บทความสุขภาพ

Knowledge

รู้จัก ‘สะเก็ดเงิน’ โรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันที่รักษาไม่หายขาด

สะเก็ดเงิน ไม่ใช่แค่ผื่น แต่คือสัญญาณของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้เซลล์ผิวหนังเกิดการอักเสบและแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ ถึงแม้ว่าโรคนี้จะยังรักษาไม่หายขาดในปัจจุบัน แต่การรู้เท่าทันอาการ สาเหตุ และปัจจัยกระตุ้น คือก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมโรค และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


Key Takeaways


  • โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นแดง หนานูน และลอกเป็นขุย พบได้หลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
  • โรคสะเก็ดเงินไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่สามารถควบคุมอาการได้หลากหลายวิธี เช่น ยาทาภายนอก การฉายแสง UVB/PUVA ยารับประทาน และยากลุ่มชีววัตถุ
  • ผิวแห้ง คัน ตกสะเก็ดอย่าชะล่าใจ ตรวจพบเร็ว ดูแลเร็ว ควบคุมโรคได้ดีกว่า ช่วยลดการกำเริบและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอย่างเช่น สะเก็ดเงินข้ออักเสบ ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) คืออะไร?


โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis Vulgaris) คือ โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผิวหนังมีการผลัดเซลล์เร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดผื่นแดง ผิวแห้ง หนานูน และลอกเป็นขุยคล้ายสะเก็ดบนผิว ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกเจ็บ แสบร้อน หรือคันร่วมด้วย


ผื่นสะเก็ดเงินสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายตำแหน่ง เช่น หนังศีรษะ ข้อศอก เข่า หลัง ลำตัว หรือแม้แต่บริเวณเล็บและร่องนิ้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงความมั่นใจของผู้ป่วยในระยะยาว


แม้โรคสะเก็ดเงินจะเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถหายขาดได้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยควบคุมอาการ ลดการกำเริบ และทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อีกครั้ง


สะเก็ดเงินมีกี่ชนิด? รู้ไว้…ช่วยสังเกตอาการได้เร็วขึ้น


โรคสะเก็ดเงินมีหลายชนิดที่แสดงอาการแตกต่างกันออกไป การรู้จักชนิดของโรคจะช่วยให้เข้าใจอาการของตัวเองได้ดีขึ้น และสามารถเข้ารับการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


  1. Plaque Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดผื่นหนา)
    เป็นชนิดที่พบมากที่สุดถึง 80-90% ลักษณะเด่นของสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนาคือผื่นแดง หนานูน ผิวลอกเป็นแผ่นขุยสีขาวหรือเงิน มักพบที่ข้อศอก เข่า หนังศีรษะ ลำตัว หรือบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย ๆ
  2. Guttate Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดหยดน้ำ)
    สะเก็ดเงินชนิดนี้มีลักษณะรอยโรคเป็นผื่นรูปหยดน้ำขนาดเล็กกระจายทั่วลำตัว แขน ขา ซึ่งพบว่าการติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ เช่น คออักเสบ เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดสะเก็ดเงินชนิดหยดน้ำ พบได้มากในวัยรุ่นและคนอายุน้อย
  3. Inverse Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดผื่นแดงบริเวณรอยพับ)
    สะเก็ดเงินชนิดนี้มักจะมีลักษณะผื่นแดงเรียบ ไม่มีขุยเด่นชัด พบได้บ่อยบริเวณที่ผิวมีการเสียดสีมาก ๆ เช่น ตามรักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม หรือรอบอวัยวะเพศ มักเจ็บแสบและระคายเคืองง่าย
  4. Pustular Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง)
    สะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง มีลักษณะรอยโรคเป็นตุ่มหนองสีขาวขนาดเล็กบริเวณผิวหนังแดง อาจเกิดเฉพาะที่ เช่น ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในกรณีอาการรุนแรงอาจเกิดได้ทั่วร่างกาย พร้อมกับอาการไข้
  5. Erythrodermic Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดแดงทั่วตัว)
    เป็นรูปแบบที่พบไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีผิวหนังแดงลอกทั้งตัว อาจมีไข้ หนาวสั่น อาจเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หรือเกิดเรื้อรังในระยะยาว โดยผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดนี้อาจมีอาการของสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนานำมาก่อนได้
  6. Nail Psoriasis (สะเก็ดเงินเล็บ)
    ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินเล็บ จะมีการเปลี่ยนแปลงของเล็บ เช่น เล็บเป็นรู เล็บหนาตัว เล็บเปลี่ยนสี ซึ่งมักพบร่วมกับสะเก็ดเงินชนิดอื่น
  7. Palmoplantar Psoriasis (สะเก็ดเงินบริเวณมือเท้า)
    เป็นโรคสะเก็ดเงินที่มีรอยโรคอยู่บริเวณมือและเท้า ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นแดงขอบชัดตามฝ่ามือฝ่าเท้า หากอาการลุกลาม อาจเกิดรอยโรคที่หลังมือหรือหลังเท้าได้ด้วยเช่นกัน
  8. Sebopsoriasis (สะเก็ดเงินที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม)
    ลักษณะของสะเก็ดเงินที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม มักจะมีรอยโรคเป็นขุยไขมันอยู่ที่หนังศีรษะ ผู้ป่วยจะมีตุ่มตามศีรษะ หู ใบหน้า และหน้าอก ซึ่งเกิดจากโรคเซ็บเดิร์ม

สะเก็ดเงิน เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?


โรคสะเก็ดเงินเกิดจากอะไร

สะเก็ดเงินเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ โดยจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังขึ้น ทำให้เซลล์ผิวหนังถูกทำลาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวหนังใหม่อย่างรวดเร็ว จากนั้นระบบภูมิคุ้มกันก็จะก่อให้เกิดการอักเสบ และทำลายผิวหนังไปอีกเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแผ่นนูนหนาสะสมอยู่บนผิวหนัง และตกสะเก็ดเป็นขุยคล้ายรังแคในที่สุด


โรคสะเก็ดเงิน สามารถถูกกระตุ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้


  • พันธุกรรม พบได้บ่อยถึง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินทั้งหมด ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคสะเก็ดเงิน มักมีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินได้มากกว่า
  • การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย แม้ว่าไวรัสและแบคทีเรียจะไม่ได้ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินโดยตรง แต่ก็สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานผิดปกติได้ จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงินขึ้น
  • ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และทำงานผิดปกติได้
  • สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อากาศร้อนจัด เย็นจัด ทำให้ผิวอักเสบได้ง่ายขึ้น
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น lithium หรือ Beta-blockers
  • ผิวหนังบาดเจ็บจากการเกิดบาดแผล หรือการผ่าตัด

สะเก็ดเงินมีอาการอย่างไร?


อาการสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินสามารถแสดงอาการได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและตำแหน่งที่เกิดผื่น การรู้เท่าทันอาการสะเก็ดเงินเริ่มต้นจะช่วยให้เข้ารับการรักษาได้เร็ว และลดความเสี่ยงของการกำเริบหรือภาวะแทรกซ้อนในอนาคต โดยอาการที่พบได้บ่อยของโรคสะเก็ดเงิน ได้แก่


  • ผื่นแดง อักเสบ มีขอบชัดเจน
  • ผิวหนังหนา นูน และลอกเป็นขุยสีขาวเงิน
  • คัน แสบร้อน หรือเจ็บบริเวณผื่น
  • หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นแผ่นคล้ายรังแค
  • เล็บผิดรูป มีจุดบุ๋ม เล็บหนา หรือไหลออกจากเตียงเล็บ
  • ผื่นอาจเกิดบริเวณเดียวหรือหลายตำแหน่ง เช่น ข้อศอก เข่า หลัง ลำตัว หรือรอยพับของผิว
  • ในรายที่อาการรุนแรง อาจมีผิวแดงทั่วตัวหรือมีตุ่มหนองร่วมด้วย

หากมีอาการลักษณะคล้ายสะเก็ดเงินแม้เพียงเล็กน้อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างถูกต้อง เพราะการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่แรกเริ่มช่วยควบคุมโรคได้ดียิ่งขึ้น


สะเก็ดเงินตรวจอย่างไร? วิธีไหนบ้างที่แพทย์ใช้วินิจฉัยโรค


เป็นสะเก็ดเงิน

การวินิจฉัยโรคสะเก็ดเงินเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและตรงจุด เพราะอาการของสะเก็ดเงินอาจคล้ายกับโรคผิวหนังอื่น หากไม่ได้รับการประเมินอย่างแม่นยำ อาจนำไปสู่การรักษาที่ผิดวิธี และทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ซึ่งการวินิจฉัยโรคสะเก็ดเงินโดยทั่วไปประกอบด้วย


  • การซักประวัติ

แพทย์จะซักถามประวัติการเกิดผื่น ระยะเวลาที่เป็น ปัจจัยกระตุ้นที่สงสัย รวมถึงประวัติครอบครัวว่ามีใครเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือไม่ เนื่องจากโรคนี้มักมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม


  • การตรวจร่างกายโดยสังเกตลักษณะที่ปรากฏ

แพทย์ผิวหนังสามารถวินิจฉัยสะเก็ดเงินได้จากลักษณะเฉพาะ เช่น ผื่นแดงหนานูน ขอบชัดเจน และผิวลอกเป็นขุยสีขาวเงิน รวมถึงตำแหน่งของผื่น เช่น ข้อศอก เข่า หนังศีรษะ นอกจากนี้ยังมีการตรวจดูสภาพเล็บและหนังศีรษะ เพื่อหาความผิดปกติที่สัมพันธ์กับสะเก็ดเงิน เช่น เล็บเป็นรอยบุ๋ม เล็บหนาตัว หรือมีผื่นบนหนังศีรษะ เป็นต้น


  • การขูดผิวหนังหรือตัดชิ้นเนื้อ (Skin Biopsy)

ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน หรือต้องการยืนยันผลวินิจฉัย แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อผิวหนังขนาดเล็กไปตรวจทางพยาธิวิทยาในห้องปฏิบัติการ เพื่อแยกโรคสะเก็ดเงินออกจากโรคผิวหนังอื่นอย่างแม่นยำ


  • การประเมินอาการร่วมอื่น ๆ

โรคสะเก็ดเงินอาจแสดงอาการรูปแบบอื่นนอกจากลักษณะที่ปรากฏบนผิวหนัง เช่น อาการปวดข้อ บวมข้อ หรือข้อติด ซึ่งอาจบ่งบอกถึงโรคสะเก็ดเงินข้ออักเสบ (Psoriatic Arthritis) ที่ต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม


โรคสะเก็ดเงินรักษาได้ไหม? มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง?


แม้ว่าโรคสะเก็ดเงินจะเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ปัจจุบันมีวิธีรักษาหลากหลายที่ช่วยควบคุมอาการ ลดการอักเสบ และทำให้ผื่นสงบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพทย์จะพิจารณาวางแผนรักษาควบคุมอาการโรคที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเฉพาะราย ซึ่งจะมีแนวทางการรักษาดังนี้


1. การใช้ยาทาภายนอก (Topical Medications)


สำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีรอยโรคเล็กน้อยหรือปานกลาง แพทย์มักจะให้ยาทาภายนอกไปใช้ โดยยากลุ่มนี้มีหลายชนิดและใช้ตามความเหมาะสมของอาการ ยกตัวอย่างเช่น


  • ยาทากลุ่มคอติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษาสะเก็ดเงิน ช่วยลดการอักเสบ รอยแดง อาการคัน และความหนาของผื่นได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่อง เนื่องจากยาตัวนี้อาจทำให้ผิวบาง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กดการทำงานของต่อมหมวกไตอีกด้วย
  • ยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามิน D (Calcipotriol) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ลดการสร้างและผลัดเซลล์ผิวที่เร็วผิดปกติ ช่วยลดความหนาของผื่นได้ดี สามารถใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับยาทากลุ่มคอติโคสเตียรอยด์ เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์ในปริมาณมาก และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
  • ยาทาที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน (Coal Tar) ช่วยลดการอักเสบ ลดอาการคัน และชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิว เหมาะกับผื่นไม่รุนแรงหรือเป็นบริเวณหนังศีรษะ แต่ตัวยามีกลิ่นแรง และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในผู้ป่วยบางราย
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Calcineurin Inhibitors) เช่น Tacrolimus หรือ Pimecrolimus เป็นยาทางเลือกเพื่อใช้รักษาผื่นบริเวณผิวบอบบาง เช่น ใบหน้า รอบดวงตา ซึ่งยากลุ่มนี้ไม่มีผลทำให้ผิวบางเหมือนสเตียรอยด์ แต่ก็ไม่ควรใช้ต่อเนื่อง เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ และควรใช้ภายใต้คำสั่งจากแพทย์เท่านั้น
  • สารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง (Skin Moisturizer) ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดอาการระคายเคือง มักใช้ร่วมกับการรักษาโรคทุกระดับ

2. การรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียม (UV Phototherapy)


การรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียม ช่วยลดการอักเสบและการแบ่งตัวของเซลล์ผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีผื่นกระจายหลายตำแหน่ง โดยรังสีที่ใช้ในการรักษาสะเก็ดเงินมีอยู่ 2 ชนิด ดังนี้


  • รังสี UVB แบบคลื่นแคบ (Narrowband UVB : NB-UVB) เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน มีความปลอดภัยสูง ช่วยลดการอักเสบและการผลัดเซลล์ผิว เหมาะสำหรับสะเก็ดเงินทุกชนิด รวมถึงเด็กและหญิงตั้งครรภ์ โดยการรักษาจะต้องเข้ารับการฉายรังสี 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ผื่นค่อย ๆ จางลงอย่างสม่ำเสมอ
  • การฉายรังสีอัลตราไวโอเลต เอ พูว่า (PUVA Therapy) คือการรักษาด้วยแสงร่วมกับยา Psoralen เพื่อเพิ่มความไวของผิวต่อแสง เหมาะสำหรับผื่นรุนแรง ผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อ UVB แต่อาจจะไม่เหมาะกับสตรีตั้งครรภ์ หรือเด็ก เนื่องจากอาจทำให้ผิวบาง และมีความเสี่ยงกับดวงตา

3. การรักษาด้วยยาชนิดรับประทานและยาฉีด (Oral and Injected Medications)


การรักษาประเภทนี้จะใช้ในรายที่อาการปานกลางถึงรุนแรง มีรอยโรคกระจายมากกว่า 10% ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมด โดยตัวยาที่ใช้ ได้แก่ เมโธเทรกเซต ไซโคลสปอริน หรือยากลุ่มเรตินอยด์ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด


ในปัจจุบันมียากลุ่มใหม่ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินที่ต้นเหตุ คือ ยากลุ่มชีววัตถุ (Biologics) ในรูปแบบยาฉีด เป็นการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงต่อระบบภูมิคุ้มกัน เหมาะสำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมผื่นและลดการกำเริบ


โรคสะเก็ดเงิน ตรวจพบเร็ว ควบคุมโรคได้ดีกว่า


โรคสะเก็ดเงิน แม้จะเป็นโรคเรื้อรัง แต่หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้ควบคุมอาการได้ดี ลดการกำเริบของผื่น และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น สะเก็ดเงินข้ออักเสบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว


ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้การดูแลผู้ป่วยด้วยความจริงใจ โดยทีมแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางและเครื่องมือที่ทันสมัย ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมกับอาการเพื่อควบคุมโรค และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสะเก็ดเงิน


1. สะเก็ดเงินอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใดได้บ้าง?


โรคสะเก็ดเงินที่ควบคุมโรคได้ไม่ดี มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายระบบ ได้แก่


  • โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดตึงและบวมบริเวณข้อต่าง ๆ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคทางตา เช่น เยื่อบุตาอักเสบ เปลือกตาอักเสบ ตาแดง เป็นต้น
  • ผิวเปลี่ยนสีจากการอักเสบซ้ำ ๆ
  • โรคอ้วน
  • โรคเบาหวาน
  • โรคระบบภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ

นอกจากนี้การเป็นโรคสะเก็ดเงินยังทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจ และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้


2. โรคสะเก็ดเงิน ติดต่อทางไหน?


โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ จึงไม่สามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้


References


Psoriasis. (2022, November 15). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/6866-psoriasis


Mayo Clinic Staff. (2025, February 21). Psoriasis. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/psoriasis/symptoms-causes/syc-20355840


Rendon, A., & Schäkel, K. (2019). Psoriasis Pathogenesis and Treatment. International journal of molecular sciences, 20(6), 1475. https://doi.org/10.3390/ijms20061475

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

การรักษาความผิดปกติของเม็ดสีบนผิวหนังด้วย Q-SWITCHED ND-YAG LASER

เป็นเครื่องเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 2 รูปแบบ คือ 1,064 นาโนเมตร และ 532 นาโนเมตร (Frequency-double mode) โดยความกว้างของคลื่น (Pulse Width) 10-20 นาโนเซค และความถี่ 10 เฮริ์ท พลังงานประมาณ 5-7 จูลต่อตารางเซนติเมตร ใช้ในการรักษาความผิดปกติของเม็ดสีอย่างได้ผล เนื่องจากเลเซอร์ชนิดนี้ออกฤทธิ์ทำลายเม็ดสีที่ผิดปกติโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดสีที่มีลักษณะเป็นสีน้ำเงินถึงดำคล้ำ โดยแสงเลเซอร์สามารถทะลุทะลวงลงไปใต้ผิวได้ ประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร จึงเหมาะที่จะใช้ทำลายรอยดำคล้ำที่อยู่ลึกๆ ในชั้นหนังแท้อย่างได้ผล เช่น ริมฝีปากดำคล้ำ รอยสักคิ้ว รอยสักตามบริเวณลำตัว และกระแดด ที่มีลักษณะเป็นวง (Solar Lentigenes) หรือ กระลึกบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง (Nevus of Ota or Hori’s nevus)ความถี่ของการยิงเลเซอร์

อ่านเพิ่มเติม

Facial Design

ปัญหาริ้วรอย ร่องลึก รอยย่น รูปหน้าไม่สมส่วน สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการรักษาในปัจจุบันด้วยสารที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยเฉพาะ ที่เรียกว่า Filler Filler คืออะไร ก็คือ สารที่ใช้ฉีดเพื่อเติมหรือเสริมในชั้นผิวหนัง หรือใต้จากผิวหนัง เพื่อช่วยลดแก้ไข ปัญหาบางประการของผิวหนัง เช่น รอยย่นจากวัย รอยย่นที่เกิดจากแสงแดด แผลเป็นชนิดหลุมหรือเสริมในบริเวณที่ขาด เช่น ร่องแก้ม ริมฝีปาก คาง และจมูก เป็นต้น ใช้ฉีดเพื่อเติมเต็มส่วนบกพร่องของใบหน้า เช่น ความหย่อนคล้อย ร่องลึก แก้มตอบ หน้าลึกโหล หรือกรณีโครงหน้าแลดูมีอายุมาก และตัวสารปลอดภัยได้รับการรับรองจาก อย. นวัตกรรมที่แพทย์ผิวหนังและคนใช้เลือกใช้ทั่วโลก

อ่านเพิ่มเติม

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital