บทความสุขภาพ

Knowledge

ศัลยกรรมเสริมหน้าอกแบบไหนดี รวมเรื่องที่ควรรู้ก่อนเสริมหน้าอก

นพ. พีระ เทียนไพฑูรย์

ศัลยกรรมเสริมหน้าอกแบบไหนดี รวมเรื่องที่ควรรู้ก่อนเสริมหน้าอก

การทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกคืออะไร

ศัลยกรรมเสริมหน้าอก (Breast Augmentation) คือ การผ่าตัดเพื่อเพิ่มขนาดหรือปรับรูปทรงของเต้านม โดยใช้ซิลิโคนหรือวัสดุทางการแพทย์ใส่เข้าไปภายในร่างกาย เพื่อให้หน้าอกมีขนาดและรูปร่างที่สวยงาม สมดุลกับรูปร่างโดยรวม


ในทางการแพทย์การศัลยกรรมหน้าอกสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่


  • การเสริมหน้าอก (Breast Augmentation)
  • การยกกระชับหน้าอก (Breast Lift / Mastopexy)
  • การลดขนาดหน้าอก (Breast Reduction)

ซึ่งแพทย์จะประเมินจาก “ปัญหาเฉพาะบุคคล” เป็นหลัก เพื่อออกแบบการรักษาที่เหมาะสมที่สุด


สาเหตุอะไรบ้างที่ควรเปลี่ยนแปลงรูปทรงของหน้าอก

โดยทั่วไปสามารถแบ่งการศัลยกรรมหน้าอกออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่


1. กลุ่มที่มีหน้าอกขนาดเล็กหรือไม่ได้สัดส่วน

ผู้ที่มีหน้าอกขนาดเล็ก หรือไม่สมดุลกับรูปร่าง ต้องการเพิ่มความมั่นใจและปรับสัดส่วนให้ดูดีขึ้น


2. กลุ่มที่มีหน้าอกหย่อนคล้อย (โดยเฉพาะหลังมีบุตร)

พบได้บ่อยในคุณแม่หลังคลอดหรือผู้ที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาจต้องทำ “ยกกระชับ” และในบางรายอาจเสริมซิลิโคนร่วมด้วย


3. กลุ่มที่มีหน้าอกขนาดใหญ่เกินไป

เต้านมขนาดใหญ่อาจส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ปวดหลัง ปวดคอและไหล่ หรือมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน


กลุ่มนี้มักรักษาด้วยการ “ลดขนาดเต้านม” (Reduction Mammoplasty) ร่วมกับการยกกระชับ


ซิลิโคนเสริมหน้าอกมีกี่รูปแบบ


ซิลิโคนเสริมหน้าอกมีกี่รูปแบบ

1. เสริมหน้าอกแบ่งตาม “รูปทรง”


  • เสริมหน้าอกทรงกลม (Round)

เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากช่วยเพิ่มความอิ่มเต็มบริเวณเนินอกด้านบน ทำให้หน้าอกดูโดดเด่น มีวอลลุ่มชัดเจน เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อหน้าอกเดิมค่อนข้างน้อย


  • เสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ (Teardrop)

ซิลิโคนเสริมหน้าอกทรงหยดน้ำ ออกแบบให้มีลักษณะใกล้เคียงเต้านมตามธรรมชาติ โดยช่วงบนจะค่อนข้างลาดเรียบ และมีความอิ่มตัวบริเวณด้านล่าง ช่วยให้ผลลัพธ์ดูนุ่มนวล กลมกลืนกับสรีระ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลุคเป็นธรรมชาติ ไม่เน้นความโดดเด่นจนเกินไป


ในปัจจุบัน ซิลิโคนทรงกลมรุ่นใหม่ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากสามารถให้รูปทรงที่ใกล้เคียงธรรมชาติได้ดี อีกทั้งยังช่วยลดข้อจำกัด และทำให้สามารถทดแทนการใช้งานของซิลิโคนทรงหยดน้ำได้


2. เสริมหน้าอกแบ่งตาม “พื้นผิว”


  • ผิวเรียบ (Smooth) ซิลิโคนผิวเรียบ มีลักษณะใส ผิวสัมผัสลื่นเรียบคล้ายถุงน้ำ สามารถใส่เข้าไปได้ง่ายระหว่างผ่าตัดเสริมหน้าอก ทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำน้อย บวมน้อย ใช้เวลาผ่าตัดระยะสั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดระยะเวลาพักฟื้น และยังมีรอยย่นต่ำ ทำให้เป็นที่นิยมใช้มากที่สุด
  • ผิวทราย (Textured) ซิลิโคนผิวทราย เป็นซิลิโคนที่มีพื้นผิวขรุขระเล็กน้อย ช่วยให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ จับยึดได้ดี สามารถลดความเสี่ยงพังผืดได้จากผลงานวิจัยต่างๆ โดยมีทั้งชนิดผิวหยาบมากและผิวหยาบน้อย ปัจจุบันศัลยแพทย์นิยมใช้แบบกึ่งผิวเรียบมากกว่าผิวทรายแบบดั้งเดิม

วิธีเลือกซิลิโคนเสริมหน้าอกอย่างไรให้เหมาะสม

การเลือกซิลิโคนไม่ใช่แค่ “เลือกขนาด” แต่ต้องพิจารณาหลายมิติร่วมกัน ได้แก่


1. โครงสร้างร่างกาย


  • ความกว้างฐานหน้าอก
  • ความหนาของเนื้อเยื่อ
  • รูปร่างสัดส่วนโดยรวม

2. ความปลอดภัยในระยะยาว


  • ไม่ควรเลือกขนาดใหญ่เกินสรีระ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อบางลง เห็นขอบซิลิโคน เกิดการหย่อนคล้อยเร็ว หรือเสี่ยงต่อภาวะ “นมชิด” (Symmastia)

ประเภทของการผ่าตัดเสริมหน้าอก

สามารถแบ่งได้ตาม “ตำแหน่งแผลผ่าตัด” และ “เทคนิคการผ่าตัด”


แบ่งตามตำแหน่งแผลผ่าตัด


  • เสริมหน้าอกใต้ราวนม (Inframammary Fold) การผ่าตัดแผลใต้ราวนมสามารถจัดวางตำแหน่งได้ถูกต้อง เสียเลือดน้อย และใช้ระยะฟื้นตัวสั้น
  • เสริมหน้าอกใต้รักแร้ (Transaxillary) และ รอบปานนม (Periareolar) การผ่าตัดแผลใต้รักแร้แบบดั้งเดิมจะมีโอกาสเกิดการช้ำและเสียเลือดได้มากกว่า และการพักฟื้นใช้เวลานานกว่าหากต้องการทำทางรักแร้ แนะนำให้ใช้การส่องกล้องร่วมด้วยเพราะสามารถป้องกันการบาดเจ็บ และลดอาการปวดหลังผ่าตัดได้
  • เสริมหน้าอกรอบปานนม (Periareolar) มีความเสี่ยงที่จะเกิดพังผืดมากกว่าวิธีอื่นจากความเสี่ยงของแบคทีเรียในท่อน้ำนม ปัจจุบันจึงไม่นิยมใช้

การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเสริมหน้าอก

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้เข้ารับบริการควรเตรียมตัวดังนี้


  1. การประเมินสุขภาพ ตรวจร่างกาย แจ้งโรคประจำตัว แจ้งยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด
  2. หยุดสูบบุหรี่และหยุดดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  3. หยุดยาที่รับประทานบางชนิดที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดก่อนการผ่าตัด เช่น วิตามิน E , สมุนไพรบางชนิด , ยา NSAIDs

วิธีการดูแลหลังผ่าตัดเสริมหน้าอก

การดูแลหลังผ่าตัดมีผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ระยะยาว


ระยะสั้น (1–2 สัปดาห์แรก)


  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • งดขับรถ
  • จำกัดการใช้กล้ามเนื้อหน้าอก
  • ระวังเลือดออกและการติดเชื้อ

ระยะกลาง (1–3 เดือน)


  • งดออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้ออก
  • ใส่บราแบบไม่มีโครง

ระยะยาว (3–6 เดือน)


  • สามารถเริ่มกลับมาออกกำลังกายได้
  • ใส่บราที่ช่วยพยุงทรงหน้าอก

ควรปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด เข้ารับการติดตามผล (Follow-up) อย่างต่อเนื่อง


ศัลยกรรมเสริมหน้าอกไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่เป็นการออกแบบรูปร่างให้เหมาะสมกับสรีระเฉพาะบุคคล การเลือกเทคนิค ซิลิโคน และการดูแลหลังผ่าตัด ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทั้ง “ผลลัพธ์” และ “ความปลอดภัยในระยะยาว”


การปรึกษาศัลยแพทย์เฉพาะทางจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการศัลยกรรมเสริมหน้าอก


1. เสริมหน้าอกแล้วให้นมบุตรได้ไหม?


ในกรณีส่วนใหญ่เมื่อเสริมหน้าอกแล้ว “สามารถให้นมบุตรได้” โดยเฉพาะหากวางซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ และไม่ได้กระทบต่อท่อน้ำนมโดยตรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและโครงสร้างเดิมของผู้ป่วย และควรสอบถามแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลแต่ละบุคคลอีกครั้ง


2. ควรเลือกทรงกลมหรือทรงหยดน้ำดีกว่า?


  • ทรงกลม: นิยมที่สุด ให้ความอวบอิ่ม และไม่มีปัญหาเรื่องการหมุน
  • ทรงหยดน้ำ: เหมาะกับบางเคสที่ต้องการความเป็นธรรมชาติสูง
  • แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากโครงสร้างหน้าอกของแต่ละบุคคล

3. อายุเท่าไหร่ถึงสามารถเสริมหน้าอกได้?


โดยทั่วไปควรมีอายุ 18 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตเต็มที่


บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

การรักษาความผิดปกติของเม็ดสีบนผิวหนังด้วย Q-SWITCHED ND-YAG LASER

เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 2 รูปแบบ คือ 1,064 นาโนเมตร และ 532 นาโนเมตร (Frequency-double mode) โดยความกว้างของคลื่น (Pulse Width) 10-20 นาโนเซค และความถี่ 10 เฮริ์ท พลังงานประมาณ 5-7 จูลต่อตารางเซนติเมตร ใช้ในการรักษาความผิดปกติของเม็ดสีอย่างได้ผล เนื่องจากเลเซอร์ชนิดนี้ออกฤทธิ์ทำลายเม็ดสีที่ผิดปกติโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดสีที่มีลักษณะเป็นสีน้ำเงินถึงดำคล้ำ โดยแสงเลเซอร์สามารถทะลุทะลวงลงไปใต้ผิวได้ ประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร จึงเหมาะที่จะใช้ทำลายรอยดำคล้ำที่อยู่ลึกๆ ในชั้นหนังแท้อย่างได้ผล เช่น ริมฝีปากดำคล้ำ รอยสักคิ้ว รอยสักตามบริเวณลำตัว และกระแดด ที่มีลักษณะเป็นวง (Solar Lentigenes) หรือ กระลึกบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง (Nevus of Ota or Hori’s nevus)ความถี่ของการยิงเลเซอร์

อ่านเพิ่มเติม

Facial Design

ปัญหาริ้วรอย ร่องลึก รอยย่น รูปหน้าไม่สมส่วน สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการรักษาในปัจจุบันด้วยสารที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า Filler Filler คืออะไร ก็คือ สารที่ใช้ฉีดเพื่อเติมหรือเสริมในชั้นผิวหนัง หรือใต้จากผิวหนัง เพื่อช่วยลดแก้ไข ปัญหาบางประการของผิวหนัง เช่น รอยย่นจากวัย รอยย่นที่เกิดจากแสงแดด แผลเป็นชนิดหลุมหรือเสริมในบริเวณที่ขาด เช่น ร่องแก้ม ริมฝีปาก คาง และจมูก เป็นต้น ใช้ฉีดเพื่อเติมเต็มส่วนบกพร่องของใบหน้า เช่น ความหย่อนคล้อย ร่องลึก แก้มตอบ หน้าลึกโหล หรือกรณีโครงหน้าแลดูมีอายุมาก และตัวสารปลอดภัยได้รับการรับรองจาก อย. นวัตกรรมที่แพทย์ผิวหนังและคนใช้เลือกใช้ทั่วโลก

อ่านเพิ่มเติม

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital