บทความสุขภาพ

Knowledge

อาหารเป็นพิษ ภัยใกล้ตัวที่ป้องกันได้ รู้ทันอาการก่อนรุนแรง

นพ. ระพีพันธุ์ กัลยาวินัย

อาหารเป็นพิษ ภัยใกล้ตัวที่ป้องกันได้ รู้ทันอาการก่อนรุนแรง

อาหารเป็นพิษ คืออะไร?


อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) คือ ภาวะที่ร่างกายได้รับเชื้อโรค สารพิษ หรือสิ่งปนเปื้อนจากอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด ทำให้เกิดอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนหรือรับประทานอาหารที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม


สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหาร เช่น อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบอาหารค้างคืน หรืออาหารที่ปรุงไม่สะอาด ใช้สารเร่งเนื้อแดง สารเพิ่มความกรอบของอาหาร


สาเหตุของอาหารเป็นพิษ


อาหารเป็นพิษสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่


1. เชื้อแบคทีเรีย


เช่น Salmonella, E. coli หรือ Vibrio ที่พบในอาหารทะเล เนื้อสัตว์ หรืออาหารที่ปรุงไม่สุก


2. เชื้อไวรัส


เช่น โนโรไวรัส (Norovirus) ที่ติดต่อผ่านอาหาร น้ำ หรือการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน


3. สารพิษในอาหาร


เช่น เห็ดพิษ อาหารทะเลบางชนิด อาหารที่บูดเสีย หรืออาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ


4. การเก็บอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ


อาหารที่วางทิ้งไว้นาน อุณหภูมิไม่เหมาะสม หรือใช้ภาชนะไม่สะอาด


อาการอาหารเป็นพิษ


อาการอาหารเป็นพิษ

อาการมักเกิดหลังรับประทานอาหารปนเปื้อนภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือภายใน 1–2 วัน โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่


  • ปวดท้อง บิดเกร็ง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ถ่ายเหลว หรือท้องเสีย
  • บางรายมีไข้
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดศีรษะในบางราย

หากอาการรุนแรง อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จนเกิดภาวะขาดน้ำได้


อาหารเป็นพิษ กี่วันหาย?


โดยทั่วไป อาการอาหารเป็นพิษมักดีขึ้นภายใน 1–3 วัน หากดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมและพักผ่อนเพียงพอ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที


วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ


วิธีดูแลตััวเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ควรจิบน้ำสะอาดหรือน้ำดื่มเกลือแร่ (ORS)
  • รับประทานอาหารอ่อน หรืออาหารย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารมัน รสจัด และนม
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยุดถ่ายทานเอง โดยเฉพาะหากมีไข้หรือถ่ายเป็นเลือด เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น

อาหารเป็นพิษ ควรกินอะไร?


เมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ ควรเลือกอาหารที่ อ่อน ย่อยง่าย และไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหารฟื้นตัว


  • ข้าวต้ม โจ๊ก หรือซุปใส ย่อยง่ายและช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน
  • กล้วยสุก ช่วยให้ได้รับโพแทสเซียมที่สูญเสียจากการท้องเสีย และย่อยง่าย
  • ขนมปังปิ้งหรือแครกเกอร์ เป็นอาหารอ่อนที่ช่วยลดการระคายเคืองกระเพาะ
  • มันฝรั่งต้ม ให้พลังงานและย่อยง่าย
  • เนื้อสัตว์ไม่ติดมันที่ปรุงสุก เช่น อกไก่หรือปลา เมื่ออาการเริ่มดีขึ้น
  • ดื่มน้ำสะอาดและน้ำเกลือแร่ ORS จิบบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

ทำไมผู้ที่อาหารเป็นพิษจึงควรดื่มน้ำเกลือแร่ ORS ไม่ใช่เกลือแร่สำหรับนักกีฬา?


เมื่อมีอาการท้องเสียหรืออาเจียนจากอาหารเป็นพิษ ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่สำคัญ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม และคลอไรด์ หากไม่ได้รับการทดแทนอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือในรายที่รุนแรงอาจเกิดอันตรายได้


น้ำเกลือแร่ ORS (Oral Rehydration Salts) ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีภาวะท้องเสียหรืออาเจียนโดยเฉพาะ มีสัดส่วนของน้ำตาลและเกลือแร่ที่เหมาะสม ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมน้ำและโซเดียมกลับเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะขาดน้ำได้


น้ำเกลือแร่สำหรับออกกำลังกาย ORT (Oral Rehydration Therapy) ห้ามดื่มเวลาท้องเสียเด็ดขาด เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง อาจดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ ทำให้ลำไส้บีบตัวมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้ถ่ายเหลวหรือท้องเสียหนักกว่าเดิม


อาหารเป็นพิษ ควรหลีกเลี่ยงอะไร?


  • อาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
  • อาหารมัน ของทอด
  • นมและผลิตภัณฑ์จากนม (ในช่วงที่ยังมีอาการ)
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  • อาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ

เมื่อไรควรรีบพบแพทย์?


ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้


  • ถ่ายเหลวหรืออาเจียนรุนแรง
  • มีไข้สูง
  • ถ่ายเป็นเลือด
  • ปากแห้ง เวียนศีรษะ ปัสสาวะน้อย
  • ปวดท้องรุนแรง
  • มีอาการนานเกิน 2 วัน
  • ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์มีอาการอาหารเป็นพิษ

วิธีป้องกันอาหารเป็นพิษ


  1. เลือกรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
  2. ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
  3. เลือกร้านอาหารที่สะอาด สังเกตสุขอนามัยของร้านและผู้ประกอบอาหาร
  4. เก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่วางอาหารทิ้งไว้นานเกินไป
  5. ใช้ช้อนกลาง เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อ

สรุป


อาหารเป็นพิษเป็นโรคที่พบได้บ่อย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร และรักษาสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการรุนแรง เช่น ถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง อาเจียนมาก ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีอาการขาดน้ำ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม




คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษ


1. อาหารเป็นพิษเกิดจากอะไร?


อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ หรือสารพิษจากเชื้อโรค ทำให้เกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร


2. อาการอาหารเป็นพิษเกิดขึ้นเมื่อไร?


อาการอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ ไม่กี่ชั่วโมงจนถึงหลายวันหลังรับประทานอาหารปนเปื้อน ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อหรือสารพิษที่เป็นสาเหตุ


3. อาหารเป็นพิษติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่?


บางกรณีที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิด สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผู้ป่วยหรือสิ่งปนเปื้อนได้ จึงควรล้างมือให้สะอาดและแยกของใช้ส่วนตัว


แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (2)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital