บทความสุขภาพ

Knowledge

รู้ครบเรื่องเบาหวาน อาการ สาเหตุ และการรับมืออย่างถูกวิธี

รู้ครบเรื่องเบาหวาน อาการ สาเหตุ และการรับมืออย่างถูกวิธี

โรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีความสำคัญและมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก อันเนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ไม่ถูกสุขอนามัยของผู้คนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือความเครียดสะสม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติได้ง่าย การทำความเข้าใจโรคนี้ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ไปจนถึงแนวทางป้องกัน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว


Key Takeaways


  • เบาหวาน คือภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ เกิดจากร่างกายขาดอินซูลินหรือดื้อต่ออินซูลิน และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากควบคุมไม่ดี
  • อาการเตือนสำคัญของโรคเบาหวานระยะเริ่มต้น ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หิวบ่อย น้ำหนักลด หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบตรวจวินิจฉัยเพื่อป้องกันความรุนแรงระยะยาว
  • โรคเบาหวานรักษาไม่หายขาด แต่ควบคุมได้ด้วยการใช้ยา การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ผู้ป่วยควรตรวจติดตามสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอันตราย

เบาหวานคืออะไร?


เบาหวาน คือ โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของกระบวนการเมแทบอลิซึมที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลิน หรือมีภาวะดื้ออินซูลิน จนร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลสะสมอยู่ในกระแสเลือดมากขึ้นเรื่อย ๆ


น้ำตาลที่ค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นเวลานาน สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบหัวใจและหลอดเลือด จอประสาทตา ไต และระบบประสาท หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เบาหวานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้


โรคเบาหวานมีกี่ชนิด เบาหวาน Type 1 และ 2 ต่างกันอย่างไร?


โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด ตามสาเหตุและกลไกความผิดปกติของอินซูลิน


  1. เบาหวานชนิดที่ 1 (Type-1) : เกิดจากร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลินโดยสิ้นเชิง จากการถูกระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน มักพบตั้งแต่ตอนอายุน้อย
  2. เบาหวานชนิดที่ 2 (Type-2) : เกิดจากร่างกายมีภาวะดื้ออินซูลิน หรือสร้างอินซูลินได้น้อยลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย เบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่พบในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ และยังเป็นเบาหวานชนิดที่พบบ่อยที่สุดอีกด้วย
  3. เบาหวานขณะตั้งครรภ์ : เกิดจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ไปรบกวนให้อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติในช่วงตั้งครรภ์ แม้ว่าอาการจะมักหายไปหลังคลอด แต่ผู้ที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงในการพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต
  4. เบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ : เกิดจากความผิดปกติจำเพาะเจาะจง เช่น ความผิดปกติของตับอ่อน การผ่าตัดตับอ่อน หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด

โรคเบาหวาน มีอาการอย่างไร?


เบาหวาน อาการ

อาการของโรคเบาหวานสามารถแบ่งได้ตามลักษณะอาการเริ่มต้น และอาการที่เกิดขึ้น หากควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี


อาการเบาหวานเริ่มต้น


อาการเบาหวานเริ่มต้นมักไม่ค่อยชัดเจนนัก ยกตัวอย่างเช่น


  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น
  • รู้สึกกระหายน้ำบ่อยขึ้น
  • รู้สึกหิวบ่อยขึ้น
  • น้ำหนักลด แม้จะทานมากขึ้น
  • เหนื่อยเพลีย

หากมีอาการดังกล่าวหลายอย่างร่วมกัน ควรสงสัยว่าอาจเป็นโรคเบาหวาน แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด วินิจฉัย และรับการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว


ภาวะแทรกซ้อนหากควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี


หากโรคเบาหวานไม่ได้รับการควบคุมดูแลอย่างเหมาะสม ภาวะแทรกซ้อนจะรุนแรงมากขึ้นในระยะต่อไป และอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ดังนี้


  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจวาย

    **แนะนำแพ็กเกจตรวจสุขภาพหัวใจ >> แพ็กเกจเช็คหัวใจให้ชัวร์ Exclusive Heart
  • เบาหวานลงไต อาจทำให้ไตวายเรื้อรัง สูญเสียการทำงานอย่างถาวร ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือด หรือผ่าตัดปลูกถ่ายไตใหม่
  • เส้นประสาทเสื่อม ทำให้เกิดอาการชา หรือปวดแสบปวดร้อน รู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยเข็มหรือมีด บริเวณปลายมือปลายเท้า
  • ภาวะเบาหวานขึ้นตา เพิ่มความเสี่ยงต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ซึ่งอาจรุนแรงขึ้นจนสูญเสียการมองเห็น
  • ภาวะบาหวานลงเท้า เสี่ยงต่อการเกิดแผลเรื้อรังที่เท้า ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เท้าบวมจากเบาหวาน หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง แผลลุกลามอาจทำให้สูญเสียเท้าหรือขาได้

นอกจากนี้ยังมีภาวะร่วมอื่น ๆ ที่มักจะพบร่วมกับโรคเบาหวานเช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน ไขมันพอกตับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะซึมเศร้า ดังนั้น จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอย่างละเอียด


การวินิจฉัยโรคเบาหวาน มีวิธีอะไรบ้าง?


การวินิจฉัยโรคเบาหวานเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แพทย์จะพิจารณาจากประวัติสุขภาพ ความเสี่ยง และอาการร่วม ก่อนยืนยันด้วยการตรวจเลือด ซึ่งวิธีการตรวจเลือดเบาหวานมีหลายรูปแบบ ดังนี้


  • การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Blood Sugar) เป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากอดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ค่าปกติควรอยู่ระหว่าง 70-99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า หรือเท่ากับ 126 mg/dL จะถือว่าเป็นโรคเบาหวาน
  • การตรวจน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) เป็นการตรวจวัดค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ค่าปกติควรต่ำกว่า 5.7% หากระดับ HbA1c สูงกว่าหรือเท่ากับ 6.5% จะถือว่าเป็นโรคเบาหวาน
  • การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง (2-hour Postprandial Blood Sugar) ค่าทั่วไปไม่ควรเกิน 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร กรณีที่ตรวจพบค่าตั้งแต่ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะถือว่าเป็นโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานรักษาได้ไหม?


เบาหวาน รักษา

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ดีได้ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งแพทย์ นักโภชนาการ รวมถึงตัวผู้ป่วยเอง ในหัวข้อนี้จะมาแนะนำ 3 วิธีรักษาเบาหวานที่จะช่วยให้ผู้ป่วยคุมอาการ และลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้


1. การใช้ยา


การรักษาเบาหวานด้วยยาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคเบาหวาน กรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 แพทย์จะใช้ฮอร์โมนอินซูลินเป็นหลัก เพื่อชดเชยที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เอง แต่หากเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือใช้อินซูลินตามความเหมาะสม


2. การควบคุมอาหาร


การควบคุมอาหารเป็นพื้นฐานสำคัญในการคุมระดับน้ำตาล ควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพิ่มผัก และโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่คนเป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยง ที่สำคัญการควบคุมปริมาณอาหารแต่ละมื้อให้เหมาะสม รวมถึงหลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ จะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลขึ้นสูง


3. การออกกำลังกาย


การออกกำลังกายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำตาลของกล้ามเนื้อ ลดภาวะดื้ออินซูลิน และช่วยควบคุมน้ำหนัก ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน และออกกำลังกายแบบแรงต้านร่วมด้วย เพื่อช่วยให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ดี และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนระยะยาว


ดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ลดความเสี่ยงเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อน


ลดความเสี่ยง เบาหวาน

แม้ว่าเบาหวานจะเป็นโรคเรื้อรัง แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพสามารถช่วยลดความเสี่ยง และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้


  • การควบคุมอาหาร : เลือกรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารสูง มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) เช่น ข้าวกล้อง ผักและผลไม้สดในปริมาณที่เหมาะสม และควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด การกินจุบจิบ
  • การออกกำลังกาย : การออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ จะช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น ควรเลือกกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เช่น การเดินเร็ว การวิ่ง หรือการปั่นจักรยาน
  • การควบคุมน้ำหนัก : การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ช่วยลดการดื้ออินซูลิน ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน และยังส่งผลดีต่อสุขภาพทั่วไป
  • การตรวจสุขภาพประจำปี : การตรวจสุขภาพและตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้สามารถตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
  • การจัดการความเครียด : ความเครียดสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ การหาวิธีผ่อนคลาย เช่น การฝึกโยคะ การทำสมาธิ หรือการพักผ่อนที่เพียงพอ เป็นวิธีที่ช่วยลดความเครียดได้
  • การเลิกบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังนั้น การเลิกบุหรี่และลดการดื่มแอลกอฮอล์ จึงเป็นการกำจัดปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ให้ผลดี

โรคเบาหวานอันตราย แต่ถ้ารู้ทัน ป้องกันได้


การใส่ใจสัญญาณเตือนโรคเบาหวานควบคู่กับการปรับพฤติกรรม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน การเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายจากโรคเบาหวาน รวมถึงช่วยควบคุมอาการให้อยู่ในเกณฑ์ดีได้ เพราะแม้เบาหวานจะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ก็สามารถดูแลและควบคุมได้ หากตั้งใจดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง


หากพบอาการผิดปกติ หรือมีข้อกังวลเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยอาการเพิ่มเติม ที่ศูนย์เบาหวานและเมตาบอลิก โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้บริการตรวจวินิจฉัยโดยทีมแพทย์ประจำศูนย์ พร้อมเทคโนโลยีการตรวจรักษาที่ทันสมัย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ชีวิตต่อด้วยความมั่นใจ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวาน


1. โรคเบาหวานสามารถหายขาดได้หรือไม่?


โรคเบาหวานจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้อยู่ในภาวะสงบ (Remission) ได้


2. ผู้ป่วยเบาหวานอยู่ได้กี่ปี


ผู้ป่วยเบาหวานสามารถมีอายุยืนยาวใกล้เคียงคนทั่วไป หากควบคุมระดับน้ำตาล และดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัด


References


Diabetes. (2023, February 17). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/7104-diabetes


Diabetes. (2024, November 14). WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/diabetes


Mayo Clinic Staff. (2024, March 27). Diabetes. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/diabetes/symptoms-causes/syc-20371444

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (1)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital