บทความสุขภาพ

Knowledge

เจาะลึกการตรวจอัลไซเมอร์ วินิจฉัยเร็ว ลดเสี่ยงสมองเสื่อม!

นพ. จักรพงศ์ วงศ์แสงนาค

โรคอัลไซเมอร์ เป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อมโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ซึ่งโรคนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว การเข้ารับการตรวจอัลไซเมอร์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างทันท่วงที และลดความเสี่ยงต่อการพัฒนาไปสู่ภาวะสมองเสื่อมที่รุนแรงมากขึ้น


ในบทความนี้จะพาไปเจาะลึกตั้งแต่ต้นว่า โรคอัลไซเมอร์เกิดจากอะไร มีความน่ากลัวอย่างไร ไปจนถึงการแนะนำวิธีการตรวจอัลไซเมอร์แต่ละวิธี มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรบ้าง ใครบ้างที่ควรเริ่มตรวจ เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีโอกาสป้องกันภาวะสมองเสื่อม และคงคุณภาพชีวิตที่ดีได้นานยิ่งขึ้น


Key Takeaways


  • การตรวจอัลไซเมอร์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยวินิจฉัยได้เร็ว และชะลอการเสื่อมของสมองได้
  • การตรวจอัลไซเมอร์มีหลายวิธี เช่น PET Scan การเจาะน้ำไขสันหลัง การตรวจเลือด และการตรวจภาพถ่ายสมอง ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีต่างกัน
  • ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เริ่มมีอาการหลงลืมผิดปกติควรเข้ารับการตรวจ เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยง และวางแผนในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ทันท่วงที

ทำความรู้จัก ‘อัลไซเมอร์’ คืออะไร?


อัลไซเมอร์เกิดจากอะไร

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) เป็นโรคทางสมองที่เกิดจากการเสื่อม และการตายของเซลล์ประสาท ส่งผลให้สมองฝ่อตัว ทำงานได้ลดลง กลไกสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ เกิดจากโปรตีนหลักๆ สองชนิด


  • โปรตีนตัวแรกคือ เบต้า-อะไมลอยด์ (Beta-Amyloid) เป็นโปรตีนตัวหนึ่งที่ถูกย่อยมาจากอะมัยลอยด์พรีเคอร์เซอร์โปรตีน (Amyloid Precursor Protein: APP) โดยเดิมแล้ว โปรตีนตั้งต้นที่ชื่อ APP นี้ มีหน้าที่ในการควบคุมการสร้างเครือข่ายติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทสมอง ช่วยป้องกันและเสริมสร้างระบบประสาท ส่วนตัวโปรตีนเบต้า-อะไมลอยด์นั้นเป็นของเสียที่ควรถูกกำจัดทิ้งไป แต่คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ดันสร้างโมเลกุลของเบต้า-อะไมลอยด์ที่ไม่ผิดปกติออกมา ไม่สามารถละลายน้ำได้ ทำให้เกิดการเรียงตัวทับถมกันเป็นตะกอนสะสมอยู่ในสมอง มีชื่อเรียกว่า อะไมลอยด์พลาก (Amyloid plaque) เจ้าพลากนี้จะไปตกตะกอนอยู่ตามผนังหลอดเลือดในสมอง เนื้อเยื่อรอบนอกเซลล์ประสาท กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ รบกวนการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาทจนทำให้สมองค่อย ๆ สูญเสียการทำงานตามลำดับ
  • โปรตีนตัวที่สองคือ เทาโปรตีน (Tau Protein) มีหน้าที่ช่วยลำเลียงสารต่างๆจากนิวเคลียสของเซลล์ประสาทไปยังกิ่งก้านสาขาของเซลล์ แต่เช่นเดียวกัน ในคนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ มีการเพิ่มกลุ่มโมเลกุลฟอสเฟตเข้าไปในเทาโปรตีน เกิดโปรตีนที่ไม่เสถียรออกมา มีชื่อเรียกว่า นิวโรฟิบบิลลารี่ แทงเกิล (Neurofibilliary tangles) เป็นผลเสีย ทำให้การลำเลียงสารต่างๆในเซลล์ประสาทผิดปกติ เซลล์ประสาทจึงค่อย ๆ สูญเสียการทำงานและตายไปในที่สุด
  • อย่างไรก็ตาม สาเหตุและกลไกที่ทำให้เกิดความผิดปกติของโปรตีนเหล่านี้มีหลากหลาน และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ต้องรอการศึกษาวิจัยในอนาคต แต่ในการศึกษาในปัจจุบันได้แสดงถึงหลักฐานที่เห็นได้ชัดว่า โปรตีนสองตัวนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโรคอัลไซเมอร์มากที่สุด ซึ่งอาจถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้นั่นเอง

อาการของโรคอัลไซเมอร์มักเริ่มจากความจำระยะสั้นถดถอย เช่น ลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้น หาของไม่เจอ ถามคำถามซ้ำบ่อย ต่อมาอาจมีปัญหาด้านภาษา การตัดสินใจ และการทำกิจวัตรประจำวัน เมื่อโรคดำเนินไป ผู้ป่วยอาจเกิดการสับสนในเวลาและสถานที่ หลงลืมบุคคลใกล้ชิด มีอารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง มีอาการซึมเศร้า และในระยะรุนแรงอาจไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้


ในเชิงระบาดวิทยา องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าปัจจุบันมีผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมมากกว่า 57 ล้านคนทั่วโลก และประมาณ 60-70% ของผู้ป่วยเหล่านี้มีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์ โดยจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น รวมถึงในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเฝ้าระวังและการเข้ารับการตรวจอัลไซเมอร์จึงมีความสำคัญมาก เพื่อให้วินิจฉัยความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


ตรวจอัลไซเมอร์ มีวิธีการตรวจคัดกรองอย่างไรบ้าง?


การตรวจอัลไซเมอร์มีหลายวิธี ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยการประเมินจากแพทย์ตามอาการ และประวัติของผู้ป่วย ต่อด้วยการทดสอบความสามารถด้านการคิดและสมอง รวมถึงอาจใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันผลหรือแยกโรคอื่น ๆ ออกไป ดังนี้


การตรวจความสามารถทางปัญญา (Cognitive Assessments)


การตรวจนี้ประเมินหลักๆมี 6 หัวข้อด้วยกันได้แก่ ทักษะการประมวลผลขั้นสูง (Executive function) ทักษะความรู้ความเข้าใจทางสังคม (Social cognition) ทักษะสมาธิและการจดจ่อ (Attention) ทักษะการใช้ภาษา (Language) ทักษะความจำ (Memory) และทักษะการรับรู้ (Perceptual skill) ซึ่งคนไข้แต่ละคน อาจใช้การทดสอบที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับวิถีชีวิตที่ได้ใช้มา โดยการทดสอบที่นิยมใช้ได้แก่ MoCA (Montreal Cognitice Assessment), TMSE (Thai Mental State Examination), CDR (Clinical Dementia Rating scale), WAIS (Wechsler Adult Intelligence Scale), หรือ WMS (Wechsler Memory Scale) เป็นต้น


การตรวจ PET Scan (Positron Emission Tomography Scan)


การตรวจอัลไซเมอร์ด้วยวิธี PET Scan หรือ Positron Emission Tomography Scan เป็นเทคนิคการถ่ายภาพสมองที่ใช้สารกัมมันตรังสีในปริมาณเล็กน้อยเพื่อติดตามการทำงานของสมอง และตรวจหาการสะสมของโปรตีนเบตา-อะไมลอยด์ (Beta-Amyloid) หรือเทาโปรตีน (Tau Protein) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของโรคอัลไซเมอร์ รวมไปถึงการตรวจหาพื้นที่ในสมองที่มีภาวะแมทาบอลิซึ่มต่ำ โดยใช้น้ำตาลที่ติดกัมมันตรังสีที่เรียกว่า FDG (FluoroDeoxyGlucose) ซึ่งหากมีระดับน้ำตาลที่ต่ำในบริเวณของสมองส่วนต่างๆ สามารถใช้เป็นข้อสนับสนุนถึงโรคอัลไซเมอร์ได้


ข้อดีของการตรวจวิธีนี้ คือสามารถเห็นความผิดปกติในแต่ละส่วนของสมองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก่อนที่จะมีอาการชัดเจน แต่ข้อจำกัดคือมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องได้รับสารกัมมันตรังสี แม้จะอยู่ในปริมาณที่ปลอดภัยก็ตาม การตรวจ PET Scan จึงมักใช้ในกรณีที่ผลการตรวจอื่นยังไม่ชัดเจน หรือเมื่อแพทย์ต้องการยืนยันการวินิจฉัยอย่างละเอียด


