บทความสุขภาพ

Knowledge

คำแนะนำการปฎิบัติตัวเมื่อรักษาตัวที่บ้านสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

คำแนะนำการปฎิบัติตัวเมื่อรักษาตัวที่บ้านสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019


การปฎิบัติตัวเมื่อรักษาตัวที่บ้าน


  1. โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในปัจจุบัน มักมีอาการเล็กน้อย ไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ที่บ้าน
  2. ผู้ป่วยโดยทั่วไปจะมีอาการเยอะสุดในระยะ 2-3 วันแรก และรู้สึกอาการดีขึ้นในหนึ่งสัปดาห์ (ยกเว้นเพียงผู้ป่วยสูงอายุ (ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี) หรือ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคไตเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, โรคอ้วน, โรคตับแข็ง และมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ที่ทำให้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่รุนแรงขึ้นได้ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรรักษาตัวในโรงพยาบาล)
  3. จุดมุ่งหมายในการรักษาด้วยยาเพียงเพื่อลดอาการต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยที่มีอาการมากหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่รุนแรงขึ้น
  4. ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7 – 9 ชั่วโมง ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้เพียงพอ ครบถ้วน
  5. หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่
  6. ออกกำลังกายเบา ๆ เช่นเดิน ยกขาสลับบนเตียง เป็นเวลา 6 นาทีต่อวัน, ฝึกการหายใจเข้าออกลึก ๆ โดยหายใจเข้าทางจมูกและเป่าออกทางปากช้า ๆ
  7. ดูแลสุขภาพจิตใจเพื่อช่วยรับมือกับภาวะความเครียดที่อาจจะเกิดขึ้น หากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด พูดคุยกับบุคคลอื่นผ่านทางโทรศัพท์หรืการสนทนาออนไลน์

อาการที่บ่งบอกว่าแย่ลงต้องไปโรงพยาบาล


หมั่นประเมินอาการตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการแสดงหรือสัญญาณชีพต่าง ๆ แย่ลง ควรไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์


อาการแสดงหรือสัญญาณชีพฉุกเฉินมีดังนี้


  1. รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก
  2. สับสน ซึมลง หรือเรียกไม่รู้สึกตัว
  3. ผิวหนัง ริมฝีปาก หรือเล็บ มีสีซีดเทา
  4. วัดออกซิเจนปลายนิ้วได้น้อยกว่า 96%
  5. มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียล เป็นระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง
  6. อัตราการหายใจเร็วกว่า 25 ครั้งต่อนาที

การป้องกันผู้อื่น สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019


  1. ให้อยู่ที่บ้าน ไม่ควรออกไปที่ชุมชน ยกเว้นไปพบแพทย์ตามนัด และควรหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ เช่น รถประจำทาง, รถไฟฟ้า หรือ รถแท็กซี่ทั่วไป
  2. เมื่ออยู่บ้าน ให้ท่านแยกตัวจากผู้อื่นในบ้านเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ควรอยู่ในห้องแยกตามลำพัง และอยู่ห่างจากผู้อื่นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงการแยกรับประทานอาหารในห้องส่วนตัว เปิดกระจกให้อากาศถ่ายเทสะดวก แยกใช้ห้องน้ำจากผู้อื่นถ้าทำได้
  3. หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่ส่วนรวมในบ้าน เมื่อจำเป็นต้องใช้พยายามใช้พื้นที่ส่วนรวมให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เปิดอากาศให้ถ่ายเทในครัวหรือพื้นที่ส่วนรวม รักษาระยะห่างจากคนอื่นในครอบครัวอย่างน้อย 6 ฟุต หรือ 2 เมตร
  4. ทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย ๆ ในห้องทุกวัน เช่น ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ และโต๊ะเคาน์เตอร์ต่าง ๆ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดพื้นผิว หรือสเปรย์แอลกอฮอล์ 70%
  5. หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ภาชนะในการรับประทานอาหาร ผ้าเช็ดตัว เครื่องนอน และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์
  6. สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ใกล้กับผู้อื่นในบ้าน และเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวันหรือทุกครั้งที่หน้ากากอนามัยสกปรกหรือเปียก
  7. ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูเมื่อมีอาการไอหรือจาม ทิ้งกระดาษทิชชู และล้างมือให้สะอาด
  8. ควรล้างมืออย่างสม่ำเสมอด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อยเป็นเวลา 20 วินาที หรือใช้แอลกอฮอล์ล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากกว่า 60% แอลกอฮอล์
  9. การซักทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ควรใช้น้ำร้อน และตากให้แห้งสนิท โดยเสื้อผ้าและเครื่องนอนของผู้ป่วยสามารถซักรวมกับของผู้อื่นในบ้านได้ ยกเว้นกรณีที่มีการปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากร่างกาย จะต้องแยกซัก
  10. ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง ให้แยกตัวและปฎิบัติตัวตามข้อปฎิบัติเมื่อรักษาตัวที่บ้าน จนครบอย่างน้อย 10 วันโดยนับจากวันแรกที่มีอาการหรือวันที่ตรวจพบเชื้อ
  11. ผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจจะมีระยะแพร่กระจายเชื้อที่นานกว่าคนทั่วไป ผู้ป่วยจะต้องแยกตัวและปฏิบัติตามข้อควรระวังอย่างน้อย 20 วัน

การสิ้นสุดการกักตัวรักษาตัวที่บ้าน


  1. ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง ให้แยกตัวและปฎิบัติตัวตามข้อปฎิบัติเมื่อรักษาตัวที่บ้าน จนครบอย่างน้อย 10 วันโดยนับจากวันแรกที่มีอาการหรือวันที่ตรวจพบเชื้อ
  2. ผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจจะมีระยะแพร่กระจายเชื้อที่นานกว่าคนทั่วไป ผู้ป่วยจะต้องแยกตัวและปฏิบัติตามข้อควรระวังอย่างน้อย 20 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

การตรวจ EEG วินิจฉัยเนื้องอก ภัยเงียบที่ต้องรีบรักษาก่อนสาย

EEG คือ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองโดยติดขั้วไฟฟ้าบนหนังศีรษะ เพื่อบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของสมอง ช่วยตรวจหาความผิดปกติ เช่น โรคลมชัก เนื้องอกในสมอง เป็นต้น

เนื้องอกต่อมใต้สมอง ยิ่งตรวจพบเร็ว มีโอกาสรักษาหายได้ไว

ต่อมใต้สมอง เสมือนหอสั่งการให้ต่อมไร้ท่ออื่น ๆ ผลิตฮอร์โมนตามความต้องการของร่างกาย ความผิดปกติอาจทำให้ระดับฮอร์โมนแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม

บ้านหมุน น่ากลัวไหม? เช็กสาเหตุอาการบ้านหมุน พร้อมวิธีรักษา

เข้าใจอาการบ้านหมุน เวียนหัวเกิดจากอะไร? ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม เช็กสาเหตุ วิธีป้องกันบ้านหมุน และวิธีการรักษาโรคบ้านหมุน ทำอย่างไรให้ห่างไกลความเสี่ยง

อาการเวียนหัว เกิดจากสาเหตุใด ควรดูแลรักษายังไงเมื่อมีอาการ

อาการเวียนหัว เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้รู้สึกหมุนหรือโคลงเคลง มึนงง หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม อาจเกิดร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเสียการทรงตัวได้

ตาพร่ามัว อาการหนึ่งของโรคทางสมองที่หลายคนคาดนึกไม่ถึง

ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน อาจไม่ใช่เพียงปัญหาสายตา แต่อาจมีสาเหตุจากความผิดปกติสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกสมอง สมองได้รับการกระทบกระเทือน

แขนขาอ่อนแรง อาจเป็นอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน

แขนขาอ่อนแรง เป็นหนึ่งในสัญญาณที่เกิดขึ้นได้เมื่อป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันซึ่งอันตรายถึงชีวิต และควรรีบรักษาโดยไว หากมีอาการควรเข้ารับการวินิจฉัยโดยเร็ว

สมองขาดเลือด ภาวะเร่งด่วนต้องรีบรักษาก่อนเสี่ยงอัมพาต

อันตรายจากสมองขาดเลือดอาจทำให้เซลล์สมองตาย จนทำให้สมองส่วนที่ขาดเลือดเกิดอาการผิดปกติหรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกต่อไป ก่อให้พิการหรือเสียชีวิตได้ในที่สุด

เนื้องอกในสมอง (Brain Tumor) รู้ทันอาการปวดหัว แบบไหนเสี่ยงเป็นเนื้องอก

เนื้องอกในสมอง (Brain Tumor) คือ ภาวะที่ก้อนเนื้อในสมองเจริญเติบโตผิดปกติจนไปเบียดเนื้อสมองและเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหัวเรื้อรัง อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือการมองเห็นผิดปกติ

CT Scan คืออะไร ต่างจาก MRI ไหม วินิจฉัยอะไรได้บ้าง?

CT Scan คือเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในรูปแบบ 3 มิติ ใช้สำหรับตรวจวินิจฉัยทางรังสี สามารถตรวจโรคได้ทั้งกระดูก อวัยวะภายใน ใช้เวลาตรวจเพียง 10-15 นาทีเท่านั้น

MRI คืออะไร? ตรวจร่างกายส่วนไหน วินิจฉัยโรคอะไรได้บ้าง?

Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI คือวิธีตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย โดยภาพถ่ายที่ได้จะมีความคมชัดสูง ช่วยให้วินิจฉัยโรคได้แม่นยำกว่าวิธีการอื่น ๆ

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital