บทความสุขภาพ

Knowledge

โรคปลอกประสาทอักเสบ มีอาการอย่างไร? พร้อมแนวทางรักษา

นพ. จักรพงศ์ วงศ์แสงนาค

โรคปลอกประสาทอักเสบ มีอาการอย่างไร? พร้อมแนวทางรักษา

ปลอกประสาทอักเสบ เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการอักเสบของระบบประสาทส่วนกลาง เส้นประสาทตา และไขสันหลัง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสั่งการของร่างกาย หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพถาวรได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเฝ้าระวังสุขภาพของตนเองและคนใกล้ชิด


Key Takeaways


  • ปลอกประสาทอักเสบ คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าไปทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาท (Myelin sheath) ในสมองและไขสันหลัง ทำให้การส่งสัญญาณประสาทผิดปกติหรือหยุดชะงักลง
  • อาการของโรคมีความหลากหลาย ตั้งแต่ตาพร่ามัว แขนขาอ่อนแรง ไปจนถึงภาวะอัมพาต ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดการอักเสบในระบบประสาทส่วนกลาง
  • การตรวจพบโรคปลอกประสาทอักเสบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว สามารถช่วยควบคุมอาการ และลดอาการกำเริบของโรคปลอกประสาทอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีป้องกันที่ชัดเจนก็ตาม

รู้จักปลอกประสาทอักเสบ คืออะไร?


ปลอกประสาท (Myelin sheath) คือสิ่งที่หุ้มเส้นประสาทไว้ ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งกระแสประสาท หากมีโรคที่ทำให้ปลอกประสาทถูกทำลาย เช่น โรคปลอกประสาทอักเสบ ส่งผลให้การส่งสัญญาณกระแสประสาทช้ากว่าปกติ ทำให้สัญญาณประสาทอาจส่งไปไม่ถึงเซลล์ประสาทเป้าหมาย เกิดการรับรู้หรือการสั่งการที่ผิดปกติ เช่น เกิดอาการตามัว มองไม่ชัด ชา แขนขาอ่อนแรง ขับถ่ายลำบาก เดินเซ เป็นต้น


ทางการแพทย์เรียกกลุ่มโรคนี้ว่า ‘Demyelinating Disease’ คือโรคที่มีการสูญเสียปลอกหุ้มประสาท โดยตำแหน่งที่เกิดการอักเสบมักอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางได้แก่ สมอง (Brain), ไขสันหลัง (Spinal Cord) และเส้นประสาทตา (Optic Nerve) ซึ่งล้วนเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายทั้งสิ้น


ประเภทปลอกประสาทอักเสบ มีอะไรบ้าง?


โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง

โรคในกลุ่มปลอกประสาทอักเสบ สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะพยาธิสภาพ และตำแหน่งที่เกิดโรค ถึงแม้แต่ละโรคจะมีกลุ่มอาการที่คล้ายคลึงกัน แต่การรักษาในระยะยาวนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากนำการรักษาของโรคหนึ่งไปใช้กับอีกโรค อาจทำให้อาการแย่ลงได้ จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจโดยละเอียด เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้องและชัดเจน จะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โดยประเภทที่พบได้บ่อยและมีความสำคัญทางการแพทย์ มี 3 ประเภทดังต่อไปนี้


1. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS: Multiple Sclerosis)


โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) หรือ Multiple Sclerosis คือโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานผิดปกติ สร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไชต์ (Lymphocyte) ที่ผิดปกติขึ้นมา จากเดิมที่มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคจากภายนอก กลับกลายเป็นมาทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทในสมองและไขสันหลังของตัวเอง ส่งผลให้การส่งสัญญาณประสาทติดขัดหรือเสียหาย บริเวณที่มักได้รับผลกระทบคือ เส้นประสาทตา ไขสันหลัง และสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัว


โรคนี้พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยทำงาน อายุประมาณ 20–40 ปี ในประเทศไทยจะพบไม่บ่อยเท่าชาวตะวันตก งานวิจัยพบว่ามีความสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ ชนชาติ เชื้อไวรัสบางชนิดโดยเฉพาะอีบีวี (Epstein-Barr Virus) ระดับวิตามินดีในเลือดต่ำ และการสูบบุหรี่ อาการมักค่อยๆเกิดขึ้นในหลักหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ถ้าตรวจพบไว สามารถรักษาให้หาย กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าการอักเสบที่เกิดขึ้น มักกำเริบซ้ำได้ (Relapsing-Remitting pattern) หากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาควบคุมการกำเริบจำเพาะ (Disease modifying therapy) และหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง สุดท้ายโรคอาจพัฒนาไปเป็นชนิดอักเสบต่อเนื่อง (Progressive pattern) ทำให้เกิดทุพพลภาพได้มากขึ้น


2. โรคนิวโรมัยอิลัยติสออพติกา (NMO: NeuroMyelitis Optica)


โรคนิวโรมัยอิลัยติสออฟติกา หรือ โรคปลอกประสาทอักเสบ NMO/NMOSD คือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองที่เกิดจากร่างกายสร้างแอนติบอดีผิดปกติต่อโปรตีน Aquaporin-4 (AQP4) ซึ่งอยู่บนเซลล์แอสโทรไซต์ (Astrocyte) ในระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้เกิดการอักเสบรุนแรงบริเวณเส้นประสาทตา สมอง และไขสันหลังเป็นหลัก


ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดของโรค แต่อาจสัมพันธ์กับพันธุกรรม และเชื้อไวรัสบางชนิด เช่นเชื้ออีบีวี (Epstein-Barr Virus) โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 5-10 เท่า พบบ่อยในคนไทย และประชากรเอเชีย พบในคนอายุน้อยไปจนถึงอายุมากได้ แต่โดยเฉลี่ยมักพบบ่อยในช่วงอายุ 40-50 ปี (สูงกว่ากลุ่ม MS) การอักเสบที่เกิดมักเป็นรุนแรงกว่าโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) ทั้งยังมีโอกาสฟื้นตัวได้น้อยกว่าเช่นเดียวกัน เพิ่มความเสี่ยงต่อความพิการถาวรได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และทันท่วงที ทั้งนี้ปัจจุบันพบว่าการอักเสบที่เกิดขึ้น มักกำเริบซ้ำได้ (Relapsing-Remitting pattern) เช่นเดียวกับโรค MS แต่โรค NMO ใช้ยาปรับภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator) หรือยาพุ่งเป้า (Targeted therapy) ในการควบคุมการกำเริบ ไม่เหมือนกับ MS


3. โรคม็อกแก็ด (MOGAD: Myelin Oligodendrocyte Glycoprotein Antibody-associated Disease)


โรคม็อกแก็ด หรือ โรคปลอกประสาทอักเสบอีกชนิดหนึ่งที่ปัจจุบันพบมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน แต่ตรวจพบแอนติบอดีผิดปกติต่อโปรตีน Myelin Oligodendrocyte glycoprotein ซึ่งเป็นโปรตีนบนปลอกประสาท เมื่อถูกทำลายจึงมีอาการเช่นเดียวกับโรค MS และ NMO


โรคปลอกประสาทอักเสบชนิดม็อกแก็ด พบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายพอๆกัน อายุเฉลี่ยประมาณ 20-30 ปี แต่ยังไม่พบหลักฐานทางพันธุกรรมหรือกรรมพันธุ์ใดๆ ปัจจุบันพบว่าอาการกำเริบของโรคม็อกแก็ดนั้น ส่วนใหญ่เป็นชนิดกำเริบเพียงครั้งเดียว ปัจจุบันจึงไม่ได้มียาควบคุมการกำเริบ หรือยาปรับภูมิคุ้มกัน ยกเว้นมีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่กำเริบซ้ำ ซึ่งมักสัมพันธ์กับการมีแอนติบอดีผิดปกติต่อโปรตีน Myelin Oligodendrocyte glycoprotein เมื่อตรวจซ้ำที่ 6 เดือน


ปลอกประสาทอักเสบ อาการเป็นอย่างไร


เนื่องจากปลอกประสาทกระจายอยู่ทั่วระบบประสาทส่วนกลาง อาการจึงขึ้นอยู่กับว่าจุดไหนถูกทำลาย โรคปลอกประสาทอักเสบมักค่อย ๆ เกิดขึ้นในหลักวันถึงหลายสัปดาห์ มีอาการเด่น ๆ ดังนี้


  • ความผิดปกติทางการมองเห็น : โรคปลอกประสาทอักเสบ มักมีอาการเห็นภาพซ้อน ตาพร่ามัว หรือตาบอดชั่วคราว มักเจ็บในเบ้าตาขณะกลอกตา รวมถึงมีการมองเห็นสีที่ผิดเพี้ยนไป
  • ความผิดปกติทางประสาทสัมผัส : มีอาการมือชา เท้าชา การรับความรู้สึกน้อยลง หรืออาจรู้สึกเหมือนไฟฟ้าช็อตลามลงไปตามแนวกระดูกสันหลังเมื่อก้มศีรษะไปด้านหน้า
  • ความผิดปกติทางกล้ามเนื้อ : มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้อเกร็งตึง อาจมีกล้ามเนื้อเกร็งเป็นพักๆ สูญเสียการทรงตัว เดินเซ หรือในรายที่ปลอกประสาทอักเสบ รุนแรง อาจเกิดอัมพาตครึ่งซีก หรืออัมพาตทั้งตัว
  • ความผิดปกติของการขับถ่าย : การควบคุมปัสสาวะ หรือถ่ายอุจจาระผิดปกติ เป็นได้ทั้งขับถ่ายลำบาก หรือกลั้นไว้ไม่อยู่
  • ปลอกประสาทอักเสบ อาการอื่น ๆ : เช่น เหนื่อยง่ายผิดปกติ มีปัญหาด้านความจำ หรือมีอาการหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด กลืนลำบาก

ปลอกประสาทอักเสบ เกิดจากสาเหตุใด


สาเหตุโรคปลอกประสาทอักเสบ

แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุโรคปลอกประสาทอักเสบได้อย่างแน่ชัด แต่ปลอกประสาทอักเสบอาจเกิดจากปัจจัยร่วมกันดังนี้


  • ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ : เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี (Antibody) มาทำลายปลอกหุ้มประสาทของตนเอง (Autoimmune Response)
  • พันธุกรรม : แม้จะไม่ใช่โรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง แต่การมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงปลอกประสาทอักเสบได้
  • การติดเชื้อไวรัส : ไวรัสบางชนิด เช่น Epstein-Barr Virus (EBV) อาจเป็นตัวกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดเพี้ยน จนนำไปสู่ปลอกประสาทอักเสบได้
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต : โรคปลอกประสาทอักเสบยังอาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรม เช่น สูบบุหรี่ หรือมีระดับวิตามินดี (Vitamin D) ในร่างกายต่ำ

ปลอกประสาทอักเสบ มีวิธีตรวจวินิจฉัยอย่างไร


เนื่องจากโรคปลอกประสาทอักเสบ อาการมักคล้ายคลึงกับโรคอื่น ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง หรือกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท แพทย์จึงต้องซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจเพิ่มเติม ดังนี้


  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI (Magnetic Resonance Imaging) : โดยตรวจในส่วนของสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา เป็นการใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้ามาทำให้เกิดภาพเนื้อเยื่อในร่างกาย
  • การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) : เพื่อหาเม็ดเลือดขาวและโปรตีนที่มักสูงขึ้น รวมไปถึงแอนติบอดีจำเพาะ ทั้งยังสามารถช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายกันออกได้
  • การตรวจจอประสาทตาโดยใช้เครื่องมือพิเศษ : เช่น การถ่ายภาพจอประสาทตา (Fundus photography) การตรวจความหนาของจอประสาทตา (Optical coherence tomography) และการตรวจความเร็วในการตอบสนองของการมองเห็น (Visual evoked potential)
  • การตรวจเลือด : เพื่อแยกแยะโรคที่มีอาการใกล้เคียงกัน และตรวจหาแอนติบอดีจำเพาะ เช่น Anti-AQP4 antibody ในกรณีที่สงสัยโรค NMOSD หรือ Anti-MOG antibody ในกรณีที่สงสัยโรค MOGAD
  • การตรวจเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า : ในบางกรณีอาจมีการใช้ NCS (Nerve conduction study) และ EMG (Electromyography) เพื่อตรวจการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ มาช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือกลุ่มปลอกประสาทอักเสบส่วนปลายชนิด GBS (Guillain-Barré Syndrome)

ปลอกประสาทอักเสบ จะรักษาด้วยวิธีไหนได้บ้าง?


โรคปลอกประสาทอักเสบ วิธีรักษาจะมุ่งเน้นไปที่ 2 แนวทางหลัก คือ การรักษาในระยะเฉียบพลัน และการรักษาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ดังนี้


  1. การรักษาในระยะเฉียบพลัน (Acute Treatment)
    • การใช้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูง (High-dose Corticosteroids) : โดยจะฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดในช่วง 3-7 วันแรก เพื่อยับยั้งการอักเสบ และลดความเสียหายของเนื้อเยื่อประสาทอย่างรวดเร็ว
    • การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา หรือที่เรียกว่าการล้างน้ำเหลือง (Plasma Exchange) : ใช้ในกรณีที่การรักษาด้วยสเตียรอยด์ไม่ได้ผล โดยการนำเลือดออกมาแยกน้ำเหลืองที่มีแอนติบอดีก่อโรคออก แล้วแทนที่ด้วยน้ำเหลืองที่ไม่มีแอนติบอดีก่อโรค แล้วกลับเข้าไปในร่างกาย
  2. การรักษาระยะยาว (Long-term Treatment)
    • การใช้ยาเพื่อควบคุมอาการ ป้องกันการกำเริบซ้ำ :
      • โดยถ้าเป็นโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง MS จะใช้ยาควบคุมการกำเริบจำเพาะ (Disease-modifying therapy) เช่น Glatiramer , Interferon beta 1b, Fingolimod, Dimethyl fumarate , Rituximab, หรือ Ocrelizumab เป็นต้น
      • กรณีโรคปลอกประสาทอักเสบชนิด NMO จะใช้ยาปรับระบบภูมิคุ้มกัน (Immunomodulators) เช่น Azathioprine, Mycophenolate mofetil เป็นต้น หรืออาจใช้ยาพุ่งเป้า (Targeted therapy) เช่น Satralizumab หรือ Eculizumab เป็นต้น
      • ส่วนโรคม็อกแก็ดอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมอาการ
    • การทำกายภาพบำบัด : เพื่อฟื้นฟูอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
  3. การรักษาอาการที่เกิดขึ้น (Symptomatic Treatment)
    • อาการเกร็งของแขนขา
      • อาการเกร็งระยะสั้น นานเป็นวินาทีถึง 1 นาที มักตอบสนองต่อยากันชักบางชนิด
      • อาการเกร็งต่อเนื่อง มักจะมีอาการเกร็งตลอดเวลา รักษาโดยการทำกายภาพบำบัด ฉีดยาลดเกร็งหรือรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อ
    • อาการปวด บางรายอาจมีอาการปวดจากระบบประสาทส่วนกลาง สามารถใช้ยาควบคุมอาการปวดได้ ซึ่งมีหลายชนิด โดยแพทย์จะพิจารณาตามอาการ
    • อาการเดินเซ เวียนศีรษะ รักษาโดยการรับประทานยาบรรเทาอาการ และการทำกายภาพบำบัด
    • ยาแก้เวียนหัว ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดจากระบบประสาท

ปลอกประสาทอักเสบ ภัยเงียบที่ควรรีบรักษา ก่อนพิการถาวร


ปลอกประสาทอักเสบ เป็นโรคที่อาจเริ่มต้นด้วยอาการเล็กน้อย เช่น มือชา ตาพร่ามัว มองสีผิดเพี้ยน กล้ามเนื้ออ่อนแรง และเหนื่อยง่ายผิดปกติ แต่หากละเลย โรคอาจลุกลามจนเกิดอัมพาตหรือพิการถาวรได้


หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่น่าสงสัย โรงพยาบาลพระรามเก้า มีทีมแพทย์เฉพาะทางโรคสมองและระบบประสาท พร้อมเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย เพื่อให้คุณได้รับการดูแลอย่างตรงจุด ช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปลอกประสาทอักเสบ


1. โรคปลอกประสาทอักเสบอันตรายไหม


โรคปลอกประสาทอักเสบ หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะพิการ เช่น อัมพาต หรือสูญเสียการมองเห็น แต่ถ้าวินิจฉัยเร็วและรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ


2. โรคปลอกประสาทอักเสบสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่


ในปัจจุบันโรคปลอกประสาทอักเสบยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคให้สงบลงได้ด้วยยาและปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกลับมาอักเสบซ้ำ และลดความเสี่ยงของความพิการ


3. โรคปลอกประสาทอักเสบแตกต่างจากโรคปลายประสาทอักเสบอย่างไร


ปลอกประสาทอักเสบ (MS/NMO) เกิดที่ระบบประสาทส่วนกลาง (สมอง/ไขสันหลัง) มักมีอาการรุนแรงกว่า ส่วนโรคปลายประสาทอักเสบเกิดที่เส้นประสาทส่วนปลาย มักมีอาการชาหรือปวดแสบปวดร้อนที่มือและเท้าเป็นหลัก จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสมอง ไขสันหลัง หรือประสาทจอตา


References


Demyelinating Disease. (2023, October 18). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/demyelinating-disease


Demyelinating disease: What can you do about it?. (2024, April 27). Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/multiple-sclerosis/expert-answers/demyelinating-disease/faq-20058521


Felman, A. (2024, June 3). Does multiple sclerosis show up on EMG?. Medical News Today. https://www.medicalnewstoday.com/articles/can-emg-detect-ms#other-tests

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (6)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital