Skin Test หรือ ‘การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง’ หนึ่งในวิธีที่แพทย์ใช้เพื่อช่วยประเมินว่าร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ อาหาร หรือแม้แต่สารเคมีบางชนิด การทำ Skin Test จะช่วยให้คุณสามารถตรวจว่าแพ้อะไรบ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเหล่านั้นได้อย่างตรงจุด และป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ที่เป็นอันตรายได้
บทความนี้จะพาท่านไปทำความรู้จักกับ Skin Test อย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจอาการแพ้ ไปจนถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อความเข้าใจและสามารถดูแลสุขภาพตัวเองได้อย่างถูกวิธี
Key Takeaways
- การทำ Skin Test คือการทดสอบภูมิแพ้โดยใช้สารก่อภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ สะกิดลงบนผิวหนัง เพื่อตรวจหาว่าร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารใดบ้าง
- การตรวจด้วย Skin Test เหมาะกับผู้ที่สงสัยว่าตนเองมีอาการแพ้ เช่น ผื่นขึ้น, จาม, คัดจมูก, คันตา, ไอเรื้อรัง หรือมีอาการแพ้รุนแรงหลังกินอาหารบางชนิด หรือ หลังถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
- การตรวจ Skin Test มีผลข้างเคียงน้อยมาก ที่พบบ่อยคืออาการคัน บวม แดงบนผิวบริเวณที่ตรวจ แต่จะหายได้เองใน 1-2 ชั่วโมง
Skin Test การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง คืออะไร
การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) คือ การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) ที่ร่างกายของแต่ละคนตอบสนอง โดยแพทย์จะหยอดสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ ลงไปบนผิว เช่น สารก่อภูมิแพ้จาก ไรฝุ่น, ละอองเกสรหญ้า, เชื้อรา, แมว, สุนัข, อาหารทะเล, นมวัว, ไข่, ถั่วเหลือง, ถั่วลิสง, แป้งสาลี แล้วใช้เข็มสะกิดเบา ๆ เพื่อดูว่าผิวหนังบริเวณนั้นเกิดปฏิกิริยาอย่างไร สำหรับคนที่แพ้สารนั้น จะมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เช่น บวม แดง คัน หรือมีผื่นขึ้น
ใครเหมาะกับการทำ Skin Test บ้าง?

ผู้ที่เหมาะกับการเทสภูมิแพ้ ด้วยวิธี Skin Test คือผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ทางเดินหายใจ (Respiratory Allergies) : เช่น มีอาการคัดจมูก, น้ำมูกไหล, จาม, ไอ, มีอาการคล้ายหวัดบ่อย ๆ หรือคนในครอบครัวมีประวัติภูมิแพ้ รวมถึงผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ในเด็ก, หอบหืด หรือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้
- ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ผิวหนัง (Skin Allergies) : เช่น ผื่นคัน, ลมพิษ, ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังชนิดเอคซิม่า (Eczema)
- ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ที่ตา (Eye Allergies) : เช่น คันตา, ตาบวม, น้ำตาไหล หรือเยื่อบุตาอักเสบ
- ผู้ที่มีอาการแพ้อาหาร (Food Allergy) : สงสัยว่ามีอาการแพ้อาหารบางชนิด เช่น คันในปาก, ลิ้นบวม, ผื่นขึ้นหลังรับประทานอาหาร
- ผู้ที่มีอาการแพ้ยาหรือแมลงกัดต่อย : เช่น บวม แดง หรือมีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) หลังถูกแมลงกัดต่อย
- ผู้ที่ต้องการทราบปัจจัยกระตุ้นอาการแพ้ : เพื่อวางแผนการหลีกเลี่ยงและรักษาอย่างตรงจุด
Skin Test มีประโยชน์อย่างไร
การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือ Skin Test มีประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลสุขภาพ ดังนี้
- ช่วยระบุสาเหตุของอาการแพ้ว่ามาจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง รุนแรงแค่ไหน ทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ของคุณได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
- เมื่อทราบสาเหตุของอาการแพ้แล้ว จะช่วยให้แต่ละคนรู้ว่าตัวเองควรหลีกเลี่ยงอะไร เช่น สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข หรือแมว หลีกเลี่ยงการทานอาหารทะเล ถั่วบางชนิด ไข่ นม เป็นต้น
- ช่วยลดโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรง ที่บางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
- แพทย์จะสามารถวางแผนการรักษาที่เหมาะสมได้ กรณีที่ต้องการลดอาการแพ้ หรือจำเป็นต้องอยู่ใกล้สิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ โดยจะมีการรักษาด้วยวิธีการฉีดวัคซีนภูมิแพ้เข้าใต้ชั้นผิวหนัง หรือใช้วัคซีนภูมิแพ้ชนิดอมใต้ลิ้น
วิธีเตรียมตัวก่อนตรวจ Skin Test
เพื่อให้ผลการตรวจ Skin Test มีความแม่นยำสูงสุด ควรเตรียมตัวตามข้อแนะนำเหล่านี้
- หยุดใช้ยาแก้แพ้ กลุ่มยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) ที่ใช้เป็น ยาลดน้ำมูก, ยาแก้คัน หรือยารักษาลมพิษ เช่น Cetirizine, Desloratadine อย่างน้อย 7 วัน ก่อนทำการตรวจ Skin Test เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจกดการตอบสนองของผิวหนัง ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน
- งดใช้ยาสเตียรอยด์ ไม่ว่าจะเป็นชนิดฉีด ทา หรือรับประทาน อย่างน้อย 1-3 สัปดาห์ หากมีความจำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ ให้แจ้งแพทย์ล่วงหน้าเพื่อประเมินความเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการใช้ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาแก้เวียนศีรษะ หรือยาแก้เมารถ อย่างน้อย 1-3 สัปดาห์ เพราะอาจส่งผลต่อการทดสอบ
- แจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งหากมีประวัติแพ้ยา หรือมียารักษาโรคประจำตัวที่ต้องกินประจำ เพื่อความปลอดภัยและความแม่นยำของผลตรวจ
- ในวันทดสอบให้สวมเสื้อแขนสั้น พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนตรวจ
ขั้นตอนการตรวจ Skin Test ต้องทำอะไรบ้าง?

ขั้นตอนการทำ Skin Test โดยทั่วไปใช้เวลาไม่นาน และไม่เจ็บมาก โดยมีขั้นตอนดังนี้
- เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดผิวหนัง อาจเป็นท้องแขนหรือหลังส่วนบน
- ทำเครื่องหมายบนผิวหนังบริเวณที่จะตรวจ Skin Test ด้วยปากกา
- หยดสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ลงบนผิว
- แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กสะกิดผิวหนังจุดที่หยดน้ำยาทดสอบไว้เบา ๆ โดยผู้เข้ารับการตรวจอาจรู้สึกคล้ายถูกมดกัดเล็กน้อย
- รออ่านผล Skin Test ประมาณ 15-20 นาที เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของผิวหนัง
- แพทย์บันทึกผลว่าเกิดรอยนูน แดง หรือคันในบริเวณที่ทดสอบหรือไม่
- จากนั้นเช็ดทำความสะอาดผิวด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้ออีกครั้ง
- ทายาเพื่อลดอาการคัน บวม แดง แล้วตุ่มนูนต่าง ๆ จะหายได้เองเมื่อผ่านไป 1-2 ชั่วโมง
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังตรวจ Skin Test

โดยทั่วไปแล้ว Skin Test ถือเป็นการตรวจที่ปลอดภัย และผลข้างเคียงน้อยมาก เพราะใช้น้ำยาก่อภูมิแพ้ในปริมาณเล็กน้อยเท่าเม็ดถั่วเขียวเท่านั้น ทำให้มีโอกาสเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรงได้น้อย แต่หลังทำ Skin Test อาจเกิดอาการเหล่านี้ได้
- อาการคันและบวม : บริเวณที่ทำการตรวจ Skin Test อาจมีอาการคัน บวม หรือแดง ซึ่งจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมง สามารถใช้ยาแก้แพ้ชนิดทาภายนอก หรือยาแก้แพ้แบบรับประทานเพื่อบรรเทาอาการได้
- ปฏิกิริยารุนแรง : ในกรณีที่แพ้รุนแรง (Anaphylaxis) มาก ๆ อาจทำให้มีอาการ เช่น ผื่นขึ้นทั่วตัว แน่นหน้าอก หรือความดันโลหิตต่ำ ซึ่งถ้าทำ Skin Test กับโรงพยาบาล จะมีแพทย์คอยสังเกตอาการต่าง ๆ ของคนไข้อย่างใกล้ชิด พร้อมให้การรักษาแบบทันท่วงที อย่างไรก็ตาม โอกาสการเกิดการแพ้รุนแรงค่อนข้างน้อยมาก
แพ้อะไร ก็เลี่ยงได้ ด้วยการตรวจ Skin Test
การทำ Skin Test เป็นวิธีตรวจที่ช่วยระบุได้อย่างแม่นยำว่าร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใดบ้าง ขั้นตอนการตรวจรวดเร็ว ไม่ซับซ้อน และมีผลข้างเคียงน้อยมาก เมื่อทราบผลแล้ว ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น คันตา คัดจมูก น้ำมูกไหล ฯลฯ ได้ตรงจุด ช่วยลดการเกิดอาการแพ้ซ้ำ ๆ ที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และป้องกันภาวะแพ้รุนแรงที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต
หากท่านมีอาการที่น่าสงสัยว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็นผื่นคัน ลมพิษ หอบหืด หรือมีอาการแพ้อาหาร โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้บริการ Skin Test โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง มีเครื่องมือได้มาตรฐาน และดูแลอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เพื่อให้การดูแลสุขภาพของคุณเป็นไปอย่างถูกต้องและตรงจุดที่สุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Skin Test
Skin Test แสดงผลการทดสอบอย่างไรบ้าง?
ผลหลังการทดสอบ Skin Test จะถูกแปลผลได้ 4 ประเภท คือ
- Positive Result : ผลบวก หมายถึงผิวหนังมีปฏิกิริยาบวมแดงหลังการทดสอบ ซึ่งแสดงว่ามีอาการแพ้ต่อสารชนิดนั้น
- Negative Result : ผลลบ หมายถึงผิวหนังไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ หรือมีขนาดเล็กมาก ซึ่งแสดงว่าไม่แพ้ต่อสารชนิดนั้น
- False Positive Result : ผลบวกเทียม อาจเกิดจากปัจจัยอื่นที่ทำให้ผิวตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ในขณะทดสอบ แต่ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เมื่อพบเจอสารนั้นในชีวิตประจำวัน
- False Negative Result : เป็นผลลบเทียม ทำให้ร่างกายไม่มีอาการแพ้ขณะทดสอบ แต่มีอาการเมื่อเจอสารก่อภูมิแพ้นั้นในชีวิตจริง อาจเกิดจากการหยุดยาแก้แพ้ไม่นานพอ หรือปัจจัยอื่น ๆ
Skin Test ไม่เหมาะกับใคร
การ Skin Test อาจไม่เหมาะกับคนบางกลุ่ม เช่น
- ผู้ที่มีผิวหนังอักเสบรุนแรง หรือมีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย
- ผู้ที่กำลังใช้ยาบางชนิด หยุดยาไม่ได้ เช่น ยาแก้แพ้กลุ่มต้านฮิสตามีน ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือยาต้านเศร้า (Antidepressant) บางชนิด
- ผู้ที่เคยมีประวัติอาการแพ้รุนแรง
- สตรีมีครรภ์
- เด็กทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน
References
Mayo Clinic Staff. (2024, March 26). Allergy skin tests. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/allergy-tests/about/pac-20392895
Morris, S.Y. (2018, June 6). What Is a Skin Prick Test?. Healthline. https://www.healthline.com/health/allergies/skin-prick-test-accuracy
Allergy Skin Test. (2023, April 4). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diagnostics/24912-allergy-skin-test