บทความสุขภาพ

Knowledge

ขาโก่ง เกิดจากอะไร? ปล่อยไว้เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

นพ. พีรพงษ์ สวัสดิพงษ์

ขาโก่ง เกิดจากอะไร? ปล่อยไว้เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

ความผิดปกติของสรีระร่างกายอย่างอาการขาโก่ง ถือเป็นปัญหากวนใจที่ส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจในการใช้ชีวิต ทั้งยังอาจนำไปสู่อาการปวดเข่าเรื้อรังหากปล่อยทิ้งไว้นาน โดยปัญหาขาโก่ง สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กที่กระดูกกำลังเจริญเติบโตไปจนถึงวัยผู้ใหญ่


หลายคนอาจสงสัยว่าลักษณะแบบไหนที่เรียกว่าขาโก่งเป็นยังไง หรือมีปัจจัยเสี่ยงมาจากสาเหตุใด และสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่ บทความนี้เราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อให้คุณเข้าใจ และเตรียมตัวรับมือได้อย่างถูกต้อง


Key Takeaways


  • ขาโก่งเกิดได้ทั้งจากกรรมพันธุ์และความเสื่อมตามวัย หากปล่อยทิ้งไว้นานจะส่งผลให้ข้อเข่ารับน้ำหนักผิดปกติ เสี่ยงต่อภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรงก่อนวัยอันควร
  • นอกจากเสียบุคลิกภาพ อาการขาโก่งยังส่งผลกระทบต่อสรีระโดยรวม ทำให้เกิดอาการปวดเข่าเรื้อรัง ปวดหลังร้าวลงขา และเสียการทรงตัวง่ายขณะเดิน
  • ขาโก่งสามารถแก้ไขได้ตั้งแต่การทำกายภาพบำบัด ปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก ไปจนถึงการผ่าตัดปรับแนวกระดูก โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีรักษาที่ตรงจุดที่สุด

ขาโก่ง คืออะไร? มีกี่แบบ?


ขาโก่งคือ

ขาโก่ง คือ ความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกเข่าและขา ที่ทำให้แนวการลงน้ำหนักของร่างกายเสียสมดุล ส่งผลให้เมื่อยืนเท้าชิดกันแต่หัวเข่ากลับไม่ชิดกัน หรือเกยกันจนผิดรูป ซึ่งลักษณะขาโก่งผิดรูปนี้ทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของแนวกระดูกที่ปรากฏ ดังนี้


ขาโก่งแบบ O


ขาโก่งแบบ O เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อย โดยทางการแพทย์เรียกว่า Genu Varum มีลักษณะเด่นคือเมื่อยืนเท้าชิดกันแล้ว ข้อเข่าจะไม่สามารถชิดกันได้ ทำให้แนวขาดูโค้งออกคล้ายตัวอักษร O ขาโก่งชนิดนี้อาจสัมพันธ์กับขาโก่งกรรมพันธุ์ หรือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกตามอายุ ซึ่งส่งผลต่อ Lower Limb Alignment และการกระจายน้ำหนักที่ข้อเข่า หากปล่อยให้ขาโก่งแบบนี้อาจพัฒนาไปสู่ขาโก่งผิดรูป ที่ส่งผลต่อการเดินและข้อเข่าในระยะยาว


ขาโก่งแบบ X


สำหรับขาโก่งประเภทนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Genu Valgum หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "ขาฉิ่ง" มีลักษณะตรงข้ามกับแบบแรก กล่าวคือเมื่อพยายามยืนให้หัวเข่าทั้งสองข้างชิดกัน ข้อเท้าด้านล่างกลับแยกออกจากกันจนไม่สามารถนำมาชิดได้ รูปร่างของขาจึงดูหักเข้าหากันคล้ายกับตัวอักษร X ซึ่งผู้ที่มีลักษณะขาโก่งแบบนี้ แนวรับน้ำหนักของร่างกายจะถ่ายเทไปที่ข้อเข่าฝั่งด้านนอกมากกว่าปกติ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมในอนาคต และอาจเสียการทรงตัวได้ง่าย


ขาโก่ง สาเหตุเกิดจากอะไร?


ขาโก่งเกิดจากสาเหตุใดได้บ้างนั้น ความจริงแล้วมีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่าง ทั้งจากโครงสร้างร่างกายเดิม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยสามารถสรุปสาเหตุหลักของขาโก่งได้ดังนี้


  • พันธุกรรมและความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ในบางรายอาจมีความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกหน้าแข้งด้านใน หรือที่เรียกว่าโรคบลอนท์ (Blount Disease) ซึ่งมักพบในเด็ก และเป็นสาเหตุสำคัญของขาโก่งจากกรรมพันธุ์ที่ทำให้กระดูกโค้งงอผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • ความเสื่อมของข้อเข่าตามวัย โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดขาโก่งในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อที่สึกหรอทำให้ช่องว่างระหว่างข้อแคบลง จนแนวกระดูกเปลี่ยนทิศทางและโก่งออกในที่สุด
  • น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ (Obesity) การมีน้ำหนักตัวมากทำให้ข้อเข่าต้องแบกรับแรงกดทับมาก โดยเฉพาะบริเวณข้อเข่าด้านใน ส่งผลให้โครงสร้างกระดูกและข้อต่อรับภาระหนัก จนค่อย ๆ ผิดรูปกลายเป็นขาโก่งได้
  • การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรง เช่น กระดูกหัก (Fracture) บริเวณรอบข้อเข่า หรือมีการบาดเจ็บของเส้นเอ็น อาจส่งผลให้กระดูกสมานตัวผิดรูป หรือสูญเสียความมั่นคงของข้อเข่าจนนำไปสู่อาการขาโก่งในภายหลัง
  • โรคทางเมตาบอลิกและภาวะขาดสารอาหาร การขาดวิตามินดีและแคลเซียมอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ในเด็ก หรือโรคกระดูกน่วม (Osteomalacia) ในผู้ใหญ่ ทำให้มวลกระดูกไม่แข็งแรง และเกิดการคดงอได้ง่ายเมื่อต้องรับน้ำหนัก

ขาโก่ง อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติอย่างไรได้บ้าง?


ขาโก่งผิดรูป

โรคขาโก่งไม่ได้ทำให้เสียความมั่นใจในบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียว แต่ความผิดปกติของโครงสร้างนี้ยังอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบกระดูกและข้อทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดตามจุดต่าง ๆ ได้ดังนี้


  • ปวดเข่าด้านในเรื้อรัง เนื่องจากสรีระขาที่โก่งทำให้แนวกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุล แรงกดทับจะไปรวมอยู่ที่ผิวข้อเข่าด้านใน (Medial Compartment) มากเกินไป ส่งผลให้เกิดการอักเสบและสึกหรอได้ง่าย ผู้ที่มีปัญหานี้มักจะรู้สึกปวดเมื่อยเมื่อต้องยืนหรือเดินนาน ๆ หรือมักมีอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่าได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ถึงแม้จะออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยก็ตาม
  • ปวดสะโพกและหลังส่วนล่าง เมื่อฐานของร่างกายไม่สมดุล ร่างกายจะพยายามปรับท่าเดินเพื่อชดเชยความผิดปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังและสะโพกต้องเกร็งตัวทำงานหนักขึ้น จนเกิดอาการปวดเมื่อยลามไปถึงกระดูกสันหลัง และในบางรายที่มีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจพบอาการปวดหลังร้าวลงขา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างร่างกายกำลังเสียสมดุลอย่างมาก
  • ข้อเข่าหลวมและเสียการทรงตัว เส้นเอ็นที่ทำหน้าที่พยุงข้อเข่า (Ligament) ในคนที่มีอาการขาโก่งอาจเกิดการยืดตัวหรือหย่อนยาน ทำให้ข้อเข่าไม่มั่นคง รู้สึกเหมือนเข่าจะทรุดขณะก้าวเดิน และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกได้ง่าย
  • ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย หากปล่อยให้ขาโก่งผิดรูปเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข กระดูกอ่อนผิวข้อจะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว องศาความโก่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดหินปูนเกาะกระดูก และนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรงในที่สุด

ขาโก่งสามารถรักษาได้ไหม


ขาโก่งรักษาได้ไหม? แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับอายุและระดับความรุนแรงของอาการ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าขาโก่งในแต่ละรายควรได้รับการดูแลแบบใด โดยหลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งแนวทางแก้ไขออกเป็น 3 วิธี ดังนี้


1. พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก


ขั้นตอนแรกและเป็นมาตรฐานของวิธีรักษาอาการขาโก่งที่ถูกต้อง คือการเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินโครงสร้างกระดูกอย่างละเอียด โดยแพทย์จะทำการเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อดูแนวกระดูก (Mechanical Axis) และวัดองศาความโค้งงอ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด หากมีอาการปวดร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดบวมในระยะเฉียบพลัน ก่อนพิจารณาการรักษาในลำดับต่อไป


2. กายภาพบำบัด


สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก หรือต้องการชะลอความเสื่อม การกายภาพถือเป็นตัวช่วยสำคัญ โดยนักกายภาพบำบัดจะใช้เครื่องมือทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือเลเซอร์ (Laser) เพื่อลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ร่วมกับการสอนท่าบริหารเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) และกล้ามเนื้อรอบเข่าให้สามารถพยุงข้อต่อ และรับน้ำหนักแทนกระดูกขาที่โก่งได้ดียิ่งขึ้น


3. การปรับพฤติกรรมและใช้อุปกรณ์เสริม


ในส่วนที่เป็นวิธีแก้ขาโก่งด้วยตัวเองเบื้องต้นเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง คือการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดแรงกดทับที่ข้อเข่าด้านใน รวมถึงการเลือกใช้แผ่นรองในรองเท้า (Lateral Wedge Insoles) ที่ออกแบบมาเพื่อปรับสมดุลการลงน้ำหนัก และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายเข่า เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ขาโก่งผิดรูปมากขึ้น


ขาโก่งป้องกันได้ไหม?


ขาโก่งแก้ยังไง? อาจเป็นคำถามปลายเหตุที่หลายคนกังวล แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถลดความเสี่ยงและชะลอความรุนแรงของอาการได้ ซึ่งกลุ่มคนที่ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันขาโก่งเป็นพิเศษ ได้แก่


  • เด็กเล็กและวัยกำลังเจริญเติบโต เป็นช่วงวัยที่กระดูกกำลังพัฒนา หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินดี อาจนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและโค้งงอจนขาโก่งผิดรูปได้ ดังนั้นผู้ปกครองควรดูแลโภชนาการให้ครบถ้วนและพาเด็กไปรับแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อกระตุ้นการสร้างวิตามินดีตามธรรมชาติ
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ น้ำหนักตัวที่มากเกินไปเปรียบเสมือนศัตรูตัวฉกาจของข้อเข่า เพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับสะสมบริเวณผิวข้อด้านใน ส่งผลให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วขึ้นและโครงสร้างเข่าเปลี่ยนรูปจนกลายเป็นขาโก่งในที่สุด การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
  • ผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงข้อเข่าเสื่อม เมื่ออายุมากขึ้น ความเสื่อมถอยของร่างกายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถชะลอไม่ให้เกิดอาการขาโก่งได้ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า เช่น การนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิเป็นเวลานาน ซึ่งจะไปเร่งให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพและโก่งตัวเร็วขึ้น

รักษาขาโก่ง ด้วยการกายภาพบำบัดถึงผ่าตัดปรับแนวกระดูก ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า


หากคุณกำลังกังวลกับปัญหาขาโก่งที่เกิดขึ้น หรือเริ่มมีอาการแทรกซ้อนอย่างปวดหลังร้าวลงขา จากโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุล ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนขาโก่งผิดรูปรุนแรง ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เราพร้อมดูแลคุณโดยทีมแพทย์ที่จะคอยให้คำปรึกษา และวางแผนวิธีรักษาขาโก่งที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การทำกายภาพบำบัด ไปจนถึงการผ่าตัดปรับแนวกระดูก ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อช่วยคืนความมั่นใจ แก้ไขปัญหาขาโก่งให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการขาโก่ง


1. มีท่าบริหารหรือกายภาพใดบ้างที่ช่วยลดขาโก่ง?


วิธีรักษาขาโก่งด้วยการกายภาพ จะเน้นท่าบริหารที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขาด้านในและสะโพกให้แข็งแรง เช่น ท่าหนีบหมอนระหว่างหัวเข่า หรือท่าเขย่งเท้า เพื่อช่วยพยุงข้อต่อ และลดความรุนแรงของอาการขาโก่งให้โครงสร้างขามั่นคงขึ้น


2. การผ่าตัดขาโก่งช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร?


การแก้ไขขาโก่งด้วยการผ่าตัดจะเป็นการจัดแนวกระดูกเพื่อปรับองศาการลงน้ำหนักให้กลับมาสมดุล ย้ายแรงกดจากจุดที่เสื่อมสภาพไปยังบริเวณที่ยังแข็งแรง ซึ่งช่วยแก้ไขสรีระขาโก่ง และยืดอายุการใช้งานของข้อเข่า


3. การป้องกันขาโก่งสามารถทำได้อย่างไร?


ควรเริ่มจากการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ดี เพื่อลดภาระการรับน้ำหนักของข้อเข่า และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายเข่าอย่างการนั่งพับเพียบ หรือขัดสมาธินาน ๆ รวมถึงหมั่นสังเกตสรีระขาของตนเองและคนในครอบครัวอยู่เสมอ

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (9)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital