บทความสุขภาพ

Knowledge

รู้ทันไข้เลือดออก สังเกตอาการเบื้องต้นก่อนอันตรายร้ายแรง

พญ. นงนภัส เก้าเอี้ยน

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อที่มียุงลายเป็นพาหะ มักพบการระบาดในประเทศเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย โรคนี้ไม่เพียงก่อให้เกิดไข้สูงเฉียบพลันและอาการอ่อนเพลียเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาไปสู่อาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที


การรู้เท่าทันอาการเบื้องต้นและการป้องกันจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง และปกป้องตนเองรวมถึงคนที่คุณรักจากโรคร้ายนี้


Key Takeaways


  • ไข้เลือดออก คือ โรคติดเชื้อไวรัสเดงกี มียุงลายเป็นพาหะ พบมากในประเทศเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย
  • อาการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะไข้สูง ระยะวิกฤต และระยะฟื้นตัว ซึ่งหากเข้าสู่ระยะวิกฤตจำเป็นต้องได้รับการดูแลใกล้ชิด เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • โรคไข้เลือดออกยังไม่มียารักษาเฉพาะ การดูแลรักษาจะเน้นไปที่การประคับประคอง และการป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • การป้องกันยุงลาย และการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก เป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกีที่ดีที่สุด

รู้จัก ‘ไข้เลือดออก’ โรคร้ายจากยุงลาย


โรคไข้เลือดออก คือโรคที่เกิดจากไวรัสเดงกี (Dengue Virus) 1 ใน 4 สายพันธุ์ (DENV-1, DENV-2, DENV-3 หรือ DENV-4) ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยโรคไข้เลือดออกมักมีการระบาดมากในช่วงฤดูฝน มีโอกาสติดเชื้อได้ทุกเพศทุกวัย แต่มักพบบ่อยในเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่ยังไม่สามารถระมัดระวังตัวจากยุงลายด้วยตนเอง


ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคระบุว่า เพียงครึ่งปีแรกของ พ.ศ. 2568 (1 มกราคม – 30 มิถุนายน) มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมแล้วกว่า 22,122 ราย และมีผู้เสียชีวิตถึง 28 ราย ที่น่าสนใจคือ ผู้เสียชีวิตกว่า 80% เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ได้คุกคามเฉพาะเด็ก แต่ผู้ใหญ่เองก็เสี่ยงรุนแรงไม่แพ้กัน


โรคไข้เลือดออกมีอาการอย่างไร?


โรคไข้เลือดออก อาการ

เมื่อผู้ป่วยถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีกัด จะมีระยะฟักตัวและเริ่มแสดงอาการภายใน 4-10 วัน โดยอาการของไข้เลือดออกแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้


ระยะไข้สูง (Febrile Phase)


ระยะไข้สูง เป็นระยะที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการเด่นชัดอย่างไข้สูงเฉียบพลันมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน 3-7 วัน นอกจากนี้ยังแสดงอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่


  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ
  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  • ปวดล้าเบ้าตา กระบอกตา
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดศีรษะ

ระยะไข้สูงของโรคไข้เลือดออกจะมีอาการคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ แต่ไม่มีอาการไอหรือน้ำมูก และผู้ป่วยจะไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดวินิจฉัยโรค ทั้งนี้ เมื่อพบว่าเป็นโรคไข้เลือดออก ควรจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อระมัดระวังการเกิดอาการรุนแรงจากระยะวิกฤต


ระยะวิกฤต (Critical Phase)


ระยะวิกฤตของโรคไข้เลือดออกจะเกิดขึ้นหลังจากช่วงไข้สูง ถือเป็นช่วงที่อาการรุนแรงที่สุด แม้จะมีเพียงผู้ป่วยส่วนน้อยที่เข้าสู่ระยะนี้ แต่หากเกิดขึ้นแล้วมักกินเวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมง และจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยระยะนี้จะมีการรั่วของพลาสมาออกมานอกหลอดเลือด และมักแสดงอาการดังต่อไปนี้


  • ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มือเท้าเย็น เหงื่อออกมาก
  • กระสับกระส่าย
  • เลือดออกในอวัยวะภายใน เลือดออกทางเดินอาหาร อุจจาระเป็นเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • ปัสสาวะไม่ค่อยออก ปัสสาวะเป็นเลือด
  • เลือดกำเดาไหล เลือดไหลตามไรฟัน
  • ประจำเดือนมามากกว่าปกติ
  • เกิดจุดหรือจ้ำเลือดออกใต้ผิวหนัง
  • ช็อกจากการเสียเลือดมาก หรือขาดน้ำรุนแรง
  • ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว
  • ปวดท้องรุนแรง ตับโต
  • หัวใจเต้นเบา จับชีพจรไม่ได้ ความดันโลหิตต่ำ

ซึ่งอาการดังกล่าวอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาประคับประคองอาการโดยแพทย์อย่างทันท่วงที


ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase)


ผู้ป่วยที่พ้นระยะไข้สูงโดยไม่มีอาการรุนแรง หรือผู้ป่วยที่ผ่านระยะวิกฤตมาได้จะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว ซึ่งเป็นระยะที่ผู้ป่วยจะค่อย ๆ ฟื้นตัวจากอาการของโรคไข้เลือดออก โดยสัญญาณของระยะฟื้นตัวมีดังนี้


  • ไข้ลดลง กลับมามีอุณหภูมิปกติ
  • เริ่มมีความอยากอาหารมากขึ้น
  • อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันเลือดเริ่มกลับมาเป็นปกติ
  • อาการตับโตดีขึ้น
  • ปัสสาวะกลับมาเป็นปกติ
  • ผู้ป่วยบางรายอาจสังเกตเห็นผื่นแดงสาก ๆ และมีอาการคันตามผิว

โรคไข้เลือดออก สามารถวินิจฉัยได้อย่างไร?


แนวทางการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก สามารถประเมินได้จากอาการของผู้ป่วย ร่วมกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้


  • ซักประวัติ และตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามข้อมูลจากผู้ป่วย เช่น ถูกยุงกัดมาหรือไม่ มีไข้สูงมาแล้วกี่วัน รวมถึงสังเกตอาการเลือดออกง่าย จุดเลือดออกตามผิวหนัง หรืออาการที่บ่งชี้ภาวะรุนแรง
  • การทดสอบ Tourniquet Test โดยใช้เครื่องวัดความดันรัดต้นแขน เพื่อดูจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง
  • การตรวจเลือดเบื้องต้น เพื่อประเมินค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด โดยเฉพาะเกล็ดเลือด ซึ่งมักพบว่าลดต่ำลงในผู้ป่วยไข้เลือดออก
  • การตรวจหาภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อไวรัสเดงกี (Dengue IgM/IgG) เพื่อยืนยันการติดเชื้อ
  • การตรวจทางอณูชีววิทยา (PCR) เพื่อตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสเดงกี และสามารถบอกได้ว่าสายพันธุ์ใดเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ

เนื่องจากอาการโรคไข้เลือดออกในระยะแรกมีความคล้ายคลึงกับอาการของโรคอื่น ๆ หลายโรค การวินิจฉัยที่แม่นยำจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และช่วยลดระดับความรุนแรงของโรคลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การรักษาโรคไข้เลือดออกมีวิธีใดบ้าง?


ไข้เลือดออก รักษากี่วัน

โรคไข้เลือดออกไม่มียารักษาจำเพาะโรค การรักษาโรคไข้เลือดออกจึงเป็นการรักษาตามอาการ เพื่อประคับประคองไม่ให้อาการรุนแรง ซึ่งแนวทางในการรักษามีดังนี้


  • ลดไข้ด้วยยาลดไข้พาราเซตามอลร่วมกับการเช็ดตัว ห้ามใช้ยาชนิดอื่น โดยเฉพาะกลุ่ม NSAIDs เนื่องจากอาจทำให้เลือดออกทางเดินอาหารได้
  • ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ หรือผงเกลือแร่ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • กรณีที่มีเลือดออกมาก อาจพิจารณาให้เลือดเพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการขาดเลือด

โรคไข้เลือดออก สามารถเป็นซ้ำได้หรือไม่?


เมื่อเคยติดเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะกับสายพันธุ์นั้น จึงสามารถเป็นได้ครั้งเดียวในชีวิต แต่โรคไข้เลือดออกมีเชื้อไวรัสก่อโรคถึง 4 สายพันธุ์ ดังนั้นแม้ว่าจะเคยเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว แต่ก็มีโอกาสเป็นซ้ำได้จากเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์อื่น


กรณีที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์อื่น ร่างกายจะมีการสร้างภูมิคุ้มกันหรือ Antibody จำนวนมากขึ้นมาเพื่อต่อต้านเชื้อเดงกีสายพันธุ์เดิม เพราะโครงสร้างของเชื้อคล้ายคลึงกัน แต่เนื่องจากผู้ป่วยได้รับเชื้อคนละสายพันธุ์กับการเป็นไข้เลือดออกในครั้งแรก จึงทำให้ไม่สามารถทำลายเชื้อได้ และการสร้างภูมิคุ้มกันหรือ Antibody ที่มากเกินนี้ก็สามารถทำลายเซลล์ของร่างกายได้มากขึ้น จึงอาจทำให้อาการมีความรุนแรงมากขึ้นยิ่งกว่าการเป็นไข้เลือดออกในครั้งแรก


การป้องกันไข้เลือดออก


การป้องกันไม่ให้เกิดโรคยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด และการป้องกันก็ต้องเริ่มที่พาหะนำโรคหรือก็คือ ‘ยุงลาย’ ซึ่งเราสามารถกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และป้องกันตนเองจากยุงลายได้ดังนี้


  • คว่ำภาชนะหรือใช้ภาชนะที่มีฝาปิด ป้องกันการเกิดน้ำขัง และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย
  • ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด นอนกางมุ้ง หรือใช้ยาทากันยุง เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัด
  • เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์ชนิดใหม่ สามารถฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยติดเชื้อ และไม่เคยติดเชื้อไวรัสเดงกีมาก่อน วัคซีนสามารถป้องกันสายพันธุ์ที่ 1 และ 2 ได้ดี ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบมาก และเป็นส่วนใหญ่ของประเทศไทย มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกโดยรวมได้ 80% ป้องกันการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกได้ถึง 90% และสามารถฉีดได้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป

ไข้เลือดออกไม่ใช่เรื่องไกลตัว รู้ทันและป้องกันก่อนเป็นอันตราย


โรคไข้เลือดออกยังเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตคนไทยในทุกปี การรู้เท่าทันอาการและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะช่วยลดความรุนแรงได้ สิ่งสำคัญคือการป้องกันตนเองจากยุงลายที่อาจเป็นพาหะของโรค รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งมีส่วนช่วยลดความรุนแรง ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ที่ ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า มีทีมแพทย์และบุคลากรที่พร้อมดูแลผู้ป่วยด้วยความใส่ใจ โดยให้ความสำคัญกับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุดและเหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล ทั้งยังมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนการรักษาจะอยู่ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์


และสำหรับผู้ที่สนใจปกป้องตนเองและคนที่คุณรักจากโรคไข้เลือดออก ที่ศูนย์วัคซีนและเวชศาสตร์การเดินทาง โรงพยาบาลพระรามเก้าก็พร้อมให้คำแนะนำการป้องกันการติดเชื้อและฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์ชนิดใหม่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยหนัก และเสริมเกราะป้องกันโรคให้คุณและครอบครัวได้อย่างมั่นใจ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข้เลือดออก


1. ไข้เลือดออก ติดต่อกันได้ไหม?


โรคไข้เลือดออกไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คน แต่สามารถติดต่อจากยุงลายที่เป็นพาหะ


2. ไข้เลือดออก กี่วันหาย?


ไข้เลือดออกมีระยะเวลาดำเนินโรคอยู่ที่ 7-14 วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการเกิดอาการในแต่ละราย


References


Dengue Fever. (2022, June 6). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/17753-dengue-fever


Dengue fever. (2025, February). HealthDirect. https://www.healthdirect.gov.au/dengue-fever


Mayo Clinic Staff. (2024, July 17). Dengue fever. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/dengue-fever/diagnosis-treatment/drc-20353084


กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2563). แนวทางการวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเดงกีในผู้ใหญ่ พ.ศ. 2563 (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรมการแพทย์. https://www.dms.go.th/backend/Content/Content_FIle/Bandner_%28Small%29/Attach/25640302103903AM_CPG%20Adult%20Dengue.pdf

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (1)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital