บทความสุขภาพ

Knowledge

ฝากครรภ์ครั้งแรกอย่างมั่นใจ ข้อมูลสำคัญที่คุณแม่มือใหม่ต้องรู้

พญ. พลอยนิล พุทธาพิทักษ์พงศ์

ฝากครรภ์ครั้งแรกอย่างมั่นใจ ข้อมูลสำคัญที่คุณแม่มือใหม่ต้องรู้

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตื้นตันและปีติยินดีกับสมาชิกใหม่ที่จะมาเติมเต็มความสุขให้กับครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาต้องไปฝากครรภ์ครั้งแรก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ ในบทความนี้จะพาคุณแม่มือใหม่มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของการฝากครรภ์ เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปลอดภัย และมั่นใจจนถึงวันที่ได้พบกับลูกน้อยเป็นครั้งแรก


Key Takeaways


  • การฝากครรภ์เป็นขั้นตอนการตรวจและติดตามสุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะตั้งครรภ์ ลดความเสี่ยงจากการแท้งบุตร ภาวะครรภ์เป็นพิษ ทารกพิการแต่กำเนิด หรือการคลอดก่อนกำหนด
  • ในการฝากครรภ์ครั้งแรกจะมีการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด ทั้งตรวจเลือด ปัสสาวะ อัลตราซาวนด์ และคัดกรองโรค เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวมของคุณแม่และทารกในครรภ์
  • การฝากครรภ์ควรเริ่มทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์ หรือภายใน 12 สัปดาห์แรก เพื่อให้แพทย์ติดตามพัฒนาการทารก และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ระยะแรก
  • การเข้ารับการตรวจครรภ์ตามนัดหมาย และดูแลสุขภาพตนเองอย่างถูกวิธี ช่วยให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะเติบโตตามพัฒนาการ คลอดได้อย่างปลอดภัย และมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

ฝากครรภ์คืออะไร? ทำไมคุณแม่ควรเริ่มตั้งแต่รู้ว่าท้อง


การฝากครรภ์ หรือการฝากท้อง คือขั้นตอนการตรวจและติดตามสุขภาพของคุณแม่ และทารกในครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ไปจนถึงก่อนคลอด เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินพัฒนาการของลูกน้อย ตรวจหาความผิดปกติ หรือภาวะเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมให้คำแนะนำด้านโภชนาการ การดูแลสุขภาพ การป้องกันโรคที่เหมาะสม ไปจนถึงการดูแลและเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจ เพื่อให้การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปลอดภัย ทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์สามารถมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ตลอดช่วงการตั้งครรภ์


ฝากครรภ์มีประโยชน์อย่างไร? เข้าใจความสำคัญของการฝากครรภ์


การฝากครรภ์คุณภาพ

การฝากครรภ์เป็นประโยชน์ทั้งกับคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ เพราะทุกการตั้งครรภ์ล้วนมีความเสี่ยงทางสุขภาพแม่และเด็ก การฝากครรภ์จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ทารกพิการแต่กำเนิด หรือการสูญเสียชีวิตของแม่และลูกระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


และที่สำคัญ การฝากครรภ์จะช่วยให้แพทย์สามารถติดตามพัฒนาการของลูกทารกได้อย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุครรภ์ เพื่อให้ทั้งสองมีสุขภาพแข็งแรงปลอดภัยตลอดการตั้งครรภ์


การฝากครรภ์ต้องพบแพทย์กี่ครั้ง?


การนัดหมายในช่วงเวลาฝากครรภ์จะขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ที่เริ่มฝากครรภ์ครั้งแรก ซึ่งทั่วไป แพทย์จะนัดหมายเป็นระยะ เพื่อประเมินสุขภาพของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุครรภ์


ในกรณีที่คุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อน การฝากครรภ์จะนัดตรวจตามมาตรฐานดังนี้


  • อายุครรภ์ก่อน 28 สัปดาห์ : ควรพบแพทย์ทุก 4 สัปดาห์ (เดือนละครั้ง) เพื่อประเมินสุขภาพพื้นฐาน ตรวจวัดความดันโลหิต น้ำหนัก ตรวจปัสสาวะ และฟังเสียงหัวใจทารก
  • อายุครรภ์ 28-36 สัปดาห์ : ควรนัดตรวจทุก 2 สัปดาห์ เพื่อประเมินพัฒนาการของทารก การเคลื่อนไหวในครรภ์ และตรวจภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์
  • อายุครรภ์หลัง 36 สัปดาห์ จนถึงกำหนดคลอด : ควรพบแพทย์ทุกสัปดาห์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะครรภ์เป็นพิษ ตรวจการเปิดของปากมดลูก และเตรียมความพร้อมสำหรับการคลอด

ในบางกรณีที่คุณแม่มีภาวะเสี่ยง เช่น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง หรือครรภ์แฝด แพทย์อาจนัดตรวจบ่อยกว่าปกติเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด


รู้ตัวว่าท้อง ควรฝากครรภ์ตอนไหนดี?


คุณแม่ควรเริ่มฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ หรือภายในช่วงอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์แรก เพราะช่วงเวลานี้เป็นระยะสำคัญของการพัฒนาระบบอวัยวะต่าง ๆ ของทารก การฝากครรภ์เร็วจะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจสุขภาพของคุณแม่ ประเมินอายุครรภ์อย่างแม่นยำ


นอกจากนี้ การฝากครรภ์ยังสามารถตรวจครรภ์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ไม่มีภาวะท้องนอกมดลูก ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือภาวะท้องลมได้


ฝากครรภ์ครั้งแรก ต้องตรวจอะไรบ้าง?


ฝากครรภ์ครั้งแรก

ในการฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะทำการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดทั้งของคุณแม่และทารกในครรภ์ เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกาย และวางแผนการดูแลที่เหมาะสมตลอดการตั้งครรภ์ โดยทั่วไปจะมีรายการตรวจดังนี้


  • การซักประวัติสุขภาพ : แพทย์จะสอบถามข้อมูลทางสุขภาพของคุณแม่อย่างละเอียด อาทิ
    • ประจำเดือนครั้งสุดท้าย
    • ประวัติโรคประจำตัว การใช้ยา การแพ้ยาต่าง ๆ
    • ประวัติการเจ็บป่วยทางนรีเวช เช่น เนื้องอกมดลูก หรือ ซีสต์รังไข่
    • ประวัติความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม หรือโรคที่สามารถสืบทอดทางพันธุกรรม
    • ประวัติการตั้งครรภ์ (ถ้ามี)
    • พฤติกรรมการใช้สารเสพติดของคุณแม่ หรือบุคคลใกล้ชิด
  • วัดส่วนสูง : คุณแม่ที่มีส่วนสูงน้อยกว่า 140 เซนติเมตรมักจะมีอุ้งเชิงกรานแคบ อาจประสบกับปัญหาคลอดยาก แพทย์จำเป็นต้องประเมินเพื่อวางแผนการทำคลอดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่และทารกในครรภ์
  • ชั่งน้ำหนัก : เพื่อประเมินถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
  • วัดความดันโลหิต : ความดันโลหิตมีความสำคัญต่อการตั้งครรภ์ กรณีที่ความดันโลหิตสูง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่ และเพิ่มความเสี่ยงทารกน้ำหนักน้อย หรือคลอดก่อนกำหนด กลับกันหากความดันโลหิตต่ำ อาจส่งผลให้การลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงทารกในครรภ์ไม่เพียงพอ เพิ่มความเสี่ยงทารกพัฒนาการช้า หรือคลอดก่อนกำหนดได้
  • ตรวจเลือด : เพื่อดูหมู่เลือด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด หาภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดเยอรมัน ไปจนถึงตรวจหาโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น ธาลัสซีเมีย และการตรวจหาโรคติดต่อ เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี เอชไอวี เป็นต้น
  • ตรวจปัสสาวะ : เพื่อประเมินระดับน้ำตาล โปรตีน หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณเสี่ยงโรคเบาหวาน หรือโรคไตขณะตั้งครรภ์
  • ตรวจอัลตราซาวนด์ : เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ และตรวจดูตำแหน่งของตัวอ่อน
  • ตรวจยืนยันการตั้งครรภ์ : เพื่อการประเมินอายุครรภ์ที่แม่นยำ

หลังจากฝากครรภ์ครั้งแรกเป็นที่เรียบร้อย คุณแม่จะได้สมุดฝากครรภ์ พร้อมกับการนัดหมายตามโปรแกรมฝากครรภ์ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ไตรมาส เพื่อให้แพทย์ติดตามพัฒนาการของลูกน้อย และสุขภาพของคุณแม่อย่างใกล้ชิดตลอดการตั้งครรภ์


การฝากครรภ์แต่ละไตรมาส ตรวจอะไรบ้าง?


ร่างกายของคุณแม่และการเจริญเติบโตของทารกจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดจนกระทั่งวันคลอด ดังนั้นการตรวจครรภ์ตามกำหนดจะช่วยให้แพทย์สามารถติดตามความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์ ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที


ฝากครรภ์ไตรมาสที่ 1 (ช่วงอายุครรภ์ 1-14 สัปดาห์)


ในช่วงไตรมาสแรก คุณแม่ควรเข้ารับการตรวจทุก 4 สัปดาห์ หรือเดือนละ 1 ครั้ง การตรวจในไตรมาสนี้เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ ประเมินสุขภาพพื้นฐาน และค้นหาความผิดปกติของคุณแม่ตั้งแต่เริ่มต้น


  • ตรวจร่างกายทั่วไป วัดความดันโลหิต น้ำหนัก และประเมินภาวะโลหิตจาง
  • ตรวจเลือด เพื่อดูหมู่เลือด ความเข้มข้นของเลือด ตรวจหาโรคติดต่อ เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี เอชไอวี และหาภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอรมัน
  • ตรวจปัสสาวะ เพื่อดูระดับน้ำตาล โปรตีน และการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  • ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ และตรวจดูตำแหน่งของทารกในครรภ์
  • ตรวจคัดกรอง NIPT เพื่อหาความผิดปกติทางโครโมโซมที่แสดงออกเป็นโรคทางพันธุกรรม เช่น ดาวน์ซินโดรม กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด กลุ่มอาการพาทัวซินโดรม เป็นต้น
  • ตรวจสุขภาพปากและฟัน เพื่อป้องกันฟันผุขณะตั้งครรภ์
  • ประเมินสุขภาพจิต เพื่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ที่อาจส่งผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจ

ฝากครรภ์ไตรมาสที่ 2 (ช่วงอายุครรภ์ 15-28 สัปดาห์)


ช่วงนี้ควรตรวจทุก 4 สัปดาห์ หรือเดือนละ 1 ครั้ง โดยเน้นตรวจเพื่อประเมินพัฒนาการของทารกและค้นหาความผิดปกติทางโครโมโซม


  • ตรวจวัดความดันโลหิต น้ำหนัก และฟังเสียงหัวใจทารก
  • ตรวจเลือดซ้ำ เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง และระดับน้ำตาลในเลือด
  • ตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม และความผิดปกติของทารก (Quad Test หรือ Amniocentesis ตามดุลยพินิจของแพทย์)
  • อัลตราซาวนด์ เพื่อดูพัฒนาการและอวัยวะของทารกอย่างละเอียด
  • ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ไอกรน คอตีบ ไข้หวัดใหญ่ (ขึ้นอยู่กับประวัติการรับวัคซีนของแต่ละบุคคล)

ฝากครรภ์ไตรมาสที่ 3 (ช่วงอายุครรภ์ 29-40 สัปดาห์)


ในช่วงนี้คุณแม่ควรตรวจทุก 2 สัปดาห์ และเมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้คลอด (หลัง 36 สัปดาห์) ควรมาพบแพทย์ ทุกสัปดาห์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และเตรียมความพร้อมก่อนคลอด


  • ตรวจความดันโลหิต น้ำหนัก และอาการบวม เพื่อป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษ
  • ตรวจเลือดคัดกรองโรคติดต่อ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนคลอด
  • ตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจหาน้ำตาลและโปรตีนในปัสสาวะ
  • อัลตราซาวนด์ตรวจวัดขนาดมดลูก ฟังเสียงหัวใจทารก และประเมินการเคลื่อนไหวของลูกในครรภ์
  • ตรวจหาการติดเชื้อกลุ่มสเตรปโตคอกคัส (Group B Streptococcus) ในช่วงสัปดาห์ที่ 35-37
  • อาจได้รับการฉีดวัคซีนบาดทะยัก กระตุ้นเข็มสุดท้ายก่อนคลอด

ระหว่างฝากครรภ์ คุณแม่ควรดูแลสุขภาพอย่างไรให้ปลอดภัยทั้งแม่และลูก


ฝากครรภ์ ดูแล

การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การมาพบแพทย์ตามนัด เพราะพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคุณแม่มีผลโดยตรงต่อพัฒนาการและความแข็งแรงของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งแนวทางการดูแลสุขภาพตนเองระหว่างตั้งครรภ์สามารถปฏิบัติตามได้ดังนี้


  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม และโปรตีนสูง เพื่อบำรุงเลือด และพัฒนาการของทารก
  • รับประทานวิตามินตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก และแคลเซียม ในปริมาณที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุครรภ์
  • ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินช้า ๆ ว่ายน้ำ หรือโยคะสำหรับคนท้อง เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดีและลดอาการปวดเมื่อย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชั่วโมง และพยายามนอนตะแคงเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงทารกได้ดี
  • หลีกเลี่ยงสารอันตราย และสิ่งกระตุ้นที่อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ คาเฟอีน ยาบางชนิด หรืออาหารดิบ เป็นต้น
  • มาตรวจครรภ์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ติดตามสุขภาพของคุณแม่และทารก รวมถึงเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

การดูแลตนเองอย่างถูกวิธี ควบคู่กับการฝากครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะเติบโตแข็งแรงและปลอดภัยตลอดการตั้งครรภ์


เริ่มฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดทุกช่วงการตั้งครรภ์


ดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์

การฝากครรภ์เป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ ตั้งแต่เริ่มทราบว่าตั้งครรภ์ไปจนถึงวันคลอด เพราะช่วยให้แพทย์สามารถติดตามพัฒนาการของทารก ตรวจหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุครรภ์ เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปลอดภัย


ศูนย์สูตินรีเวช โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้บริการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์โดยทีมสูตินรีแพทย์และพยาบาลวิชาชีพ พร้อมเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้คุณแม่ได้รับการดูแลอย่างอบอุ่น และมั่นใจในทุกช่วงของการตั้งครรภ์ ตั้งแต่การฝากครรภ์ ตรวจสุขภาพ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมสำหรับวันคลอด


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝากครรภ์


1. ฝากครรภ์ช้าสุดได้กี่เดือน


ฝากครรภ์อย่างช้าที่สุดไม่ควรเกิน 3 เดือน หรือ 12 สัปดาห์ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และเด็กในครรภ์ ทั้งนี้ แนะนำให้ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ เพื่อตรวจคัดกรองความเสี่ยง และวางแผนการดูแลครรภ์ได้อย่างเหมาะสมที่สุด


2. ฝากครรภ์ต้องเตรียมเอกสารหรือข้อมูลอะไรบ้าง


ก่อนเข้ารับการฝากครรภ์จะต้องเตรียมเอกสารและแจ้งข้อมูลกับแพทย์ดังต่อไปนี้


  • บัตรประชาชนของคุณแม่และคุณพ่อ
  • ประวัติการเจ็บป่วย การใช้ยา การแพ้ยาต่าง ๆ
  • ประวัติความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรม
  • ประวัติการตั้งครรภ์ (ถ้ามี)
  • รอบเดือนครั้งล่าสุด

References


Pregnancy, Childbirth, Postpartum and Newborn Care: A Guide for Essential Practice. 3rd edition. Geneva: World Health Organization; 2015. C, ANTENATAL CARE. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK326665/


Antenatal care during your pregnancy. (n.d.). Pregnancy, Birth & Baby. https://www.pregnancybirthbaby.org.au/antenatal-care-during-your-pregnancy


Your antenatal care. (2023, November 13). NHS. https://www.nhs.uk/pregnancy/your-pregnancy-care/your-antenatal-care/

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital