บทความสุขภาพ

Knowledge

ซิฟิลิส (Syphilis) คืออะไร สาเหตุ อาการ และแนวทางการป้องกัน

พญ. พิชชา ปิ่นจันทร์

ซิฟิลิส (Syphilis) คืออะไร สาเหตุ อาการ และแนวทางการป้องกัน

โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญและซับซ้อน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema Pallidum ซึ่งสามารถดำเนินไปได้ถึง 4 ระยะ หากไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบประสาท หัวใจ และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ในบทความนี้จะมาอธิบายให้ครอบคลุมตั้งแต่สาเหตุของซิฟิลิส อาการ การวินิจฉัย แนวทางการรักษา และวิธีการป้องกัน เพื่อให้คุณเข้าใจและสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสม


Key Takeaways


  • ซิฟิลิส คือโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย Treponema Pallidum ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ รวมถึงการติดต่อจากแม่สู่ลูก
  • อาการเริ่มต้นของซิฟิลิสคือ แผลริมแข็ง (Chancre) ที่ไม่เจ็บ
  • อาการโรคซิฟิลิสมี 4 ระยะ หากไม่รักษาจะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อระบบประสาทและหัวใจ
  • โรคซิฟิลิส รักษาได้ด้วยการฉีดยาเพนิซิลลินตามระยะของโรค
  • การป้องกันที่ดีสุดคือการสวมถุงยางอนามัย และการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอ

ซิฟิลิส คืออะไร


ซิฟิลิส คือ

โรคซิฟิลิส (Syphilis) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียทรีโพนีมา พาลลิดัม (Treponema Pallidum) โดยโรคนี้สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับแผล หรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก


อาการซิฟิลิสคือการเกิดแผลแผลริมแข็ง (Chancre) ซึ่งเป็นแผลที่ไม่เจ็บปวด มักจะขึ้นที่อวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก และหากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา ตั้งแต่ระยะแรก โดยแผลจะหายไปเอง แต่ โรคจะดำเนินไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะระยะสุดท้ายที่อาจทำลายระบบอวัยวะสำคัญ เช่น ระบบประสาท ระบบหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นการวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง


ซิฟิลิส เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง


โรคซิฟิลิสเกิดจากอะไร? ซิฟิลิสเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งติดต่อจากคนสู่คนได้ 2 ช่องทาง คือ การติดเชื้อผ่านเพศสัมพันธ์ และการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์


  • ซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis) คือการที่ทารกในครรภ์ติดเชื้อซิฟิลิสจากมารดาที่ติดเชื้อ โดยเชื้อสามารถผ่านจากแม่ไปสู่ลูกได้ในทุกระยะของการตั้งครรภ์ และมีโอกาสติดเชื้อขณะคลอดบุตรเมื่อทารกสัมผัสกับสารคัดหลั่ง หรือเยื่อเมือกของมารดา เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การคลอดก่อนกำหนด การเสียชีวิตของทารกในครรภ์ ไปจนถึงมีผื่นแดงที่ฝ่ามือฝ่าเท้า, หูหนวก, ตับ ม้ามโต ภาวะซีด เกร็ดเลือดต่ำ
  • ซิฟิลิสจากเพศสัมพันธ์ เป็นกามโรคชนิดหนึ่งที่ติดต่อได้ง่าย โดยมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Treponema Pallidum มักเกิดขึ้นผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง บาดแผล หรือเยื่อเมือกของผู้ติดเชื้อ ตัวอย่างสาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย การทำออรัล รวมถึงการจูบ (ในกรณีมีแผลในช่องปาก และสัมผัสกับรอยโรค)

ซิฟิลิสในเพศชายและเพศหญิง แตกต่างกันไหม


โดยทั่วไป อาการของซิฟิลิสในเพศชายและเพศหญิงจะมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อเชื้อแบคทีเรีย Treponema Pallidum เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างจะอยู่ที่ตำแหน่งของการเกิดรอยโรค ซึ่งขึ้นอยู่กับบริเวณที่สัมผัสเชื้อ และลักษณะทางกายวิภาคที่แตกต่างกัน ทำให้การสังเกตเห็นแผลในเพศหญิงบางครั้งทำได้ยากกว่า


ซิฟิลิสกับอาการที่พบในผู้ชาย


ซิฟิลิส อาการในผู้ชายอาจมีอาการร่วมทางร่างกาย เช่น มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ และอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ จุดสังเกตคือการเกิดแผลริมแข็ง (Chancre) ซึ่งเป็นรอยโรคที่ไม่เจ็บ คล้ายแผลเริม หรือหูดหงอนไก่ในบางกรณี โดยตำแหน่งที่พบรอยโรคบ่อย ได้แก่


  • ส่วนหัวองคชาติ (Glans)
  • ส่วนลำองคชาติ (Shaft)
  • ใต้หนังหุ้มปลายองคชาติ
  • บริเวณรอบถุงอัณฑะ
  • ทวารหนัก
  • ขาหนีบ
  • ภายในท่อปัสสาวะ

ซิฟิลิสกับอาการที่พบในผู้หญิง


ซิฟิลิส อาการในผู้หญิงคืออาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ ปวดศีรษะ น้ำหนักลด ปวดกล้ามเนื้อ ผมร่วง และรู้สึกเหนื่อยง่าย จุดสังเกตคือการเกิดแผลริมแข็ง (Chancre) ซึ่งเป็นแผลที่ไม่เจ็บ กดไม่เจ็บ หรือมีตุ่มซิฟิลิสขึ้นบริเวณที่สัมผัสเชื้อ ได้แก่


  • ริมฝีปาก หรือในช่องปาก (อาจมีฝ้าขาวขึ้นที่ลิ้น)
  • อวัยวะเพศ
  • ปากมดลูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผู้ป่วยมักไม่สามารถมองเห็นเองได้ ทำให้การติดเชื้อในระยะแรกอาจถูกมองข้ามไป

ซิฟิลิส แสดงอาการได้กี่ระยะ


ซิฟิลิส อาการ

ทางการแพทย์สามารถแบ่งการดำเนินอาการของโรคซิฟิลิสออกได้เป็น 4 ระยะ ตามลักษณะและความรุนแรงของอาการที่ปรากฏ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเรียงตามลำดับ หรืออาจมีความคาบเกี่ยวกันได้ และในบางราย เชื้ออาจแฝงในร่างกายโดยไม่แสดงอาการเป็นเวลานานหลายปี


ระยะที่ 1 (Primary Syphilis)


ระยะที่ 1 เป็นระยะที่เชื้อซิฟิลิสเริ่มแสดงอาการหลังจากติดเชื้อประมาณ 3 สัปดาห์ โดยอาการที่โดดเด่นคือการเกิดแผลริมแข็ง (Chancre) ซึ่งเป็นตุ่มแผลเล็ก ๆ สีแดง ขอบนูนแข็ง กดไม่เจ็บ มักขึ้นที่อวัยวะเพศ ปาก หรือทวารหนัก แผลนี้จะหายได้เองภายใน 3-8 สัปดาห์ แต่เชื้อจะยังคงอยู่ในร่างกาย และสามารถพัฒนาเข้าสู่ระยะที่ 2 หากไม่ได้รับการรักษา


ระยะที่ 2 (Secondary Syphilis)


อาการจะปรากฏหลังติดเชื้อ 3-12 สัปดาห์ เป็นระยะที่เชื้อแพร่กระจายไปทั่วร่างกายผ่านต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด ทำให้เกิดรอยโรคหลายระบบ โดยมีลักษณะเด่นคือผื่นซิฟิลิสระยะออกดอก ที่ไม่คันและกดไม่เจ็บ อาจเป็นผื่นราบ ผื่นนูนหนา หรือผื่นเป็นแผลกระจายตัวทั่วร่างกาย อวัยวะเพศ ฝ่ามือและฝ่าเท้า ร่วมกับอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต มีไข้ เจ็บคอ ผมร่วง อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์ และเข้าสู่ระยะแฝง


ระยะแฝง (Latent Syphilis)


เป็น "ระยะสงบทางคลินิก" ที่แทบไม่แสดงอาการใด ๆ แต่เชื้อยังคงแฝงเร้นอยู่ในร่างกาย ผู้ป่วยยังคงสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์และจากแม่สู่ลูก เป็นระยะที่มีการดำเนินโรคยาวนานที่สุด โดยสามารถแฝงอยู่ได้นานกว่า 20 ปี ก่อนที่จะพัฒนาเข้าสู่ระยะที่ 3


ระยะที่ 3 (Tertiary Syphilis)


พบในผู้ติดเชื้อประมาณ 15-30% ที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เป็นระยะสุดท้ายและรุนแรงที่สุด โดยเชื้อซิฟิลิสจะเริ่มทำลายอวัยวะภายในอย่างถาวร ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ระบบประสาทและสมอง (Neurosyphilis), ระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Syphilis), ตับ และกระดูก อาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม ตาบอด อัมพาต ชัก โรคหลอดเลือดสมอง หรือเสียชีวิตได้ในที่สุด


ซิฟิลิส ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง


หากผู้ติดเชื้อซิฟิลิสไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และปล่อยให้โรคดำเนินไปจนถึงระยะสุดท้าย เชื้อจะแพร่กระจายและทำลายระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกายอย่างถาวร โดยเฉพาะระบบประสาทและระบบหัวใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะล้มเหลวของอวัยวะ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


  • ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบประสาท (Neurosyphilis) : ส่งผลให้เกิดสภาวะสมองเสื่อม (Dementia) เกิดความผิดปกติในการเคลื่อนไหว อัมพาต หรือชัก และทำให้ประสาทสัมผัสบกพร่อง เช่น ตาบอด หรือ หูหนวก
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Syphilis) : ทำให้เกิดลิ้นหัวใจรั่ว (Aortic Regurgitation) หลอดเลือดแดงโป่งพอง (Aneurysm) โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งนำไปสู่ภาวะหัวใจวาย
  • ความผิดปกติของกระดูกและข้อต่อ : เกิดภาวะกระดูกเสื่อมและข้อต่อผุ
  • ตุ่มหรือเนื้องอกกัมม่า (Gummas) : เป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่ไม่เป็นมะเร็ง เกิดขึ้นได้ทั้งบนผิวหนัง หรืออวัยวะภายใน เช่น กระดูกและตับ เป็นลักษณะเด่นที่พบในซิฟิลิสระยะสุดท้าย
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV : ผู้ที่มีแผลซิฟิลิส หรือรอยโรคอื่น ๆ จะมีโอกาสในการรับเชื้อ HIV ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแผลเหล่านี้เป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง

ซิฟิลิส มีแนวทางการวินิจฉัยอย่างไร


การวินิจฉัยโรคซิฟิลิสเริ่มต้นจากการที่แพทย์จะซักประวัติอาการและพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการตรวจร่างกายอย่างละเอียด จากนั้นจึงยืนยันผลด้วยวิธีการทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจหาเชื้อหรือภูมิคุ้มกันต่อโรคในร่างกาย ซึ่งแนวทางการตรวจวินิจฉัยมีดังนี้


  • การส่องกล้อง Dark-field (DF) : เป็นการเก็บตัวอย่างเชื้อจากบริเวณแผลซิฟิลิส แล้วนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Dark-field เพื่อดูการเคลื่อนที่ของเชื้อ Treponema Pallidum โดยตรง มักใช้ในผู้ป่วยที่มีรอยโรคปรากฏ
  • การตรวจเลือด (Blood Test) : เป็นวิธีที่แม่นยำ และใช้บ่อยที่สุด โดยเป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาแอนติบอดี (Antibody) หรือภูมิคุ้มกันต่อโรคซิฟิลิส ซึ่งแบ่งออกเป็นการตรวจแบบเฉพาะเจาะจง และแบบไม่เฉพาะเจาะจงต่อเชื้อ
  • การตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) : ใช้สำหรับผู้ที่มีอาการของซิฟิลิสระยะที่ 3 (Tertiary Syphilis) หรือมีอาการทางระบบประสาทที่สงสัยว่าอาจเป็น Neurosyphilis เพื่อยืนยันว่าเชื้อได้ลุกลามเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางแล้ว

การรักษาโรคซิฟิลิสทำได้อย่างไร


ซิฟิลิส รักษา

ปัจจุบัน โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนิซิลลิน (Penicillin) ซึ่งถือเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการฆ่าเชื้อ และยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อ Treponema Pallidum


  • ซิฟิลิสระยะแรก (Primary/Early Syphilis) : แพทย์จะฉีดยาเพนิซิลลินเข้ากล้ามเนื้อเพียง 1 ครั้ง แม้จะยังไม่แสดงอาการป่วย
  • ซิฟิลิสระยะที่ 2 และระยะที่ 3 (Secondary/Late Syphilis) : แพทย์จะฉีดยาเพนิซิลลินเข้ากล้ามเนื้อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 3 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยที่แพ้ยาเพนิซิลลิน : แพทย์อาจรักษาด้วยยาปฏิชีวนะตัวอื่นทดแทน เช่น Doxycycline หรือ Tetracycline
  • การติดตามผล : หลังจากที่ผู้ติดเชื้อฉีดยาครบตามกำหนดแล้ว แพทย์จะนัดตรวจเลือดหลังรับการรักษาประมาณ 3 เดือน และ 6 เดือน รวมถึงนัดตรวจเลือดเป็นประจำทุกปี เพื่อติดตามอาการของซิฟิลิส
  • ผลข้างเคียง : การใช้ยารักษาซิฟิลิสอาจมีผลข้างเคียงชั่วคราว เช่น วิงเวียนศีรษะ เป็นไข้ หรือปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ (Jarisch–Herxheimer Reaction)
  • การป้องกันการแพร่เชื้อ : ผู้ติดเชื้อควรระมัดระวังและป้องกันการแพร่เชื้อ โดยการงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าผลเลือดจะเป็นลบ

ซิฟิลิส มีการป้องกันอย่างไร


ซิฟิลิส ป้องกัน

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคซิฟิลิส การดูแลตนเองและลดปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ


  • เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
  • หากติดเชื้อซิฟิลิส ควรรีบแจ้งให้คู่รักทราบเพื่อเข้ารับการรักษา
  • สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก และช่องปาก
  • ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย และงดพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง
  • งดการจูบปาก หรือการทำออรัลเซ็กส์กับคู่นอนที่ไม่ทราบสถานะการติดเชื้อ
  • หลีกเลี่ยงการใช้เซ็กส์ทอย หรือเข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเข้าโปรแกรมฝากครรภ์ เพื่อตรวจหาเชื้อซิฟิลิส

ซิฟิลิส อันตรายถึงชีวิต ควรตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ


โรคซิฟิลิสรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาเพนิซิลลินหากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การป้องกันที่ดีที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ หากสงสัยว่ามีการติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่อระบบประสาทและหัวใจที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้


ศูนย์สูตินรีเวช โรงพยาบาลพระรามเก้า มีบริการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและตรวจหาโรคซิฟิลิสโดยเฉพาะสำหรับสตรี ซึ่งรวมถึงการตรวจภายใน โรคทางนรีเวช และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การวินิจฉัยที่แม่นยำ นอกจากนี้ยังมีบริการสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น การเข้าร่วมโปรแกรมฝากครรภ์ เพื่อตรวจคัดกรองเชื้อซิฟิลิส เพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารกในครรภ์ มั่นใจในคุณภาพการดูแลสุขภาพสตรีอย่างครบวงจร


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับซิฟิลิส


1. ซิฟิลิส รักษาให้หายขาดได้ไหม?


สามารถรักษาซิฟิลิสให้หายขาดได้ หากตรวจพบและได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที โดยเฉพาะในระยะแรก ซึ่งแพทย์จะใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลินเป็นหลักในการฆ่าเชื้อ และผู้ป่วยจำเป็นต้องติดตามผลเลือดตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อยืนยันว่าหายขาดแล้ว


2. ซิฟิลิสหายได้เองไหม?


แม้ว่ารอยโรคซิฟิลิสในระยะแรก เช่น แผลริมแข็ง (Chancre) และผื่นในระยะที่สอง จะหายไปได้เองโดยไม่ต้องรักษา แต่เชื้อซิฟิลิสจะไม่หายไปจากร่างกาย ก่อนจะดำเนินเข้าสู่ระยะแฝง และระยะทำลายอวัยวะภายในอย่างรุนแรงในระยะสุดท้าย ดังนั้น ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดไป


References


Mayo Clinic Staff. (2024, September 10). Syphilis. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/syphilis/symptoms-causes/syc-20351756


Syphilis. (2022, December 27). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/4622-syphilis


Maria E. (2024, August 17). Syphilis. National Library of Medicine. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK534780/

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital