สะเก็ดเงิน ไม่ใช่แค่ผื่น แต่คือสัญญาณของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้เซลล์ผิวหนังเกิดการอักเสบและแบ่งตัวเร็วกว่าปกติ ถึงแม้ว่าโรคนี้จะยังรักษาไม่หายขาดในปัจจุบัน แต่การรู้เท่าทันอาการ สาเหตุ และปัจจัยกระตุ้น คือก้าวแรกและก้าวที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมโรค และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
Key Takeaways
- โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นแดง หนานูน และลอกเป็นขุย พบได้หลายตำแหน่งทั่วร่างกาย
- โรคสะเก็ดเงินไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน แต่สามารถควบคุมอาการได้หลากหลายวิธี เช่น ยาทาภายนอก การฉายแสง UVB/PUVA ยารับประทาน และยากลุ่มชีววัตถุ
- ผิวแห้ง คัน ตกสะเก็ดอย่าชะล่าใจ ตรวจพบเร็ว ดูแลเร็ว ควบคุมโรคได้ดีกว่า ช่วยลดการกำเริบและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอย่างเช่น สะเก็ดเงินข้ออักเสบ ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) คืออะไร?
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis Vulgaris) คือ โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ผิวหนังมีการผลัดเซลล์เร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดผื่นแดง ผิวแห้ง หนานูน และลอกเป็นขุยคล้ายสะเก็ดบนผิว ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกเจ็บ แสบร้อน หรือคันร่วมด้วย
ผื่นสะเก็ดเงินสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายตำแหน่ง เช่น หนังศีรษะ ข้อศอก เข่า หลัง ลำตัว หรือแม้แต่บริเวณเล็บและร่องนิ้ว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงความมั่นใจของผู้ป่วยในระยะยาว
แม้โรคสะเก็ดเงินจะเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถหายขาดได้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยควบคุมอาการ ลดการกำเริบ และทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อีกครั้ง
สะเก็ดเงินมีกี่ชนิด? รู้ไว้…ช่วยสังเกตอาการได้เร็วขึ้น
โรคสะเก็ดเงินมีหลายชนิดที่แสดงอาการแตกต่างกันออกไป การรู้จักชนิดของโรคจะช่วยให้เข้าใจอาการของตัวเองได้ดีขึ้น และสามารถเข้ารับการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- Plaque Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดผื่นหนา)
เป็นชนิดที่พบมากที่สุดถึง 80-90% ลักษณะเด่นของสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนาคือผื่นแดง หนานูน ผิวลอกเป็นแผ่นขุยสีขาวหรือเงิน มักพบที่ข้อศอก เข่า หนังศีรษะ ลำตัว หรือบริเวณที่มีการเสียดสีบ่อย ๆ - Guttate Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดหยดน้ำ)
สะเก็ดเงินชนิดนี้มีลักษณะรอยโรคเป็นผื่นรูปหยดน้ำขนาดเล็กกระจายทั่วลำตัว แขน ขา ซึ่งพบว่าการติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ เช่น คออักเสบ เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดสะเก็ดเงินชนิดหยดน้ำ พบได้มากในวัยรุ่นและคนอายุน้อย - Inverse Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดผื่นแดงบริเวณรอยพับ)
สะเก็ดเงินชนิดนี้มักจะมีลักษณะผื่นแดงเรียบ ไม่มีขุยเด่นชัด พบได้บ่อยบริเวณที่ผิวมีการเสียดสีมาก ๆ เช่น ตามรักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม หรือรอบอวัยวะเพศ มักเจ็บแสบและระคายเคืองง่าย - Pustular Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง)
สะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง มีลักษณะรอยโรคเป็นตุ่มหนองสีขาวขนาดเล็กบริเวณผิวหนังแดง อาจเกิดเฉพาะที่ เช่น ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ในกรณีอาการรุนแรงอาจเกิดได้ทั่วร่างกาย พร้อมกับอาการไข้ - Erythrodermic Psoriasis (สะเก็ดเงินชนิดแดงทั่วตัว)
เป็นรูปแบบที่พบไม่บ่อยแต่มีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีผิวหนังแดงลอกทั้งตัว อาจมีไข้ หนาวสั่น อาจเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หรือเกิดเรื้อรังในระยะยาว โดยผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดนี้อาจมีอาการของสะเก็ดเงินชนิดผื่นหนานำมาก่อนได้ - Nail Psoriasis (สะเก็ดเงินเล็บ)
ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินเล็บ จะมีการเปลี่ยนแปลงของเล็บ เช่น เล็บเป็นรู เล็บหนาตัว เล็บเปลี่ยนสี ซึ่งมักพบร่วมกับสะเก็ดเงินชนิดอื่น - Palmoplantar Psoriasis (สะเก็ดเงินบริเวณมือเท้า)
เป็นโรคสะเก็ดเงินที่มีรอยโรคอยู่บริเวณมือและเท้า ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นแดงขอบชัดตามฝ่ามือฝ่าเท้า หากอาการลุกลาม อาจเกิดรอยโรคที่หลังมือหรือหลังเท้าได้ด้วยเช่นกัน - Sebopsoriasis (สะเก็ดเงินที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม)
ลักษณะของสะเก็ดเงินที่คาบเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม มักจะมีรอยโรคเป็นขุยไขมันอยู่ที่หนังศีรษะ ผู้ป่วยจะมีตุ่มตามศีรษะ หู ใบหน้า และหน้าอก ซึ่งเกิดจากโรคเซ็บเดิร์ม
สะเก็ดเงิน เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?

สะเก็ดเงินเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ โดยจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังขึ้น ทำให้เซลล์ผิวหนังถูกทำลาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวหนังใหม่อย่างรวดเร็ว จากนั้นระบบภูมิคุ้มกันก็จะก่อให้เกิดการอักเสบ และทำลายผิวหนังไปอีกเรื่อย ๆ จนกลายเป็นแผ่นนูนหนาสะสมอยู่บนผิวหนัง และตกสะเก็ดเป็นขุยคล้ายรังแคในที่สุด
โรคสะเก็ดเงิน สามารถถูกกระตุ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้
- พันธุกรรม พบได้บ่อยถึง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินทั้งหมด ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคสะเก็ดเงิน มักมีโอกาสเป็นโรคสะเก็ดเงินได้มากกว่า
- การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย แม้ว่าไวรัสและแบคทีเรียจะไม่ได้ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินโดยตรง แต่ก็สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานผิดปกติได้ จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคสะเก็ดเงินขึ้น
- ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และทำงานผิดปกติได้
- สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อากาศร้อนจัด เย็นจัด ทำให้ผิวอักเสบได้ง่ายขึ้น
- การใช้ยาบางชนิด เช่น lithium หรือ Beta-blockers
- ผิวหนังบาดเจ็บจากการเกิดบาดแผล หรือการผ่าตัด
สะเก็ดเงินมีอาการอย่างไร?

โรคสะเก็ดเงินสามารถแสดงอาการได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและตำแหน่งที่เกิดผื่น การรู้เท่าทันอาการสะเก็ดเงินเริ่มต้นจะช่วยให้เข้ารับการรักษาได้เร็ว และลดความเสี่ยงของการกำเริบหรือภาวะแทรกซ้อนในอนาคต โดยอาการที่พบได้บ่อยของโรคสะเก็ดเงิน ได้แก่
- ผื่นแดง อักเสบ มีขอบชัดเจน
- ผิวหนังหนา นูน และลอกเป็นขุยสีขาวเงิน
- คัน แสบร้อน หรือเจ็บบริเวณผื่น
- หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นแผ่นคล้ายรังแค
- เล็บผิดรูป มีจุดบุ๋ม เล็บหนา หรือไหลออกจากเตียงเล็บ
- ผื่นอาจเกิดบริเวณเดียวหรือหลายตำแหน่ง เช่น ข้อศอก เข่า หลัง ลำตัว หรือรอยพับของผิว
- ในรายที่อาการรุนแรง อาจมีผิวแดงทั่วตัวหรือมีตุ่มหนองร่วมด้วย
หากมีอาการลักษณะคล้ายสะเก็ดเงินแม้เพียงเล็กน้อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างถูกต้อง เพราะการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่แรกเริ่มช่วยควบคุมโรคได้ดียิ่งขึ้น
สะเก็ดเงินตรวจอย่างไร? วิธีไหนบ้างที่แพทย์ใช้วินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคสะเก็ดเงินเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและตรงจุด เพราะอาการของสะเก็ดเงินอาจคล้ายกับโรคผิวหนังอื่น หากไม่ได้รับการประเมินอย่างแม่นยำ อาจนำไปสู่การรักษาที่ผิดวิธี และทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ซึ่งการวินิจฉัยโรคสะเก็ดเงินโดยทั่วไปประกอบด้วย
แพทย์จะซักถามประวัติการเกิดผื่น ระยะเวลาที่เป็น ปัจจัยกระตุ้นที่สงสัย รวมถึงประวัติครอบครัวว่ามีใครเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือไม่ เนื่องจากโรคนี้มักมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
- การตรวจร่างกายโดยสังเกตลักษณะที่ปรากฏ
แพทย์ผิวหนังสามารถวินิจฉัยสะเก็ดเงินได้จากลักษณะเฉพาะ เช่น ผื่นแดงหนานูน ขอบชัดเจน และผิวลอกเป็นขุยสีขาวเงิน รวมถึงตำแหน่งของผื่น เช่น ข้อศอก เข่า หนังศีรษะ นอกจากนี้ยังมีการตรวจดูสภาพเล็บและหนังศีรษะ เพื่อหาความผิดปกติที่สัมพันธ์กับสะเก็ดเงิน เช่น เล็บเป็นรอยบุ๋ม เล็บหนาตัว หรือมีผื่นบนหนังศีรษะ เป็นต้น
- การขูดผิวหนังหรือตัดชิ้นเนื้อ (Skin Biopsy)
ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน หรือต้องการยืนยันผลวินิจฉัย แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อผิวหนังขนาดเล็กไปตรวจทางพยาธิวิทยาในห้องปฏิบัติการ เพื่อแยกโรคสะเก็ดเงินออกจากโรคผิวหนังอื่นอย่างแม่นยำ
- การประเมินอาการร่วมอื่น ๆ
โรคสะเก็ดเงินอาจแสดงอาการรูปแบบอื่นนอกจากลักษณะที่ปรากฏบนผิวหนัง เช่น อาการปวดข้อ บวมข้อ หรือข้อติด ซึ่งอาจบ่งบอกถึงโรคสะเก็ดเงินข้ออักเสบ (Psoriatic Arthritis) ที่ต้องได้รับการดูแลเพิ่มเติม
โรคสะเก็ดเงินรักษาได้ไหม? มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง?
แม้ว่าโรคสะเก็ดเงินจะเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ปัจจุบันมีวิธีรักษาหลากหลายที่ช่วยควบคุมอาการ ลดการอักเสบ และทำให้ผื่นสงบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพทย์จะพิจารณาวางแผนรักษาควบคุมอาการโรคที่เหมาะสมกับผู้ป่วยเฉพาะราย ซึ่งจะมีแนวทางการรักษาดังนี้
1. การใช้ยาทาภายนอก (Topical Medications)
สำหรับผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีรอยโรคเล็กน้อยหรือปานกลาง แพทย์มักจะให้ยาทาภายนอกไปใช้ โดยยากลุ่มนี้มีหลายชนิดและใช้ตามความเหมาะสมของอาการ ยกตัวอย่างเช่น
- ยาทากลุ่มคอติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุดในการรักษาสะเก็ดเงิน ช่วยลดการอักเสบ รอยแดง อาการคัน และความหนาของผื่นได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ควรใช้ต่อเนื่อง เนื่องจากยาตัวนี้อาจทำให้ผิวบาง นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กดการทำงานของต่อมหมวกไตอีกด้วย
- ยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามิน D (Calcipotriol) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ลดการสร้างและผลัดเซลล์ผิวที่เร็วผิดปกติ ช่วยลดความหนาของผื่นได้ดี สามารถใช้เดี่ยว ๆ หรือใช้ร่วมกับยาทากลุ่มคอติโคสเตียรอยด์ เพื่อลดผลข้างเคียงจากการใช้สเตียรอยด์ในปริมาณมาก และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
- ยาทาที่มีส่วนผสมของน้ำมันดิน (Coal Tar) ช่วยลดการอักเสบ ลดอาการคัน และชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิว เหมาะกับผื่นไม่รุนแรงหรือเป็นบริเวณหนังศีรษะ แต่ตัวยามีกลิ่นแรง และอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในผู้ป่วยบางราย
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Calcineurin Inhibitors) เช่น Tacrolimus หรือ Pimecrolimus เป็นยาทางเลือกเพื่อใช้รักษาผื่นบริเวณผิวบอบบาง เช่น ใบหน้า รอบดวงตา ซึ่งยากลุ่มนี้ไม่มีผลทำให้ผิวบางเหมือนสเตียรอยด์ แต่ก็ไม่ควรใช้ต่อเนื่อง เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ และควรใช้ภายใต้คำสั่งจากแพทย์เท่านั้น
- สารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง (Skin Moisturizer) ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดอาการระคายเคือง มักใช้ร่วมกับการรักษาโรคทุกระดับ
2. การรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียม (UV Phototherapy)
การรักษาด้วยการฉายแสงอาทิตย์เทียม ช่วยลดการอักเสบและการแบ่งตัวของเซลล์ผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีผื่นกระจายหลายตำแหน่ง โดยรังสีที่ใช้ในการรักษาสะเก็ดเงินมีอยู่ 2 ชนิด ดังนี้
- รังสี UVB แบบคลื่นแคบ (Narrowband UVB : NB-UVB) เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน มีความปลอดภัยสูง ช่วยลดการอักเสบและการผลัดเซลล์ผิว เหมาะสำหรับสะเก็ดเงินทุกชนิด รวมถึงเด็กและหญิงตั้งครรภ์ โดยการรักษาจะต้องเข้ารับการฉายรังสี 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ผื่นค่อย ๆ จางลงอย่างสม่ำเสมอ
- การฉายรังสีอัลตราไวโอเลต เอ พูว่า (PUVA Therapy) คือการรักษาด้วยแสงร่วมกับยา Psoralen เพื่อเพิ่มความไวของผิวต่อแสง เหมาะสำหรับผื่นรุนแรง ผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อ UVB แต่อาจจะไม่เหมาะกับสตรีตั้งครรภ์ หรือเด็ก เนื่องจากอาจทำให้ผิวบาง และมีความเสี่ยงกับดวงตา
3. การรักษาด้วยยาชนิดรับประทานและยาฉีด (Oral and Injected Medications)
การรักษาประเภทนี้จะใช้ในรายที่อาการปานกลางถึงรุนแรง มีรอยโรคกระจายมากกว่า 10% ของพื้นที่ผิวหนังทั้งหมด โดยตัวยาที่ใช้ ได้แก่ เมโธเทรกเซต ไซโคลสปอริน หรือยากลุ่มเรตินอยด์ ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ในปัจจุบันมียากลุ่มใหม่ที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินที่ต้นเหตุ คือ ยากลุ่มชีววัตถุ (Biologics) ในรูปแบบยาฉีด เป็นการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงต่อระบบภูมิคุ้มกัน เหมาะสำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมผื่นและลดการกำเริบ
โรคสะเก็ดเงิน ตรวจพบเร็ว ควบคุมโรคได้ดีกว่า
โรคสะเก็ดเงิน แม้จะเป็นโรคเรื้อรัง แต่หากตรวจพบเร็วและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้ควบคุมอาการได้ดี ลดการกำเริบของผื่น และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น สะเก็ดเงินข้ออักเสบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว
ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้การดูแลผู้ป่วยด้วยความจริงใจ โดยทีมแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางและเครื่องมือที่ทันสมัย ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมกับอาการเพื่อควบคุมโรค และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสะเก็ดเงิน
1. สะเก็ดเงินอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใดได้บ้าง?
โรคสะเก็ดเงินที่ควบคุมโรคได้ไม่ดี มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายระบบ ได้แก่
- โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis) ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดตึงและบวมบริเวณข้อต่าง ๆ
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคหลอดเลือดสมอง
- ความดันโลหิตสูง
- โรคทางตา เช่น เยื่อบุตาอักเสบ เปลือกตาอักเสบ ตาแดง เป็นต้น
- ผิวเปลี่ยนสีจากการอักเสบซ้ำ ๆ
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน
- โรคระบบภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอื่น ๆ
นอกจากนี้การเป็นโรคสะเก็ดเงินยังทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจ และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้
2. โรคสะเก็ดเงิน ติดต่อทางไหน?
โรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ จึงไม่สามารถแพร่กระจายไปยังผู้อื่นได้
References
Psoriasis. (2022, November 15). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/6866-psoriasis
Mayo Clinic Staff. (2025, February 21). Psoriasis. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/psoriasis/symptoms-causes/syc-20355840
Rendon, A., & Schäkel, K. (2019). Psoriasis Pathogenesis and Treatment. International journal of molecular sciences, 20(6), 1475. https://doi.org/10.3390/ijms20061475