาหารที่พบการแพ้บ่อย ๆ ได้แก่ นมวัว ถั่วลิสง ไข่ อาหารทะเล เป็นต้น


มีอาการแบบนี้ รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคภูมิแพ้


ตรวจภูมิแพ้

หากมีอาการหรือสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ สามารถเข้ารับการตรวจภูมิแพ้ได้ โดยแพทย์จะมีแนวทางการตรวจวินิจฉัย ดังนี้


  1. แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย ได้แก่ ตรวจจมูก ตา หู คอ ตรวจปอดและหัวใจ รวมไปถึงสอบถามถึงลักษณะอาการแพ้และความรุนแรงของการแพ้ เพื่อประเมินสาเหตุ และวางแผนการรักษาและการป้องกันอาการแพ้
  2. แพทย์อาจให้ทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) โดยจะทำการสะกิดผิวหนังบริเวณแขนเพื่อทดสอบสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิดกับผิวหนัง เพื่อให้ทราบว่าสารก่อภูมิแพ้ใดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และทำการประเมินความรุนแรงของการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ
  3. การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้จากเลือด (Allergen Specific IgE) โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการนี้กับผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรง

การรักษาโรคภูมิแพ้


โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ โดยการรักษาโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดคือต้องมุ่งเน้นไปที่การ ‘หลีกเลี่ยง’ สิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามแพทย์อาจพิจารณาการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น


  • การรับประทานยาเพื่อลดอาการของโรคภูมิแพ้ เช่น ยาแก้แพ้ในกลุ่ม Antihistamine ยาลดอาการคัดจมูก (Decongestant) หรือยาพ่นจมูกในกลุ่มสเตียรอยด์
  • การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) ซึ่งเป็นวิธีการที่ให้ผลการรักษาดี ช่วยลดอาการแพ้ได้กว่า 80% และสามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ได้มากถึง 500-1000 เท่า โดยไม่ต้องกินยาประจำ แต่วิธีการนี้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นประจำสม่ำเสมอ 2-3 ปี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ยาวนานถึง 10 ปี
  • การผ่าตัด ใช้ในกรณีผู้มีโครงสร้างจมูกผิดปกติ ซึ่งทำให้มีอาการและมีความรุนแรงของโรคภูมิแพ้มากกว่าปกติ จนทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

การดูแลสุขภาพสำหรับผู้เป็นโรคภูมิแพ้


ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยสามารถดูแลตนเองได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และมลภาวะต่าง ๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้อาหารต้องระวังในการรับประทานอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ เพราะอาจมีส่วนประกอบที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ได้
  • รับประทานยาแก้แพ้หากมีอาการ และสังเกตอาการตนเอง โดยหากพบว่ามีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ โดยแพทย์จะแนะนำวิธีนี้ให้กับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้และมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วย ซึ่งการล้างจมูกจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ภายในจมูกออก พร้อมทั้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่จมูก
  • เลิกสูบบุหรี่ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ควรฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ

การป้องกันอาการแพ้


อาการแพ้มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นใด ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้


  • รักษาความสะอาดภายในบ้าน โดยต้องทำความสะอาดห้องนอนเป็นประจำเพื่อป้องกันไรฝุ่น ดูแลความสะอาดห้องน้ำเพื่อป้องกันเชื้อรา รวมไปถึงการกำจัดแมลงสาบในท่อระบายน้ำ
  • ใส่เสื้อผ้ามิดชิด สวมหน้ากากอนามัย อยู่เสมอเมื่อเดินทางไปนอกบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมภายนอก
  • เข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ เพื่อให้ทราบและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้มีอาการแพ้ โดยการทำการทดสอบภูมิแพ้ด้วยการสะกิดผิวหนัง (Skin prick test) หรือ การเจาะเลือด

โรคภูมิแพ้ ตรวจพบไว ป้องกันได้


โรคภูมิแพ้ คือการตอบสนองของร่างกายที่ไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ โดยเราสามารถทราบถึงชนิดของสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้ การตอบสนอง และความรุนแรงได้โดยเข้ารับการตรวจการทดสอบภูมิแพ้ หากพบว่าเป็นโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ รับประทานยาเพื่อลดอาการแพ้ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทั้งนี้ถ้าผู้ป่วยเกิดอาการแพ้รุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการแพ้ที่รุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้


โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโดยแพทย์เฉพาะทาง พร้อมแนะนำการดูแลตนเองและวิธีการรับมือเพื่อลดโอกาสอาการแพ้กำเริบซ้ำ สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภูมิแพ้


1. ขอบตาดำเพราะภูมิแพ้จริงหรือไม่?


โรคภูมิแพ้มีโอกาสทำให้ขอบตาดำได้จริง โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เนื่องจากอาการอักเสบบวมของโพรงจมูกทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกจนเกิดการคั่งบริเวณใต้ตา ทำให้สามารถมองเห็นผิวใต้ตาคล้ำกว่าปกติ


2. ภูมิแพ้ถือเป็นโรคประจำตัวไหม?


โรคภูมิแพ้ถือเป็นโรคประจำตัว ที่มีทั้งอาการรุนแรงและไม่รุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการเรื้อรังหรือกำเริบบ่อย เนื่องจากอาการมักเกิดซ้ำเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร หรืออาหารบางชนิด


References


InformedHealth.org [Internet]. Cologne, Germany: Institute for Quality and Efficiency in Health Care (IQWiG); 2006-. Overview: Allergies. [Updated 2023 Aug 8]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK447112/


Krans, B. & Holland, K. (2025, July 7). Everything You Need to Know About Allergies. Healthline. https://www.healthline.com/health/allergies


Allergies. (2025, January 4). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/8610-allergies

เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ

บทความที่เกี่ยวข้อง (9)

ดูทั้งหมด

รู้จักโรคภูมิแพ้ ก่อนโรคร้ายจะรู้จักคุณ ตอนที่2

การรักษาโรคภูมิแพ้ การรักษาด้วยยา ยารักษาโรคภูมิแพ้หลายชนิดเป็นยาสามัญที่คุณสามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป แต่ยารักษาโรคภูมิแพ้บางอย่างก็ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายให้ แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้ใช้ยาสามัญหรือสั่งจ่ายยาเฉพาะให้ หรือทั้งสองอย่างการรักษาด้วยยาจะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้อย่างถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำ 1. ยาแก้แพ้ (Antihistamine) ยาแก้แพ้เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยป้องกันไม่ให้ Histamineรบกวนเยื่อบุช่องจมูก จึงช่วยป้องกันอาการต่างๆ เช่น การจาม คันจมูก และมีน้ำมูกไหล คุณอาจซื้อยาแก้แพ้เองได้ โดยไม่ต้องให้แพทย์สั่ง แต่ยาเหล่านี้อาจทำให้ง่วงนอนได้ ส่วนยาแก้แพ้ที่ไม่ทำให้ง่วงนอนนั้น ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายให้หรือปรึกษาเภสัชกร ยาแก้แพ้ป้องกัน Histamine ไม่ให้รบกวนเยื่อบุช่องจมูก ลดการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล

อ่านเพิ่มเติม

รู้จักโรคภูมิแพ้ ก่อนโรคร้ายจะรู้จักคุณ ตอนที่1

โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคร้ายแรง เพราะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้บรรเทาลงจนคุณรู้สึกดีขึ้นเหมือนเป็นปกติได้ หากได้รับการรักษาและมีการปฏิบัติตนที่ถูกต้อง โรคภูมิแพ้ แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ โรคภูมิแพ้ตามฤดูกาล และโรคภูมิแพ้ชนิดตลอดปี อาการที่มักพบอยู่เสมอในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ได้แก่ จาม คัดจมูก ตา หู และลำคอ มีน้ำมูกใสๆ ไหลออกมาบ่อยๆ รู้สึกคัดจมูก ตาแดง และมีน้ำตาไหล นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเจ็บคอ ไอ อ่อนเพลีย ปวดท้อง ปวดศีรษะ หรือปวดบริเวณคาง และหน้าผากร่วมด้วย หากคุณมีอาการต่างๆ เหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย และกำหนดวิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ที่เหมาะที่สุด เพราะหากปล่อยไว้เรื้อรังอาจกลายเป็น โรคไซนัส และโพรงหลังจมูกอักเสบได้

อ่านเพิ่มเติม

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital