ปวดท้องน้อย เป็นอาการที่พบได้ทุกเพศทุกวัย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยมีตั้งแต่อาการทั่วไปที่สามารถหายได้เอง หรือรักษาได้ไม่ยากนัก ไปจนถึงอาการรุนแรงที่อาจเป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติ และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์โดยเร็ว หากมีอาการปวดท้องน้อยควรหมั่นสังเกตอาการอยู่เสมอ กรณีที่มีอาการร่วมอื่น ๆ ที่ผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม
Key Takeaways
- ปวดท้องน้อย คือ อาการปวดท้องบริเวณใต้สะดือลงมา เกิดจากอวัยวะบริเวณอุ้งเชิงกรานแสดงอาการผิดปกติ ที่อาจเป็นได้ทั้งอาการปวดทั่วไป และอาการปวดรุนแรงที่อาจบ่งบอกปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการรักษา
- ควรสังเกตตำแหน่ง ลักษณะ และอาการร่วมอย่างใกล้ชิด เช่น ปวดร้าว ปัสสาวะผิดปกติ มีไข้ คลื่นไส้ หรือเลือดออกผิดปกติ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกความรุนแรงและแนวโน้มของสาเหตุที่เป็นไปได้
- หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการผิดปกติร่วม ควรรีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และรับการรักษาที่ตรงจุดโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง
อาการปวดท้องน้อยเป็นอย่างไร?
อาการปวดท้องน้อยเป็นอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นบริเวณใต้สะดือลงไป ซึ่งลักษณะอาการปวดท้องน้อยอาจมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดอาการปวด และสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการ
ปวดท้องน้อยด้านซ้าย
บริเวณท้องน้อยด้านซ้ายเป็นตำแหน่งของปีกมดลูกซ้าย รังไข่ซ้าย ท่อไตซ้าย ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งอาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายอาจมีลักษณะอาการดังนี้
- ปวดบีบ ปวดเกร็ง หรือปวดหน่วงในช่องท้อง
- อาจรู้สึกเจ็บท้องน้อยด้านซ้ายจี๊ด ๆ โดยเฉพาะเมื่อขยับตัวหรือกดที่ท้องน้อยด้านซ้าย
- อาจรู้สึกปวดร้าวไปยังหลังและสะโพก
- อาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น คลื่นไส้อาเจียน เป็นไข้ ท้องผูกหรือท้องเสีย ฯลฯ
ปวดท้องน้อยตรงกลาง
บริเวณท้องน้อยตรงกลางเป็นตำแหน่งของมดลูก และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาการเจ็บท้องน้อยตรงกลางอาจมีลักษณะอาการดังนี้
- ปวดบิด ปวดเกร็ง หรือปวดหน่วงในช่องท้อง
- ปวดแน่นท้อง รู้สึกอึดอัด
- อาจมีอาการปวดร้าวมาที่หลังและสะโพก
- ปวดท้องน้อยร่วมกับปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะกะปริบกะปรอย
- อาการปวดอาจมีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์บางอย่าง เช่น ปวดท้องน้อยหน่วง ๆ ตรงกลางขณะมีประจำเดือน ปวดเมื่อมีการก้มหรือยกของหนัก
ปวดท้องน้อยด้านขวา
บริเวณท้องน้อยด้านขวาเป็นตำแหน่งของปีกมดลูกขวา รังไข่ขวา ท่อไตขวา ไส้ติ่ง ซึ่งอาการปวดท้องน้อยข้างขวาอาจมีลักษณะอาการดังนี้
- ปวดจี๊ด ๆ หรือปวดหน่วงในช่องท้อง
- อาจมีปวดบิดเกร็ง กดเจ็บท้องน้อยด้านขวา
- อาจมีอาการอึดอัด แน่นท้อง
- อาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น มีไข้สูง ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ขับถ่ายลำบาก ฯลฯ
อาการปวดท้องน้อยที่กล่าวไปข้างต้นอาจเป็นเพียงอาการใดอาการหนึ่ง หรืออาจเป็นมากกว่าหนึ่งอาการก็ได้ โดยอาการเหล่านี้อาจบอกถึงตำแหน่งของอวัยวะที่อาจมีความผิดปกติได้คร่าว ๆ ซึ่งหากมีอาการที่น่าสงสัยว่ามีโอกาสเป็นโรคอันตราย อาจต้องเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
รวมสาเหตุที่พบบ่อยเมื่อปวดท้องน้อย

อาการปวดท้องน้อยอาจเกิดขึ้นจากสาเหตุเหล่านี้
- ปวดท้องประจำเดือน : พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เกิดจากภาวะมดลูกบีบตัวเพื่อขับประจำเดือนออก
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ : เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่ควรหลุดลอกเป็นประจำเดือนเกิดไหลย้อนกลับและเจริญนอกมดลูก ทำให้เกิดความผิดปกติในตำแหน่งที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปฝังตัว โดยบริเวณที่พบบ่อยคือรังไข่ หรือ ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst)
- เนื้องอกมดลูก : เนื้องอกอาจมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่มาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการกดเบียดเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้เคียง จนทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยขึ้น และอาจมีอาการปวดที่รุนแรงในกรณีที่เนื้องอกมีการบิดขั้ว
- การติดเชื้อในมดลูก หรืออุ้งเชิงกราน : เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย ร่วมกับการมีตกขาวกลิ่นเหม็น
- อุ้งเชิงกรานหย่อน : เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอ ไม่สามารถพยุงอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานได้ตามปกติ
- การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ : พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่า
- ไส้ติ่งอักเสบ : เกิดจากเศษอาหาร เศษอุจจาระไปอุดตันในไส้ติ่ง ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียไปเจริญเติบโตและก่อให้เกิดการอักเสบขึ้น ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยด้านขวาอย่างรุนแรง
- ไส้เลื่อน : เกิดจากลำไส้เลื่อนออกจากตำแหน่งปกติผ่านรูพังผืดหรือกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง ในกรณีร้ายแรง ไส้เลื่อนไม่สามารถกลับเข้าตำแหน่งเดิมได้จนอาจทำให้เกิดลำไส้อุดตัน ขาดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ลำไส้เน่าได้
- นิ่วในไต : เกิดจากการตกผลึกของสารต่าง ๆ ในปัสสาวะจนกลายเป็นก้อนแข็ง กรณีที่นิ่วในไตไปขัดขวางทางเดินปัสสาวะ อาจทำให้เกิดการคั่งของน้ำปัสสาวะ และเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะจนกรวยไตอักเสบได้
อาการปวดท้องน้อยสามารถเกิดขึ้นได้หลายระบบ ไม่ว่าจะระบบสืบพันธุ์ ระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินอาหาร และระบบขับถ่าย ดังนั้นการตรวจคัดกรองโรคในเบื้องต้นที่แม่นยำจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ตรงจุด
การตรวจวินิจฉัยปวดท้องน้อย
การตรวจวินิจฉัยอาการปวดท้องน้อยในเบื้องต้นจะมีการซักประวัติ และตรวจประเมินร่างกายโดยแพทย์ ว่าผู้ป่วยมีอาการปวดลักษณะไหน ปวดมากี่วัน มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะพิจารณาส่งตรวจหาความผิดปกติด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
- การตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้องส่วนล่าง
- การตรวจภายใน และการอัลตราซาวนด์ช่องคลอด เพื่อหาความผิดปกติภายในมดลูก
- การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI เพื่อตรวจหาความผิดปกติภายในช่องท้องที่ละเอียดและแม่นยำขึ้น
- การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อตรวจหาความผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
วิธีการรักษาอาการปวดท้องน้อย

การรักษาอาการปวดท้องน้อยจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ และระดับความรุนแรงของอาการ โดยแนวทางการรักษามีดังต่อไปนี้
- การรักษาด้วยยา : ใช้ในกรณีที่อาการปวดท้องน้อยเกิดขึ้นจากการปวดอักเสบ หรือการติดเชื้อ ซึ่งจะมีทั้งรูปแบบยารับประทานและยาฉีด
- การรักษาด้วยการผ่าตัด : กรณีที่อาการปวดท้องน้อยมาจากเนื้องอก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไส้ติ่งอักเสบ ไส้เลื่อน นิ่วในไต มักจะต้องทำการผ่าตัด เนื่องจากหากปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายมากขึ้น
อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากอาการปวดท้องน้อย
กรณีที่อาการปวดท้องน้อยเกิดจากภาวะหรือโรคอันตราย และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ยกตัวอย่างเช่น
- ไส้ติ่งแตก กรณีที่ปวดท้องน้อยจากไส้ติ่งอักเสบและไม่ได้รับการผ่าตัดโดยเร็ว
- ภาวะพังผืดในช่องท้อง มักเกิดจากอวัยวะอักเสบเรื้อรัง
- ไตเสียหาย นิ่วในไตที่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ไตทำงานได้ลดลง
- ภาวะมีบุตรยาก หากการปวดท้องน้อยเกิดจากโรคระบบสืบพันธุ์ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ปีกมดลูกอักเสบ
- การติดเชื้อในกระแสเลือด กรณีที่เกิดการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานและไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
การดูแลและป้องกันจากอาการปวดท้องน้อย

แม้ว่าอาการปวดท้องน้อยจากบางสาเหตุอาจป้องกันได้ยาก แต่ก็สามารถลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย และป้องกันไม่ให้อาการปวดท้องน้อยรุนแรงมากขึ้นด้วยวิธีดังนี้
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะทำงานดี ลดโอกาสการเกิดนิ่ว
- หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ลดความเสี่ยงการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
- รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและย่อยง่าย ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดี ลดโอกาสเกิดแรงดันในช่องท้องขณะเบ่ง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานดี กระตุ้นระบบย่อยอาหาร และช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
- หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรง อาการปัสสาวะขัด มีอาการปวดท้องน้อยจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หากพบความผิดปกติเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
- เข้ารับการตรวจสุขภาพ ตรวจภายในประจำปี เพื่อค้นหาความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ และรับการรักษาที่รวดเร็ว
อย่าปล่อยให้อาการปวดท้องน้อยรบกวนการใช้ชีวิต ค้นหาสาเหตุและรับการรักษาได้ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า
อาการปวดท้องน้อยอาจเป็นเพียงอาการทั่วไปที่ไม่ต้องรักษาก็สามารถหายได้เอง หรืออาจเป็นอาการเตือนถึงความผิดปกติที่ต้องรีบรักษาโดยเร็ว ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องน้อยก็ไม่ควรประมาท และพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย กรณีที่เป็นโรคอันตรายก็จะสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที
อาการปวดท้องน้อย อาจไม่ใช่แค่อาการทั่วไป ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมตรวจและวินิจฉัยสาเหตุอาการปวดท้องน้อยโดยศูนย์สูตินรีเวช และศูนย์เฉพาะทางโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการรักษาอาการปวดท้องน้อยที่ตรงจุดที่สุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดท้องน้อย
ปวดท้องน้อย เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
เมื่อปวดท้องน้อยรุนแรง หรือปวดท้องน้อยร่วมกับไข้สูง อาเจียน ท้องเสีย มีเลือดปนในปัสสาวะหรืออุจจาระ มีเลือดออกทางช่องคลอด
อาการปวดท้องน้อยที่ลามไปถึงทวารหนัก เกิดจากอะไรได้บ้าง?
เนื้องอกในลำไส้ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในรังไข่ เนื้องอกมดลูก เป็นต้น
References
Lower Abdominal Pain. (2022, December 22). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/24530-lower-abdominal-pain
Pelvic Pain. (2022, June 20). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/12106-pelvic-pain
Nall, R. (2023, March 8). What’s Causing Your Abdominal Bloating and Lower Abdominal Pain? Healthline. https://www.healthline.com/health/abdominal-bloating-and-lower-abdominal-pain