การเจาะน้ำไขสันหลัง


การเจาะน้ำไขสันหลัง เป็นการนำตัวอย่างน้ำไขสันหลังมาตรวจหาระดับโปรตีนเบตา-อะไมลอยด์ และเทาโปรตีน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ โดยวิธีนี้จะช่วยให้แพทย์ได้ข้อมูลเชิงลึกในระดับชีวโมเลกุลที่ไม่สามารถเห็นได้จากการตรวจภาพถ่ายสมองทั่วไป


อย่างไรก็ตาม การเจาะน้ำไขสันหลังเป็นหัตถการที่ต้องทำโดยแพทย์เท่านั้น รวมถึงเป็นวิธีที่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปวดหลัง หรือเวียนศีรษะ จึงมักพิจารณาใช้ในกรณีที่จำเป็น และเมื่อผู้ป่วยมีข้อบ่งชี้ชัดเจนว่ามีภาวะสมองเสื่อม


การตรวจเลือดคัดกรองอัลไซเมอร์ เบต้า-อะไมลอยด์ (Beta-Amyloid)


การตรวจอัลไซเมอร์ด้วยการตรวจเลือด ถือเป็นวิธีที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากทำได้ง่าย สะดวก และไม่ต้องอาศัยหัตถการที่ซับซ้อน โดยการตรวจนี้จะมุ่งหาโปรตีนบ่งชี้ เช่น เบตา-อะไมลอยด์ หรือเทาโปรตีน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแพทย์ยังคงแนะนำให้ใช้วิธีการตรวจเลือดร่วมกับวิธีการตรวจอื่น ๆ เพื่อยืนยันผลอยู่ เนื่องจากวิธีนี้มีโอกาสเกิดผลบวกปลอม (False Positive) ได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคตับ หรือโรคไต การตรวจเลือดจึงเหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง หรือเริ่มมีอาการสงสัยภาวะสมองเสื่อม


การตรวจภาพถ่ายสมอง


การตรวจภาพถ่ายสมองด้วยเทคนิค MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือ CT Scan (Computed Tomography) เป็นวิธีตรวจอัลไซเมอร์ที่ใช้ประเมินโครงสร้างสมองโดยตรง เพื่อดูว่ามีการฝ่อ หรือมีความผิดปกติในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถช่วยแยกแยะโรคอื่นที่อาจก่อให้เกิดอาการคล้ายกันได้ เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน


แต่ข้อจำกัดของการตรวจภาพถ่ายสมอง คือการตรวจนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีการสะสมของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์โดยตรง แต่ก็เป็นวิธีพื้นฐานที่มักใช้ร่วมกับการตรวจอื่น ๆ เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำมากขึ้น


เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มตรวจอัลไซเมอร์


การป้องกันโรคอัลไซเมอร์

อัลไซเมอร์เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ๆ การตรวจอัลไซเมอร์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันโรคอัลไซเมอร์ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยค้นหาความผิดปกติได้ไว วางแผนดูแลได้ทัน และช่วยลดความเสี่ยงต่อการพัฒนาไปสู่ภาวะสมองเสื่อมที่รุนแรงได้ โดยทั่วไปแพทย์มักจะแนะนำให้เข้ารับการตรวจอัลไซเมอร์ในกรณีดังต่อไปนี้


  • อายุมากขึ้น : ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจอัลไซเมอร์เพื่อเฝ้าระวัง แม้ว่าจะยังไม่แสดงอาการผิดปกติก็ตาม เพราะความเสี่ยงของโรคนี้จะสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
  • เริ่มมีความจำถดถอยผิดปกติ : เช่น ลืมเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นบ่อย ๆ ถามคำถามซ้ำ หรือหาของใช้ไม่เจอ จนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน
  • มีปัญหาด้านความคิดและการตัดสินใจ : รู้สึกคิดช้าลง แก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเดิม หรือจัดการงานที่เคยทำได้ยากขึ้น
  • พฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป : เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เก็บตัว หรือไม่สนใจสิ่งรอบข้างเหมือนเดิม
  • มีปัญหาด้านการเลือกใช้คำพูด : พูดติดๆขัดๆ มีปัญหาในการทำความเข้าใจประโยคยาวๆ มีปัญหาด้านการเรียกชื่อสิ่งของหรือชื่อคน
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์ : หากมีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ หรือพี่น้องเคยเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์สูงกว่าคนทั่วไป
  • มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง : เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งล้วนสัมพันธ์กับการทำงานของสมอง

ตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์ก่อนเกิดโรคดีอย่างไร?


การเข้ารับการตรวจอัลไซเมอร์ตั้งแต่ยังไม่แสดงอาการ ไม่ได้แค่ช่วยยืนยันว่ามีความเสี่ยงหรือไม่เท่านั้น แต่ยังมีข้อดีต่าง ๆ อีกมากมาย ดังนี้


  • ช่วยค้นหาความเสี่ยงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ : การตรวจอัลไซเมอร์ช่วยให้รู้ทันความผิดปกติของสมอง ก่อนที่อาการจะรุนแรง
  • วางแผนการดูแลสุขภาพได้เร็วขึ้น : ทั้งวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการควบคุมโรคประจำตัว
  • ชะลอการเสื่อมของสมอง : เมื่อได้รับการดูแลตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเร็วของการดำเนินโรค และรักษาคุณภาพชีวิตได้นานขึ้น
  • ลดภาระต่อครอบครัวและผู้ดูแล : ผู้ป่วยที่ตรวจพบและได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีกว่าในระยะยาว
  • เตรียมความพร้อมด้านจิตใจและการใช้ชีวิต : ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างเหมาะสม เมื่อรู้ความเสี่ยงตั้งแต่แรก

ตรวจอัลไซเมอร์เร็ว รู้ทัน วางแผนดูแลได้ทันเวลา


การตรวจอัลไซเมอร์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเฝ้าระวังความเสี่ยงและวินิจฉัยโรคได้อย่างทันท่วงที เมื่อค้นพบเร็ว ก็จะยิ่งสามารถเริ่มต้นดูแลสุขภาพสมองได้ไว ลดโอกาสเกิดความเสื่อมของสมองที่รุนแรง อีกทั้งยังช่วยวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม ทั้งสำหรับผู้ป่วยเองและครอบครัวที่ดูแลใกล้ชิด


หากยังไม่รู้ว่าจะตรวจอัลไซเมอร์ที่โรงพยาบาลไหนดี โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้บริการตรวจและวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ด้วยทีมแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท ร่วมกับเทคโนโลยีการตรวจที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจคัดกรอง ไปจนถึงการวางแผนดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลสุขภาพสมองเป็นอย่างดี


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการตรวจอัลไซเมอร์


1. ผลตรวจอัลไซเมอร์สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำแค่ไหน?


ปัจจุบันการตรวจอัลไซเมอร์มีความแม่นยำสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น การตรวจภาพสมอง การตรวจเลือด หรือการเจาะน้ำไขสันหลัง รวมถึงการประเมินจากแพทย์ร่วมกับการตรวจเหล่านี้ ก็จะทำให้การวินิจฉัยมีความน่าเชื่อถือ และแม่นยำมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกที่จะตรวจหาโรคอัลไซเมอร์นั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของการตรวจหาโรคก่อนตัดสินใจตรวจเสมอ การรู้ว่าตัวเองนั้นมีโอกาสที่จะเป็นโรคที่ยังไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ในปัจจุบัน อาจจะมีผลดีที่ทำให้รู้ตัวก่อน พยายามดูแลตัวเองและป้องกันไม่ให้เกิดโรค แต่ก็อาจส่งผลเสียทำให้กังวลและเครียดได้เช่นเดียวกัน


2. จากผลตรวจอัลไซเมอร์พบว่ามีความเสี่ยง หากทราบล่วงหน้าจะสามารถป้องกันการเกิดโรคทั้งหมดหรือไม่?


ในปัจจุบัน การตรวจพบความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ล่วงหน้า ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ทั้งหมด แต่การรู้ก่อนจะช่วยให้เริ่มต้นดูแลสุขภาพสมองได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรม การควบคุมโรคประจำตัว หรือการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ซึ่งสามารถช่วยชะลอการเกิดโรค และลดความถดถอยของสมองได้ดีกว่าการตรวจพบในระยะที่มีอาการแล้ว


References


Dementia. (2025, March 31). WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/dementia


10 Early Signs and Symptoms of Alzheimer's and Dementia. (2025, September 22). Alzheimer's Association. https://www.alz.org/alzheimers-dementia/10_signs


Alzheimer’s Blood Tests: How Do They Work and Should You Request One?. (2024, June 20). BrightFocus Foundation. https://www.brightfocus.org/resource/alzheimers-blood-tests-how-do-they-work-and-should-you-request-one/


About Alzheimer's. (2024, August 15). CDC. https://www.cdc.gov/alzheimers-dementia/about/alzheimers.html


What Is Dementia? Symptoms, Types, and Diagnosis. (2022, December 8). National Institute on Aging. https://www.nia.nih.gov/health/alzheimers-and-dementia/what-dementia-symptoms-types-and-diagnosis

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital