บทความสุขภาพ

Knowledge

ภูมิแพ้เกิดจากอะไร? เข้าใจสาเหตุ หลีกเลี่ยงอาการแพ้ได้

ภูมิแพ้เกิดจากอะไร? เข้าใจสาเหตุ หลีกเลี่ยงอาการแพ้ได้

โรคภูมิแพ้เป็นโรคยอดฮิตในปัจจุบัน ซึ่งอาจมีผลมาจากมลภาวะที่มากขึ้น หรือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล โดยอาการภูมิแพ้มักพบมากในฤดูหนาวและฝน สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ทั้งนี้จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (CDC) รายงานว่า เราสามารถพบโรคภูมิแพ้ในประชากรที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไปได้มากถึง 31% เลยทีเดียว โดยมีสาเหตุการแพ้ ลักษณะอาการแพ้ และความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งบางรายอาจมีอาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลันถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้


Key Takeaways


  • โรคภูมิแพ้เกิดจากการตอบสนองที่ไวเกินของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งอาจพบในอากาศ อาหาร สารเคมี หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว
  • อาการของโรคภูมิแพ้แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ตั้งแต่อาการเล็กน้อย เช่น คัน จาม น้ำมูกไหล ไปจนถึงภาวะรุนแรงแบบเฉียบพลัน (Anaphylaxis) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • แม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมได้ ด้วยการหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น รับประทานยา ดูแลสุขภาพ และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ภูมิแพ้คืออะไร?


ภูมิแพ้ คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) หรือสารระคายเคืองไวเกิน (Hypersensitivity) ทั้งที่ปกติแล้วสารเหล่านี้มักไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป


เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปแล้ว จะมีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้โดยการหลั่งสารที่มีชื่อว่า ฮิสทามีน (Histamine) ส่งผลให้ร่างกายแสดงอาการโรคภูมิแพ้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น อาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือคันตามผิวหนัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงระบบใดระบบหนึ่ง หรือเกิดขึ้นพร้อมกันหลายระบบก็ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของภูมิแพ้ และความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ของร่างกายแต่ละคน


สาเหตุของโรคภูมิแพ้เกิดจากอะไร?


สาเหตุของภูมิแพ้เกิดจากสิ่งแวดล้อมและพันธุกรรม โดยพบว่าหากพ่อหรือแม่มีประวัติเป็นภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้มากถึง 30-50% อีกปัจจัยหนึ่งคือสารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อม หากสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้บ่อย ๆ ก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่มักเป็นสาเหตุของภูมิแพ้ ได้แก่


  • เกสรดอกไม้ ละอองเกสรดอกไม้ที่ปลิวมาตามลม คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภูมิแพ้ขึ้น โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ชนิดเป็นไปตามฤดูกาล
  • ฝุ่นในบ้าน ฝุ่นที่เกาะอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบนชั้นหนังสือ ผ้าม่าน ที่นอน หมอน หรือล่องลอยอยู่ทั่วไปในอากาศ ล้วนเป็นสาเหตุที่พบในผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศ
  • เชื้อรา เชื้อรามักจะอยู่ในที่มืดและชื้น เช่น ในห้องน้ำ ใต้ถุนบ้าน ในตู้เย็น ในดินที่ปลูกต้นไม้ และสามารถขยายพันธุ์โดยการแพร่กระจายสปอร์ในอากาศ
  • สัตว์ สัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข นก ม้า และกระต่าย ก็เป็นสาเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้เช่นกัน โดยรังแค ชน น้ำลาย และปัสสาวะของสัตว์ รวมทั้งขนนก สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ทั้งสิ้น
  • มลพิษและสารระคายเคือง เช่น ควันธูป ควันบุหรี่ น้ำหอม สเปรย์ปรับอากาศ ควันไฟจากเตาถ่านและเตาผิง ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ฝุ่นพิษ PM2.5 และสารที่มีกลิ่นแรง ๆ ก็สามารถทำให้เกิดการระคายต่อจมูก และทำให้อาการโรคภูมิแพ้แย่ลงได้
  • แมลงสาบ รวมถึงฝุ่นที่เกิดจากซากหรือชิ้นส่วนของแมลงสาบ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ทางจมูกและโรคหอบหืดได้ โดยเฉพาะในเด็ก
  • สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอาหารต่าง ๆ เช่น อาหารทะเล ไข่ แป้งสาลี อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้หลากหลายระบบ
  • สารก่อภูมิแพ้จากการสัมผัส ไม่ว่าจะทางผิวหนัง ทางจมูก ทางตา ทางหู หรือถูกแมลงกัดต่อยผ่านผิวหนัง หรือ การได้รับยาต่าง ๆ อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ทางผิวหนังได้

อาการโรคภูมิแพ้


อาการคนเป็นภูมิแพ้

อาการโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของระบบร่างกายที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่


  • อาการทางระบบทางเดินหายใจ : อาจมีอาการเล็กน้อย เช่น คันจมูกและคอ น้ำมูกไหล ไอ จาม หากมีอาการแพ้มากจนทางเดินหายใจบวม อาจทำให้แน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ ในผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศบางรายอาจพบรอยคล้ำใต้ตาหากมีอาการแพ้เรื้อรังเป็นเวลานาน
  • อาการทางตา : อาจมีอาการระคายเคืองตาเล็กน้อย ไปจนถึงทำให้เยื่อบุตาอักเสบ มีอาการแสบตา ตาแดง คันตา เปลือกตาบวม ขยี้ตาบ่อย น้ำตาไหลผิดปกติ หรืออาจพบผื่นเล็ก ๆ รอบดวงตา
  • อาการทางผิวหนัง : มักพบอาการคัน ผื่นลมพิษ บวมแดงนูน ผื่นแดง ผิวหนังอักเสบ
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร : ทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย มักพบกับผู้ป่วยที่แพ้อาหารและยา

ลักษณะอาการแพ้ที่เกิดในแต่ละรายอาจมีความรุนแรงไม่เท่ากัน ในกรณีที่แพ้รุนแรงอาจเกิดอาการผิดปกติร่วมกันได้หลายระบบ โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้อย่างรุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis) ที่นับว่าเป็นภาวะอันตรายฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที


อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้


อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งฝุ่นละออง ควันพิษ และสารเคมีต่าง ๆ ในอากาศ ประกอบกับวิถีการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งการอยู่อาศัยในเมืองที่แออัด การอยู่ในอาคารปิดที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ไม่ใส่ใจต่อการรักษาความสะอาด


นอกจากนี้ ปัจจัยทางจิตใจอย่างความเครียดก็มีบทบาทสำคัญ เนื่องจากความเครียดสามารถกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จนเพิ่มความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ได้มากขึ้น


ประเภทของโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย


โรคภูมิแพ้สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของโรคภูมิแพ้ได้จากสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ดังนี้


ภูมิแพ้อากาศ


ภูมิแพ้อากาศ หรือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) มักเกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ สปอร์เชื้อราต่างๆ ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ทางเดินหายใจส่วนบนเกิดการระคายเคืองและอักเสบ โดยโรคภูมิแพ้อากาศสามารถ เกิดขึ้นได้ 2 แบบ ได้แก่


  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตามช่วงฤดูกาล (Seasonal Allergic Rhinitis)/ ผู้ป่วยมักจะมีอาการกำเริบซ้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของทุกปี โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากการแพ้เกสรดอกไม้
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ตลอดทั้งปี (Perenial Allergic Rhinitis)/ มักเกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้ทุกช่วงเวลาของปี เช่น ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ ฝุ่นละออง ฯลฯ

ภูมิแพ้ผิวหนัง


ภูมิแพ้ผิวหนังสามารถเกิดจากการแพ้สารที่สัมผัส เช่น ไรฝุ่น สารเคมี หรืออาจสัมพันธ์กับการแพ้อาหารและยาก็ได้ โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่ อาการแสบ คัน ผื่นลมพิษ ตาบวม ปากบวม ผิวแดงแห้งลอก เป็นต้น


ภูมิแพ้อาหารและยา


ภูมิแพ้อาหารและยา มักเกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้หรือส่วนประกอบภายในอาหารหรือยานั้นๆ เมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายจะแสดงอาการแพ้ได้หลากหลายรูปแบบโดยเฉียบพลัน ตั้งแต่ปากบวม หน้าบวม ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน ผื่นคัน ในรายที่แพ้รุนแรงอาจทำให้หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หมดสติ และเสียชีวิตได้ โดยอาหารที่พบการแพ้บ่อย ๆ ได้แก่ นมวัว ถั่วลิสง ไข่ อาหารทะเล เป็นต้น


มีอาการแบบนี้ รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคภูมิแพ้


ตรวจภูมิแพ้

หากมีอาการหรือสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ สามารถเข้ารับการตรวจภูมิแพ้ได้ โดยแพทย์จะมีแนวทางการตรวจวินิจฉัย ดังนี้


  1. แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย ได้แก่ ตรวจจมูก ตา หู คอ ตรวจปอดและหัวใจ รวมไปถึงสอบถามถึงลักษณะอาการแพ้และความรุนแรงของการแพ้ เพื่อประเมินสาเหตุ และวางแผนการรักษาและการป้องกันอาการแพ้
  2. แพทย์อาจให้ทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) โดยจะทำการสะกิดผิวหนังบริเวณแขนเพื่อทดสอบสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิดกับผิวหนัง เพื่อให้ทราบว่าสารก่อภูมิแพ้ใดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และทำการประเมินความรุนแรงของการตอบสนองของร่างกายผู้ป่วยเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ
  3. การตรวจหาสารก่อภูมิแพ้จากเลือด (Allergen Specific IgE) โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการนี้กับผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรง

การรักษาโรคภูมิแพ้


โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ โดยการรักษาโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดคือต้องมุ่งเน้นไปที่การ ‘หลีกเลี่ยง’ สิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามแพทย์อาจพิจารณาการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น


  • การรับประทานยาเพื่อลดอาการของโรคภูมิแพ้ เช่น ยาแก้แพ้ในกลุ่ม Antihistamine ยาลดอาการคัดจมูก (Decongestant) หรือยาพ่นจมูกในกลุ่มสเตียรอยด์
  • การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) ซึ่งเป็นวิธีการที่ให้ผลการรักษาดี ช่วยลดอาการแพ้ได้กว่า 80% และสามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ได้มากถึง 500-1000 เท่า โดยไม่ต้องกินยาประจำ แต่วิธีการนี้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นประจำสม่ำเสมอ 2-3 ปี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ยาวนานถึง 10 ปี
  • การผ่าตัด ใช้ในกรณีผู้มีโครงสร้างจมูกผิดปกติ ซึ่งทำให้มีอาการและมีความรุนแรงของโรคภูมิแพ้มากกว่าปกติ จนทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

การดูแลสุขภาพสำหรับผู้เป็นโรคภูมิแพ้


ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยสามารถดูแลตนเองได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และมลภาวะต่าง ๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้อาหารต้องระวังในการรับประทานอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ เพราะอาจมีส่วนประกอบที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ได้
  • รับประทานยาแก้แพ้หากมีอาการ และสังเกตอาการตนเอง โดยหากพบว่ามีอาการรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ โดยแพทย์จะแนะนำวิธีนี้ให้กับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้และมีอาการไซนัสอักเสบร่วมด้วย ซึ่งการล้างจมูกจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ภายในจมูกออก พร้อมทั้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่จมูก
  • เลิกสูบบุหรี่ และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ควรฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ

การป้องกันอาการแพ้


อาการแพ้มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นใด ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้


  • รักษาความสะอาดภายในบ้าน โดยต้องทำความสะอาดห้องนอนเป็นประจำเพื่อป้องกันไรฝุ่น ดูแลความสะอาดห้องน้ำเพื่อป้องกันเชื้อรา รวมไปถึงการกำจัดแมลงสาบในท่อระบายน้ำ
  • ใส่เสื้อผ้ามิดชิด สวมหน้ากากอนามัย อยู่เสมอเมื่อเดินทางไปนอกบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้จากสิ่งแวดล้อมภายนอก
  • เข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ เพื่อให้ทราบและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้มีอาการแพ้ โดยการทำการทดสอบภูมิแพ้ด้วยการสะกิดผิวหนัง (Skin prick test) หรือ การเจาะเลือด

โรคภูมิแพ้ ตรวจพบไว ป้องกันได้


โรคภูมิแพ้ คือการตอบสนองของร่างกายที่ไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ โดยเราสามารถทราบถึงชนิดของสารก่อภูมิแพ้ อาการแพ้ การตอบสนอง และความรุนแรงได้โดยเข้ารับการตรวจการทดสอบภูมิแพ้ หากพบว่าเป็นโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ รับประทานยาเพื่อลดอาการแพ้ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทั้งนี้ถ้าผู้ป่วยเกิดอาการแพ้รุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการแพ้ที่รุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้


โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโดยแพทย์เฉพาะทาง พร้อมแนะนำการดูแลตนเองและวิธีการรับมือเพื่อลดโอกาสอาการแพ้กำเริบซ้ำ สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภูมิแพ้


1. ขอบตาดำเพราะภูมิแพ้จริงหรือไม่?


โรคภูมิแพ้มีโอกาสทำให้ขอบตาดำได้จริง โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เนื่องจากอาการอักเสบบวมของโพรงจมูกทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกจนเกิดการคั่งบริเวณใต้ตา ทำให้สามารถมองเห็นผิวใต้ตาคล้ำกว่าปกติ


2. ภูมิแพ้ถือเป็นโรคประจำตัวไหม?


โรคภูมิแพ้ถือเป็นโรคประจำตัว ที่มีทั้งอาการรุนแรงและไม่รุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการเรื้อรังหรือกำเริบบ่อย เนื่องจากอาการมักเกิดซ้ำเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร หรืออาหารบางชนิด


References


InformedHealth.org [Internet]. Cologne, Germany: Institute for Quality and Efficiency in Health Care (IQWiG); 2006-. Overview: Allergies. [Updated 2023 Aug 8]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK447112/


Krans, B. & Holland, K. (2025, July 7). Everything You Need to Know About Allergies. Healthline. https://www.healthline.com/health/allergies


Allergies. (2025, January 4). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/8610-allergies

เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

รู้จักโรคภูมิแพ้ ก่อนโรคร้ายจะรู้จักคุณ ตอนที่2

การรักษาโรคภูมิแพ้ การรักษาด้วยยา ยารักษาโรคภูมิแพ้หลายชนิดเป็นยาสามัญที่คุณสามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป แต่ยารักษาโรคภูมิแพ้บางอย่างก็ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายให้ แพทย์ของคุณอาจแนะนำให้ใช้ยาสามัญหรือสั่งจ่ายยาเฉพาะให้ หรือทั้งสองอย่างการรักษาด้วยยาจะได้ผลดีที่สุดเมื่อใช้อย่างถูกต้องตามที่แพทย์แนะนำ 1. ยาแก้แพ้ (Antihistamine) ยาแก้แพ้เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยป้องกันไม่ให้ Histamineรบกวนเยื่อบุช่องจมูก จึงช่วยป้องกันอาการต่างๆ เช่น การจาม คันจมูก และมีน้ำมูกไหล คุณอาจซื้อยาแก้แพ้เองได้ โดยไม่ต้องให้แพทย์สั่ง แต่ยาเหล่านี้อาจทำให้ง่วงนอนได้ ส่วนยาแก้แพ้ที่ไม่ทำให้ง่วงนอนนั้น ควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายให้หรือปรึกษาเภสัชกร ยาแก้แพ้ป้องกัน Histamine ไม่ให้รบกวนเยื่อบุช่องจมูก ลดการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล

อ่านเพิ่มเติม

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital