ซีสต์เต้านม คืออะไร?
ซีสต์เต้านม หรือถุงน้ำเต้านม (Breast Cysts) คือ ถุงที่เต็มไปด้วยของเหลว ถุงน้ำเหล่านี้อาจมีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถคลำพบได้ด้วยมือ หรืออาจโตได้ถึงหลายเซนติเมตรจนรู้สึกได้และก่อให้เกิดความไม่สบายตัว ซีสต์เต้านมไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม และไม่สามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ด้วยตัวเอง พบได้ประมาณ 7% ของผู้หญิงทั่วโลก
ซีสต์เต้านม มีกี่ประเภท?
- Simple Cyst เต็มไปด้วยของเหลวล้วน ผนังของถุงเรียบ ไม่มีส่วนที่เป็นเนื้อแข็ง ถือเป็นชนิดที่พบมากที่สุด (ประมาณ 90%) และไม่เป็นอันตราย
- Complicated Cyst มีของเหลวเป็นหลัก แต่ของเหลวอาจมีความขุ่นเล็กน้อย หรือมีเส้นกั้นถุงบางๆ (Septum) โอกาสเป็นมะเร็งน้อยมาก (น้อยกว่า 2%) แต่แพทย์อาจแนะนำให้ติดตามอาการ
- Complex Cyst มีทั้งส่วนที่เป็นของเหลวและส่วนที่เป็นเนื้อแข็งปะปนกัน มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงที่สุดในสามประเภท (ประมาณ 14–23%) แพทย์มักแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพื่อยืนยัน
ใครมีความเสี่ยงเป็นซีสต์เต้านม?
- ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 35–50 ปี
- ผู้ที่ยังมีรอบเดือน (ก่อนหมดประจำเดือน)
- ผู้ที่หมดประจำเดือนแล้วแต่ใช้ฮอร์โมนทดแทน (HRT)
อาการของซีสต์เต้านม เป็นอย่างไร?
ซีสต์เต้านม หรือถุงน้ำเต้านม บางชนิดเล็กมากจนไม่มีอาการใดๆ แต่หากมีขนาดใหญ่ อาจมีลักษณะดังนี้
- คลำได้เป็นก้อน ที่มีลักษณะนุ่มหรือค่อนข้างแข็ง กลม เรียบ และมีขอบชัดเจน
- ขยับได้ใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะก้อนขนาดใหญ่
- เจ็บหรือกดเจ็บ โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีประจำเดือน
- ก้อนอาจโตขึ้นก่อนมีประจำเดือน และยุบลงหลังจากนั้น
- บางรายมีของเหลวไหลจากหัวนม หรือปวดเฉพาะจุด
สาเหตุของซีสต์เต้านมเกิดจากอะไร?
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากความผันผวนของฮอร์โมนตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงวัยก่อนหมดประจำเดือน นอกจากนี้ยังอาจเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรชีวิตปกติของเต้านม เมื่อเนื้อเยื่อต่อมผลิตน้ำนมเริ่มหดตัว (involution) และของเหลวเกิดการสะสมค้างอยู่ ทั้งนี้ ซีสต์มักไม่เกิดขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน ยกเว้นในผู้ที่ใช้ฮอร์โมนทดแทน
การวินิจฉัยซีสต์เต้านม

- การตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) มักพบซีสต์หรือถุงน้ำเต้านมโดยบังเอิญระหว่างการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมประจำปี แนะนำสำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 30 ปี
- อัลตราซาวนด์เต้านม (Breast Ultrasound) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแยกแยะว่าก้อนที่พบเป็นถุงน้ำ (เต็มไปด้วยของเหลว) หรือก้อนเนื้อแข็ง
- MRI เต้านม (Breast MRI) ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งเต้านม เป็นการตรวจที่ละเอียดและไวต่อความผิดปกติมากที่สุด
- การตัดชิ้นเนื้อหรือดูดของเหลว (Biopsy / Aspiration) ในกรณีที่เป็น Complex Cyst แพทย์อาจใช้เข็มดูดของเหลวหรือตัดชิ้นเนื้อไปตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่เนื้อร้าย
วิธีรักษาซีสต์เต้านม
ซีสต์เต้านม หรือถุงน้ำเต้านม ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรับการรักษา เพราะมักหายไปได้เองตามธรรมชาติ แต่หากซีสต์มีขนาดใหญ่หรือก่อให้เกิดความเจ็บปวด มีทางเลือกในการรักษาดังนี้
- การดูดของเหลวออก (Fine Needle Aspiration) แพทย์จะใช้เข็มเล็กๆ แทงเข้าไปในถุงน้ำเพื่อดูดของเหลวออก ถุงจะยุบตัวลงทันที อย่างไรก็ตาม ของเหลวอาจกลับมาสะสมใหม่ได้
- การผ่าตัด (Surgery) ในกรณีที่ซีสต์กลับมาซ้ำๆ และมีอาการเจ็บปวดต่อเนื่อง แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเอาถุงน้ำออก
- การติดตามอาการ (Active Monitoring) สำหรับ Complicated cyst ที่มีความเสี่ยงต่ำ แพทย์อาจนัดตรวจซ้ำในอีก 6 เดือน เพื่อดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
การป้องกันและดูแลตัวเองเมื่อมีซีสต์เต้านม
- ตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ
- เข้ารับการตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านมตามนัดหมาย และตามคำแนะนำของแพทย์
- เมื่อพบก้อนที่เต้านม ไม่ควรสันนิษฐานเองว่าเป็นเพียงซีสต์หรือถุงน้ำ ควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย
- แจ้งแพทย์หากก้อนมีการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง ขนาด หรือมีอาการผิดปกติ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับซีสต์เต้านม
1. ซีสต์เต้านม หรือถุงน้ำเต้านม อันตรายไหม?
โดยทั่วไปไม่อันตราย ซีสต์ส่วนใหญ่เป็นชนิด Simple ซึ่งไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ควรตรวจกับแพทย์เพื่อยืนยัน
2. ซีสต์เต้านม หรือถุงน้ำเต้านม เป็นโรคมะเร็งเต้านมหรือไม่?
ซีสต์เต้านม หรือถุงน้ำเต้านม ไม่ใช่มะเร็งเต้านม การพบซีสต์ในเต้านมไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง เพราะซีสต์คือถุงน้ำที่เกิดจากการสะสมของของเหลวในต่อมน้ำนม ไม่ใช่ก้อนเนื้อแบบที่พบในมะเร็ง โดยส่วนใหญ่ซีสต์จะไม่กลายเป็นมะเร็ง อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบก้อนที่เต้านมแล้วไม่แน่ใจว่าเป็นซีสต์หรือเป็นมะเร็ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด
3. ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?
ควรพบแพทย์ทันทีหากคลำพบก้อนใหม่ในเต้านม ก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น เจ็บปวดมากขึ้น มีของเหลวไหลจากหัวนม หรือผิวหนังบริเวณเต้านมมีการเปลี่ยนแปลง