บทความสุขภาพ

Knowledge

พาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) คืออะไร มีอาการอย่างไรบ้าง

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ

อาการสั่น มือแข็งเกร็ง และการเคลื่อนไหวช้า อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคพาร์กินสัน แต่คุณทราบหรือไม่ว่าอาการเหล่านี้ยังอาจเป็นผลจากภาวะที่เรียกว่า “โรคพาร์กินสันเทียม” (Parkinsonism) ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


การทำความเข้าใจความแตกต่างของสองภาวะนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัย และการวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับโรคพาร์กินสันเทียมอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ อาการ ไปจนถึงแนวทางการดูแลรักษาที่เหมาะสม


Key Takeaways


  • พาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) คือกลุ่มอาการผิดปกติของระบบประสาทที่มีอาการคล้ายโรคพาร์กินสัน แต่ไม่ได้เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ที่สร้างโดปามีนโดยตรง
  • พาร์กินสันเทียมมักเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ผลข้างเคียงจากยา (โดยเฉพาะยาจิตเวชที่ลดโดปามีน) หรือเกิดจากพยาธิสภาพในสมอง เช่น หลอดเลือดสมองตีบ น้ำคั่งในโพรงสมอง หรือการบาดเจ็บที่สมอง
  • การรักษาพาร์กินสันเทียมจะเน้นไปที่การจัดการที่สาเหตุ เช่น หยุดยาที่ก่อปัญหา การรักษาตามอาการด้วยยา ซึ่งมักใช้ร่วมกับยาเสริมโดปามีน การทำกายภาพบำบัด และการบำบัดเสริมอื่น ๆ เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และเพิ่มคุณภาพชีวิต

ทำความรู้จัก “โรคพาร์กินสันเทียม” คืออะไร


พาร์กินสันเทียม หรือ Parkinsonism คือกลุ่มอาการผิดปกติของระบบประสาทที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยพาร์กินสัน (Parkinson's Disease) แต่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวกัน


โดยผู้ป่วยจะมีอาการที่แสดงออก เช่น การเคลื่อนไหวช้าและน้อยลง (Bradykinesia) กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (Rigidity) และเสียการทรงตัว แต่สาเหตุที่แท้จริงไม่ได้มาจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทที่สร้างสารโดปามีน (Dopamine) โดยตรงเหมือนโรคพาร์กินสันแท้ แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด, ภาวะหลอดเลือดในสมองตีบ, ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง, เนื้องอกในสมอง หรือกลุ่มโรคความเสื่อมของระบบประสาทอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายพาร์กินสันร่วมด้วย


โรคพาร์กินสันเทียม ต่างจากโรคพาร์กินสันอย่างไร


แม้ว่าโรค Parkinsonism หรือพาร์กินสันเทียมนี้ จะมีกลุ่มอาการแสดงที่คล้ายคลึงกับโรคพาร์กินสัน ทั้งการสั่น การเคลื่อนไหวช้า และกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือสาเหตุ และรายละเอียดของอาการที่สังเกตได้ ดังนี้


พาร์กินสันเทียม

โรคพาร์กินสันเทียม มีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง


โรคพาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความเสื่อมตามธรรมชาติของเซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีนโดยตรงเหมือนโรคพาร์กินสันทั่วไป แต่เกิดจากความผิดปกติอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้มีอาการคล้ายโรคพาร์กินสัน โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่นำไปสู่อาการพาร์กินสันเทียม ได้แก่


  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด (Drug-Induced Parkinsonism)

การรับประทานยาทางจิตเวชมาเป็นเวลานาน เช่น ยานอนหลับ ยาลดอาการวิตกกังวล หรือยาคลายเครียด ซึ่งยาบางตัวจะออกฤทธิ์โดยไปลดการหลั่ง หรือยับยั้งการทำงานของสารสื่อประสาทโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหว เมื่อโดปามีนถูกยับยั้งอย่างต่อเนื่อง จึงนำมาสู่อาการของพาร์กินสันเทียมได้


  • โรคหรือพยาธิสภาพในสมอง (Secondary Parkinsonism)
    • ปัญหาหลอดเลือดสมอง เช่น ภาวะหลอดเลือดฝอยในสมองตีบ หรืออุดตัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองโดยรวม
    • ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง (Normal Pressure Hydrocephalus : NPH) น้ำไขสันหลังสะสมในโพรงสมองมากผิดปกติ และกดเบียดเนื้อสมอง ทำให้เกิดปัญหาการเดินและการเคลื่อนไหว
    • สาเหตุอื่น ๆ เช่น เนื้องอกในสมอง หรือความบกพร่องที่เกิดตามหลังการบาดเจ็บที่สมอง (Traumatic Brain Injury)

โรคพาร์กินสันเทียม มีอาการอย่างไร


พาร์กินสันเทียม อาการ

โรคพาร์กินสันเทียม เป็นกลุ่มอาการที่แสดงความผิดปกติคล้ายกับโรคพาร์กินสันทั่วไป เนื่องจากความบกพร่องของระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว โดยอาการโรคพาร์กินสันเทียมที่สังเกตได้ ได้แก่


  • เคลื่อนไหวน้อยและช้า (Bradykinesia) การทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแต่งตัว การกิน หรือการทำกิจวัตรประจำวันช้าลงจากปกติ
  • อาการสั่นในขณะเคลื่อนไหว (Essential Tremor) ผู้ป่วยจะมีอาการสั่นเมื่อเคลื่อนไหว มักเกิดขึ้นที่บริเวณมือมากกว่าขา รวมถึงมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถควบคุมได้
  • อาการแข็งเกร็ง (Rigidity) กล้ามเนื้อมีความตึงตัวและแข็งเกร็งผิดปกติ ส่งผลให้ขยับแขนขาได้ลำบาก โดยเฉพาะขณะเคลื่อนไหว
  • เสียการทรงตัว (Postural Instability) ทำให้มีปัญหาในการเดิน ทรงตัวได้ไม่ดี และเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บรุนแรง
  • ปัญหาในการควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้กิจวัตรประจำวัน เช่น การแต่งตัว หรือรับประทานอาหารเป็นไปอย่างลำบาก
  • การแสดงสีหน้าลดลง ใบหน้าดูไร้อารมณ์หรือการแสดงความรู้สึกทางใบหน้าลดลง
  • ปัญหาการกลืนและการหลั่งน้ำลาย อาจมีภาวะกลืนลำบากและสำลัก รวมถึงมีภาวะน้ำลายไหลยืดในผู้ป่วยบางราย
  • ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น มีปัญหาในการควบคุมความดันโลหิตเมื่อมีการเปลี่ยนท่าทาง ท้องผูก และมีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ความผิดปกติของการนอน อาจมีอาการนอนไม่หลับ นอนละเมอมีอาการฝันรุนแรง
  • ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะซึมเศร้า ภาวะวิกลจริต และอาการประสาทหลอนได้
  • ภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นอาการที่อาจพบได้ในผู้ป่วยบางราย

โรคพาร์กินสันเทียม มีแนวทางบำบัดรักษาอย่างไร


แนวทางการบำบัดและรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเทียม มุ่งเน้นไปที่การจัดการที่สาเหตุ และการบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีสาเหตุการเกิดโรคที่หลากหลายแตกต่างจากโรคพาร์กินสันแท้ ทำให้การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาอาจไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นจึงมักใช้การรักษาแบบผสมผสาน ดังนี้


  • การรักษาด้วยยาเพื่อบรรเทาอาการ (Symptomatic Treatment) เช่น ยาเสริมโดปามีน (Dopamine Replacement Therapy) แต่การตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจไม่ดีเท่าผู้ป่วยพาร์กินสันแท้ อาจมีการใช้ ยาลดอาการสั่น (Anti-Tremor Medications) เพื่อควบคุมอาการสั่นเฉพาะจุด
  • หยุดการใช้ยาหรือสารเสพติด (Addressing the Cause) ในกรณีที่อาการของพาร์กินสันเทียมเกิดจากผลข้างเคียงของยา เช่น ยาทางจิตเวชบางชนิด หรือสารเสพติด การปรึกษาแพทย์เพื่อหยุดยา หรือปรับเปลี่ยนยาที่ก่อปัญหาอาจทำให้อาการดีขึ้นหรือหายไปได้
  • การทำกายภาพบำบัด และการบำบัดทางกิจกรรม (Physical and Occupational Therapy) เป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟู เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวและการควบคุมร่างกาย โดยกายภาพบำบัดจะเน้นที่การฝึกเดิน ฝึกการทรงตัว และฝึกการทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อลดความเสี่ยงล้ม และเพิ่มคุณภาพชีวิต
  • การรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine) เป็นการบำบัดเสริม เช่น การฝังเข็ม อีกทางเลือกหนึ่งในการบำบัดฟื้นฟู เพื่อปรับสมดุลของร่างกาย และบรรเทาอาการบางอย่าง ซึ่งช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นได้

พาร์กินสันเทียม เน้นรักษาที่สาเหตุ และการทำกายภาพบำบัด


โรคพาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) คือกลุ่มอาการที่คล้ายโรคพาร์กินสัน แต่มีสาเหตุจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ยาหรือพยาธิสภาพในสมอง ทำให้การรักษาต้องมุ่งเน้นไปที่สาเหตุและการบำบัดอาการแบบผสมผสาน แม้การตอบสนองต่อยาโดปามีนจะไม่ดีเท่าโรคพาร์กินสันแท้ แต่การกายภาพบำบัดและการจัดการสุขภาพแบบองค์รวม ยังเป็นหัวใจสำคัญในการช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต และฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย


หากคุณหรือคนที่คุณรักมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคพาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้บริการดูแลครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัยสาเหตุที่แม่นยำไปจนถึงการบำบัดฟื้นฟู ทางโรงพยาบาลมี Parkinson & Movement Disorders Clinic ซึ่งเป็นคลินิกเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคพาร์กินสัน และโรคการเคลื่อนไหวผิดปกติ โดยทีมแพทย์จะทำงานร่วมกับศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและหน่วยงานกายภาพบำบัดในการวางแผนการรักษา ให้คำแนะนำ เพื่อช่วยชะลออาการ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันเทียมให้ดียิ่งขึ้น


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพาร์กินสันเทียม


1. พาร์กินสันถือว่าพิการไหม?


โรคพาร์กินสันเทียม (Parkinsonism) ไม่ได้ถูกจัดเป็นความพิการในทันที แต่หากอาการมีความรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว และการใช้ชีวิตประจำวันจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อาจเข้าเกณฑ์การพิจารณาเป็นผู้พิการตามกฎหมายเพื่อรับสิทธิต่าง ๆ โดยการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์


2. พาร์กินสันเทียมระยะสุดท้าย มีอาการอย่างไร?


ในระยะสุดท้าย อาการจะมีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวอย่างมากจนไม่สามารถเดินหรือช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องใช้รถเข็นหรือนอนติดเตียง มีปัญหาการกลืนอย่างรุนแรง เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก และมักมีภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาทอัตโนมัติ รวมถึงภาวะสมองเสื่อมร่วมด้วย


3. พาร์กินสันเทียมระยะสุดท้าย รักษาได้ไหม


การรักษาในระยะสุดท้ายมุ่งเน้นที่การดูแลประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย แพทย์จะเน้นการจัดการกับภาวะแทรกซ้อน เช่น การป้องกันการสำลัก การป้องกันแผลกดทับ การบรรเทาอาการปวด และการรักษาอาการทางจิตเวช


References


Mayo Clinic Staff. (2024, September 27). Parkinson's disease. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/parkinsons-disease/symptoms-causes/syc-20376055


Parkinsonism. (2022, April 15). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/22815-parkinsonism


Types of Parkinson's. (2024, March 31). Parkinson’s US. https://www.parkinsons.org.uk/information-and-support/types-parkinsons

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital