บทความสุขภาพ

Knowledge

ข้อเท้าพลิก กับแนวทางรับมือลดอาการบาดเจ็บเรื้อรังในอนาคต

นพ. ทรงวุฒิ ฐิติบุญสุวรรณ

ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงจนเกิดอาการบาดเจ็บได้ แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงละเลยการดูแลและปฐมพยาบาลให้ถูกวิธี ส่งผลให้เอ็นและกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และทำให้ข้อเท้ากลับมาใช้งานได้ไม่มั่นคง เมื่อเกิดเหตุซ้ำ อาการอาจรุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเรื้อรังในอนาคตได้


Key Takeaways


  • ความรุนแรงของอาการข้อเท้าพลิกขึ้นอยู่กับระดับการบาดเจ็บของเอ็นข้อเท้า ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยที่เอ็นยืดหรือฉีกขาดบางส่วน ไปจนถึงระดับรุนแรงที่เอ็นฉีกขาดทั้งเส้น
  • การบาดเจ็บของเอ็นข้อเท้าจากข้อเท้าพลิก หากไม่ได้รับการดูแลรักษาและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงและการบาดเจ็บเรื้อรังในระยะยาว
  • การปฐมพยาบาลหลังข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงตามหลัก RICE จะช่วยลดอาการปวดและบวมของข้อเท้า และช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำในอนาคต

เข้าใจอาการ ‘ข้อเท้าพลิก’ อุบัติเหตุที่พบได้บ่อย


ข้อเท้าพลิก (Ankle Sprain) เป็นอาการบาดเจ็บที่เกิดจากข้อเท้าหมุน บิด หรือพลิกผิดท่าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เอ็นรอบข้อเท้าเกิดการยืดตัวหรือฉีกขาด ผู้ป่วยมักมีอาการปวดข้อเท้าทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ โดยระดับความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันไปตามความเสียหายของเอ็นข้อเท้า ในกรณีที่บาดเจ็บไม่รุนแรง การปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่หากเป็นการบาดเจ็บระดับรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาโดยแพทย์ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานข้อเท้าได้อย่างปลอดภัยและใกล้เคียงปกติที่สุด


ข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงเป็นอาการที่พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน การทำความเข้าใจลักษณะและอาการของข้อเท้าพลิกอย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ดีขึ้น และรู้วิธีดูแลตนเองอย่างเหมาะสม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำและปัญหาแทรกซ้อนในระยะยาว


ข้อเท้าพลิก เกิดจากสาเหตุอะไร?


ข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการสูญเสียการทรงตัวหรือการลงน้ำหนักผิดท่า สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่


การเกิดอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน


อุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถทำให้เกิดอาการข้อเท้าพลิกได้ เช่น การตกบันได การลื่นล้ม การสะดุด หรือการก้าวพลาด แม้จะเป็นกิจกรรมทั่วไป แต่หากข้อเท้าบิดหรือหมุนผิดท่าก็อาจทำให้เอ็นข้อเท้าได้รับบาดเจ็บได้


การเกิดอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา


การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายมักมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและรุนแรง เช่น การวิ่ง การกระโดด หรือการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ข้อเท้าหมุนหรือบิดในท่าที่ผิดธรรมชาติได้มากกว่าการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้งการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬามักมีความรุนแรงมากกว่าและต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานกว่า


การสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะสม


การเลือกรองเท้าที่ไม่พอดีกับขนาดเท้า หรือการสวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ อาจทำให้การทรงตัวไม่มั่นคง เพิ่มแรงกดและแรงบิดที่ข้อเท้า ส่งผลให้เกิดข้อเท้าพลิกได้ง่าย โดยเฉพาะขณะเดินบนพื้นไม่เรียบหรือรีบเร่งเดิน


ข้อเท้าพลิก มีอาการอย่างไร?


อาการข้อเท้าพลิกที่พบบ่อยมักเริ่มจาก ปวดข้อเท้า ข้อเท้าบวม แดง หรือมีรอยฟกช้ำ ส่งผลให้ลงน้ำหนักเท้าได้ไม่เต็มที่ ระดับความรุนแรงของอาการข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงของการบาดเจ็บของเอ็นข้อเท้า ซึ่งในบางกรณีอาจต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI เพื่อประเมินความเสียหายอย่างละเอียด โดยทั่วไปสามารถแบ่งความรุนแรงของข้อเท้าพลิกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้


  • ระดับที่ 1 (Grade I) เอ็นข้อเท้าเกิดการยืดตัวหรือฉีกขาดเล็กน้อย ทำให้เอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้าเกิดการอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวด กดเจ็บ และข้อเท้าบวมเล็กน้อย แต่ยังสามารถลงน้ำหนักและเดินได้ อาการข้อเท้าพลิกระดับนี้สามารถดูแลและปฐมพยาบาลด้วยตนเองได้ อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์
  • ระดับที่ 2 (Grade II) เอ็นข้อเท้าเกิดการฉีกขาดมากขึ้นกว่าในระดับแรก แต่ยังไม่ขาดทั้งหมด ผู้ป่วยมักมีอาการปวดข้อเท้าชัดเจน ข้อเท้าบวมมากขึ้น อาจมีรอยฟกช้ำ และเริ่มเดินลำบาก จำเป็นต้องพักการใช้งานและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อาจต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือทำกายภาพบำบัด
  • ระดับที่ 3 (Grade III) เป็นระดับที่เอ็นข้อเท้าฉีกขาดทั้งเส้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดรุนแรง ข้อเท้าบวมมาก มีรอยเขียวช้ำชัดเจน และไม่สามารถลงน้ำหนักเท้าได้ มักพบในผู้ที่เกิดข้อเท้าพลิกซ้ำหรือมีเอ็นข้อเท้าอ่อนแอมาก่อน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงและการบาดเจ็บเรื้อรังในอนาคตได้

การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อข้อเท้าพลิกตามหลัก RICE


ข้อเท้าพลิก ทําไงหายเร็ว

หากเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลง การปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดอาการปวด บวม และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำ หลักการดูแลตนเองที่แนะนำคือ RICE ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติดังนี้


  • R – Rest (พักการใช้งาน) พักการใช้งานข้อเท้าที่บาดเจ็บทันที หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักหรือทำกิจกรรมที่กระตุ้นอาการปวดในช่วงแรก โดยเฉพาะ 24–48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการฝืนเดินหรือเล่นกีฬา แต่ไม่จำเป็นต้องตรึงข้อเท้าให้อยู่นิ่งตลอดเวลา หากอาการดีขึ้นสามารถเริ่มขยับเบา ๆ ตามคำแนะนำได้
  • I – Ice (ประคบเย็น) ประคบเย็นบริเวณที่บาดเจ็บโดยใช้ผ้าห่อน้ำแข็งหรือแผ่นเจลเย็น ประคบครั้งละประมาณ 15–20 นาที ทำซ้ำทุก 2–3 ชั่วโมง ในช่วง 1–2 วันแรก เพื่อช่วยลดอาการปวด บวม และการอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการวางน้ำแข็งสัมผัสผิวหนังโดยตรงเพื่อลดความเสี่ยงต่อผิวหนังถูกทำลาย
  • C – Compression (พันผ้ายืด/รัดพยุง) ใช้ผ้ายืดหรืออุปกรณ์พยุงข้อเท้าเพื่อช่วยลดอาการบวมและเพิ่มความมั่นคงของข้อเท้า ระวังอย่าพันแน่นจนเกินไป เพราะอาจรบกวนการไหลเวียนเลือด หากมีอาการชา ปวดมากขึ้น หรือปลายเท้าเย็น ควรคลายผ้าออก
  • E – Elevation (ยกข้อเท้าให้สูง) ยกข้อเท้าที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ โดยเฉพาะในช่วงพักหรือขณะนอน เพื่อช่วยลดแรงดันในหลอดเลือดดำและระบบน้ำเหลือง ลดการคั่งของเลือดและของเหลวในเนื้อเยื่อ ส่งผลให้อาการบวมลดลง

สรุป: การดูแลตามหลัก RICE อย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก มีบทบาทสำคัญในการลดอาการปวดบวม ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม และลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บซ้ำหรือปัญหาเรื้อรังในอนาคต



วิธีการรักษาเมื่อเกิดอาการข้อเท้าพลิก


หลังจากปฐมพยาบาลอาการข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงในระยะแรกแล้ว หากยังมีอาการเดินลงน้ำหนักได้ไม่เต็มที่ หรืออาการปวดและบวมไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บอย่างละเอียด และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บซ้ำและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว


วิธีรักษาข้อเท้าพลิกโดยไม่ต้องผ่าตัด


การรักษาข้อเท้าพลิกแบบไม่ผ่าตัดมีเป้าหมายเพื่อให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูเอ็นข้อเท้าที่บาดเจ็บได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานข้อเท้าได้อย่างปลอดภัย แนวทางการรักษาหลักประกอบด้วย


  • การใช้อุปกรณ์พยุงหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของข้อเท้า เช่น การใช้ผ้าพยุงข้อเท้า (ankle brace) หรือการใส่เฝือกอ่อน เพื่อช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป เพิ่มความมั่นคงของข้อเท้า และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำในช่วงที่เอ็นกำลังฟื้นตัว ในกรณีที่ยังมีอาการปวดมาก แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ไม้ค้ำยันชั่วคราวเพื่อลดการลงน้ำหนัก
  • การใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดปวดและยาลดการอักเสบของเอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้า ทั้งในรูปแบบยารับประทาน ยาทา หรือยาสเปรย์ โดยชนิดของยาจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและดุลยพินิจของแพทย์
  • การบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า เมื่ออาการปวดและบวมเริ่มลดลง การเริ่มบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเท้าอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ รวมถึงการฝึกการทรงตัว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเกิดข้อเท้าพลิกซ้ำในระยะยาว
  • การทำกายภาพบำบัด อาจพิจารณาทำควบคู่ไปกับการรักษาในผู้ป่วยที่มีอาการปวดมาก ฟื้นตัวช้า หรือมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว โดยนักกายภาพบำบัดจะช่วยออกแบบโปรแกรมฟื้นฟูที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย




วิธีรักษาข้อเท้าพลิกโดยการผ่าตัด


ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงซ้ำ ๆ จากภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงเรื้อรัง เนื่องจากเอ็นข้อเท้าฉีกขาดทั้งเส้น หรือไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดซ่อมแซมหรือสร้างเอ็นข้อเท้าใหม่ เพื่อช่วยให้ข้อเท้ากลับมามีความมั่นคงและสามารถใช้งานได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง


สรุป: การรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกและการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เป็นกุญแจสำคัญในการลดโอกาสเกิดข้อเท้าพลิกซ้ำและปัญหาเรื้อรังในอนาคต


ข้อเท้าพลิก ป้องกันได้ ลดความเสี่ยงบาดเจ็บเรื้อรัง


ข้อเท้าพลิก ป้องกัน

การเกิดอุบัติเหตุจนข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงซ้ำ ๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บสะสมของเอ็นข้อเท้า นำไปสู่ภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงหรือข้อเท้าหลวม และเพิ่มความเสี่ยงของการบาดเจ็บเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ข้อเท้าพลิกสามารถป้องกันได้ โดยมีแนวทางดังนี้


  • เลือกรองเท้าที่เหมาะสม ควรเลือกรองเท้าที่พอดีกับขนาดเท้า มีความมั่นคง และหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าที่ทำให้เสียสมดุลการทรงตัว
  • วอร์มอัปก่อนเล่นกีฬาและออกกำลังกาย ควรอบอุ่นร่างกายและยืดกล้ามเนื้อรวมถึงเอ็นรอบข้อเท้าก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลัน
  • ระมัดระวังขณะก้าวเดินในชีวิตประจำวัน ควรมีสติขณะเดินหรือขึ้นลงบันได โดยเฉพาะบนพื้นต่างระดับหรือพื้นลื่น เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุที่อาจทำให้ข้อเท้าพลิก
  • ฝึกบริหารข้อเท้าอย่างสม่ำเสมอ การบริหารข้อเท้าและฝึกการทรงตัวจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า ซึ่งมีส่วนสำคัญในการป้องกันข้อเท้าพลิกซ้ำ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดและแรงบิดต่อข้อเท้า ทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายขึ้น
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยวิตามินซีและโอเมก้า-3 มีส่วนช่วยลดการอักเสบ ขณะที่กรดอะมิโน โปรตีน คอลลาเจน วิตามินดี และสังกะสี มีบทบาทในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และเสริมสร้างความแข็งแรงของเอ็นและกล้ามเนื้อ

ข้อเท้าพลิก อย่าชะล่าใจ ดูแลไม่ดีเสี่ยงบาดเจ็บซ้ำ


ข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลงเป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่หากละเลยการดูแลหรือปฐมพยาบาลไม่ถูกวิธี อาจทำให้การบาดเจ็บฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดข้อเท้าพลิกซ้ำจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในอนาคต การมีความรู้ในการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้อง รวมถึงการประเมินความรุนแรงของอาการเบื้องต้นและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้อาการบาดเจ็บทุเลาลง ฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสเกิดการบาดเจ็บซ้ำในระยะยาว


ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมดูแลผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บจากข้อเท้าพลิกอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การประเมินวินิจฉัย และการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ตลอดจนการดูแลฟื้นฟูหลังการรักษา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำ และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันหรือก้าวเดินได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้อเท้าพลิก


1. ภาวะแทรกซ้อนจากข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลงมีหรือไม่?


มีได้ครับ โดยเฉพาะในผู้ที่เกิดข้อเท้าพลิกซ้ำ ๆ หรือไม่ได้รับการดูแลรักษาและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบ ได้แก่


  • อาการปวดข้อเท้าเรื้อรัง
  • ภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงหรือข้อเท้าหลวม (chronic ankle instability)
  • การบาดเจ็บหรือการอักเสบเรื้อรังของเอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า
  • การบาดเจ็บของกระดูกอ่อนภายในข้อเท้า จากแรงกระแทกหรือการใช้งานที่ผิดปกติซ้ำ ๆ
  • ข้ออักเสบ และในระยะยาวอาจทำให้ ข้อเท้าเสื่อมเร็วขึ้น
  • การบาดเจ็บบริเวณอื่นของร่างกายจากการล้ม อันเนื่องมาจากข้อเท้าไม่มั่นคง

ดังนั้น การปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง การรักษาอย่างเหมาะสม และการฟื้นฟูอย่างครบถ้วนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและปัญหาเรื้อรังในอนาคต


2. อาการข้อเท้าพลิก กี่วันถึงหายดี?


ระยะเวลาที่อาการข้อเท้าพลิกหรือเอ็นข้อเท้าอักเสบจะหายดี ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ หากเป็นข้อเท้าพลิกระดับเล็กน้อย อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นและสามารถหายได้ภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์ แต่ในกรณีที่เป็นข้อเท้าพลิกระดับปานกลางถึงรุนแรง อาจต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูนานขึ้น ตั้งแต่ประมาณ 3–6 สัปดาห์ หรือในบางรายอาจใช้เวลานานหลายเดือน โดยเฉพาะหากมีเอ็นฉีกขาดมากหรือเกิดข้อเท้าพลิกซ้ำ

หากอาการปวด บวม หรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้เป็นเวลานาน ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม


References


Sprained Ankle. (2021, October 26). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/22048-sprained-ankle


Recovering from an ankle sprain. (2024, March 28). Harvard Health Publishing. https://www.health.harvard.edu/pain/recovering-from-an-ankle-sprain


Mayo Clinic Staff. (2022, August 11). Sprained ankle. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/sprained-ankle/symptoms-causes/syc-20353225

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital