บทความสุขภาพ

Knowledge

ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณเตือนความผิดปกติ เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง

ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณเตือนความผิดปกติ เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง

การสังเกตลักษณะการขับถ่ายในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสีและรูปร่างของอุจจาระ (Stool) สามารถบ่งบอกสุขภาพภายในได้ หากคุณเริ่มมีอาการถ่ายเป็นเลือดปนออกมา ไม่ว่าจะเป็นเลือดสีแดงสดหรือสีดำคล้ำ นี่คือสัญญาณเตือนความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารที่ต้องเร่งหาสาเหตุ


อาการถ่ายแล้วเป็นเลือดอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่โรคทั่วไปอย่างริดสีดวงทวารไปจนถึงโรคร้ายแรง บทความนี้โรงพยาบาลพระรามเก้าจึงรวบรวมข้อมูลสำคัญมาให้คุณได้ศึกษาว่าถ่ายเป็นเลือดเกิดจากอะไร สัมพันธ์กับโรคใดบ้าง พร้อมแนวทางปฏิบัติเมื่อสงสัยว่าถ่ายเป็นเลือดรักษายังไง เพื่อให้คุณได้รับการดูแลรักษาโดยแพทย์อย่างถูกต้องและปลอดภัย


Key Takeaways


  • หากถ่ายเป็นเลือด ลักษณะสีของเลือดช่วยบ่งบอกตำแหน่งความผิดปกติ เลือดสีแดงสดมักเกิดจากริดสีดวงหรือแผลที่ทวารหนักโดยต้องมีอุจจาระเหลืองแยกจากเลือด ส่วนเลือดสีดำคล้ำอาจเกิดจากเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น
  • อาการถ่ายแล้วเป็นเลือดอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือกระเปาะลำไส้เลือดออก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 45-50 ปีขึ้นไป หรือมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ร่วมกับน้ำหนักลด
  • ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องหากถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก ร่วมกับมีอาการหน้ามืด วิงเวียน เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ถ่ายเป็นเลือดคืออะไร เกิดจากอะไร?


ถ่ายเป็นเลือด คืออาการที่พบเลือดปนออกมากับอุจจาระ อาจเป็นเลือดสด สีแดงคล้ำ หรือสีดำคล้ายยางมะตอย ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Tract) ได้แตกต่างกัน การถ่ายเป็นเลือดอาจพบได้ทั้งปริมาณเล็กน้อยจนถึงจำนวนมาก และอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น ปวดท้อง อ่อนเพลีย หรือเวียนศีรษะ


ถ่ายเป็นเลือดหรือถ่ายดำ เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยอาการถ่ายเป็นเลือดสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ แผลหรือการอักเสบของลำไส้ (Colitis)หลุมลำไส้เลือดออก ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) แผลในทางเดินอาหาร (Peptic Ulcer) รวมถึงโรคของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในบางกรณีอาจพบอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสในระบบทางเดินอาหาร


ลักษณะ สี และปริมาณของเลือดที่ออกมา การแยกอุจจาระเหลืองกับเลือดที่ออก , อาการปวดท้องร่วมด้วยหรือไม่อย่างไร เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินอาการถ่ายเป็นเลือดว่าเกิดจากตำแหน่งใดของทางเดินอาหาร การสังเกตอาการร่วมและเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง จะช่วยให้แพทย์วางแผนการดูแลและรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น


อาการถ่ายเป็นเลือดแบบไหน เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์


อาการถ่ายเป็นเลือดไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรนิ่งนอนใจ หากคุณสังเกตพบสัญญาณเตือนร่วมกับอาการผิดปกติต่อไปนี้ ควรรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยในทันที


  • มีเลือดไหลออกมาในปริมาณมาก หรือไหลไม่หยุด ลักษณะถ่ายเป็นเลือดเหมือนประจำเดือน รวมถึงมีลิ่มเลือดปนออกมา ซึ่งอาจนำไปสู่อาการช็อกจากการเสียเลือด (Hypovolemic Shock) ได้
  • รู้สึกเจ็บปวดทวารหนักอย่างรุนแรงขณะขับถ่าย มีอาการถ่ายยาก ถ่ายเป็นเลือด ต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติ หรือรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด (Tenesmus) , มีก้อนยื่นริดสีดวงยื่นที่รูก้น
  • ระบบการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือมีถ่ายเป็นเลือดปนออกมาเรื้อรัง
  • ลักษณะอุจจาระเปลี่ยนไป มีก้อนเล็กลง ลีบแบน หรือมีมูก (Mucus) ปนออกมาพร้อมกับถ่ายเป็นเลือด สีแดงคล้ำหรือสีดำ
  • มีอาการทางร่างกายอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลีย ซีดเซียว มีภาวะท้องอืดลมมาก , ถ่ายยืดไป ท้องโตผิดจากเดิม
  • มีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer) หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้มาก่อน

ถ่ายเป็นเลือด มีความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง?


ท้องเสียถ่ายเป็นเลือด

อาการถ่ายเป็นเลือดไม่ได้เป็นเพียงอาการผิดปกติเล็กน้อย แต่สามารถสะท้อนความเสี่ยงของโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการร่วมอื่นที่ควรเฝ้าระวัง โดยอาการถ่ายเป็นเลือดอาจบ่งบอกโรคต่าง ๆ ดังนี้


ลำไส้อักเสบ หรือหลุมลำไส้อักเสบ มีเลือดออก


ลำไส้อักเสบ (Colitis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อ หรือความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือดร่วมกับท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายมีมูกปน และอาจมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วย


ในบางรายที่มีการอักเสบบริเวณลำไส้ส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ส่วนทอดลงล่าง (Descending Colon) อาจมีอาการปวดเกร็งช่องท้อง หรือปวดท้องข้างซ้ายร่วมด้วยอย่างชัดเจน หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาโดยแพทย์ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้


ริดสีดวงทวาร


สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีอาการถ่ายเป็นเลือด คือโรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) ซึ่งเกิดจากการเบ่งอุจจาระแรง ๆ ท้องผูกเรื้อรัง หรือนั่งขับถ่ายนานเกินไป ทำให้หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักโป่งที่เหลืองดีพอง ลักษณะจะมีเลือดสีแดงสดหยดออกมาหลังถ่ายอุจจาระ หรือมีเลือดเคลือบผิวอุจจาระ โดยมักจะไม่มีอาการปวดท้อง แต่หากก้อนริดสีดวงยื่นออกมาด้านนอก และเกิดการอักเสบ จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดที่ทวารหนักอย่างมากขณะนั่งหรือเดิน,อย่าคิดเองว่าเป็นริดสีดวงควรตรวจทุกครั้งที่มีเลือดออกเพราะเนื้องอกมะเร็งลำไส้ใกล้ริดสีดวงก็ทำให้คิดผิดว่าเป็นริดสีดวงได้


เลือดออกในทางเดินอาหาร


ถ้าหากถ่ายเป็นเลือด อาการแสดงออกในลักษณะถ่ายออกมาเป็นสีดำคล้ำ เหนียวข้น กลิ่นเหม็นคาวคล้ายยางมะตอย หรือมีการอาเจียนเป็นเลือดร่วมด้วย ส่วนใหญ่เป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร (Gastric Ulcer) มะเร็งกระเพาะอาหาร , เส้นเลือดขอดอาหารจากตับแข็ง มีเลือดออกหรือลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori หรือการทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องกันนาน ๆ เลือดที่ออกมาจึงทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะจนเปลี่ยนเป็นสีดำ ควรรีบพบแพทย์เพื่อห้ามเลือดทันที


มะเร็งลำไส้ใหญ่


โรคที่น่ากังวลที่สุดเมื่อมีอาการถ่ายเป็นเลือด คือมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer) โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 45-50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ อาการเตือนสำคัญคือระบบขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิม ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระมีขนาดเล็กลีบลง มีอาการท้องอืด แน่นท้อง เรอ ผายลมบ่อย น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ และบาคนจะมีถ่ายเป็นเลือดเป็น ๆ หาย ๆ ปนมากับเนื้ออุจจาระ


ถ่ายเป็นเลือด มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง


แนวทางการรักษาอาการถ่ายเป็นเลือดขึ้นอยู่กับสาเหตุและตำแหน่งของพยาธิสภาพที่ตรวจพบ แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด เพื่อหยุดเลือดและแก้ไขต้นเหตุของโรค ดังนี้


  • การใช้ยา (Medication) เป็นวิธีรักษาอาการถ่ายเป็นเลือดที่มักใช้ในกรณีที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือการอักเสบ เช่น การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) เพื่อกำจัดเชื้อ H. pylori ในกระเพาะอาหาร หรือการให้ยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory drugs) และยาลดกรด
  • การส่องกล้องเพื่อการรักษา หากพบจุดเลือดออกขณะทำการส่องกล้องทางเดินอาหาร (Gastroscopy) หรือส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) แพทย์สามารถทำการห้ามเลือดได้ทันทีด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การฉีดยา การจี้ด้วยความร้อน หรือการใส่คลิปหนีบเส้นเลือด
  • การให้สารน้ำและเลือดทดแทน ในกรณีที่ผู้ป่วยถ่ายเป็นเลือดในปริมาณมาก จนร่างกายสูญเสียเลือดและเกลือแร่ ส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำ แพทย์จะเร่งให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำหรือให้เลือดทดแทน เพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการเสียเลือด (Hypovolemic Shock)
  • การรักษาตามอาการ หากผู้ป่วยมีอาการท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด วิธีรักษาเบื้องต้นคือการให้ดื่มสารละลายเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป ควบคู่กับการรักษาการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุ
  • การผ่าตัด (Surgery) ใช้ในกรณีที่ถ่ายเป็นเลือดจากสาเหตุที่รุนแรง และไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การผ่าตัดริดสีดวงทวาร (Hemorrhoidectomy) หรือในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นถ่ายเป็นเลือดมะเร็งลำไส้ใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดลำไส้ (Colectomy) เพื่อกำจัดเนื้อร้ายออก และป้องกันการลุกลามของโรค

การดูแลตัวเองเมื่อมีอาการถ่ายเป็นเลือด


ถ่ายเป็นเลือดกินยาอะไร

หากมีอาการถ่ายเป็นเลือด การรักษาจะต้องทำโดยแพทย์ แต่คุณสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อลดความรุนแรง และป้องกันอาการถ่ายเป็นเลือดซ้ำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมดังนี้


  • รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง (Fiber) เช่น ผักผลไม้ เพื่อให้อุจจาระนิ่ม ขับถ่ายง่าย และลดการเบ่งที่อาจทำให้ถ่ายเป็นเลือด
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 1.5 - 2 ลิตร เพื่อป้องกันอุจจาระแข็งตัวจนบาดทวารหนักจนเกิดอาการถ่ายเป็นเลือด
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของหมักดอง และอาหารไขมันสูง ซึ่งอาจกระตุ้นให้ลำไส้อักเสบ และเสี่ยงต่อการถ่ายเป็นเลือด
  • ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา และไม่อั้นอุจจาระ เพื่อลดแรงดันในทวารหนักที่อาจทำให้เกิดริดสีดวง
  • หลีกเลี่ยงการนั่งเล่นมือถือขณะขับถ่ายนานเกินไป เพราะจะทำให้เส้นเลือดบริเวณทวารหนักโป่งพองและถ่ายเป็นเลือดได้ง่าย
  • ทำความสะอาดทวารหนักด้วยน้ำสะอาด แทนการใช้กระดาษชำระที่รุนแรง เพื่อลดการระคายเคืองเมื่อมีอาการถ่ายเป็นเลือด
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และลดความเสี่ยงถ่ายเป็นเลือด

ถ่ายเป็นเลือด ตรวจให้ชัด รักษาให้ตรงจุด ที่โรงพยาบาลพระรามเก้า


อาการถ่ายเป็นเลือดเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคของระบบทางเดินอาหารหลายระดับ การทำความเข้าใจอาการถ่ายเป็นเลือดจากสาเหตุต่าง ๆ จะช่วยให้คุณประเมินความรุนแรงของอาการ และเข้ารับการตรวจได้เหมาะสม


แนวทางวิธีรักษาอาการถ่ายเป็นเลือด จำเป็นต้องอาศัยการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการดูแลโดยแพทย์ หากปล่อยให้ถ่ายเป็นเลือดบ่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมดูแลคุณด้วยการตรวจวินิจฉัย และการรักษาที่ครอบคลุมทุกสาเหตุของอาการถ่ายเป็นเลือด เพื่อความมั่นใจในสุขภาพการขับถ่ายที่ดีอีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการถ่ายเป็นเลือด


1. ถ่ายเป็นเลือดต้องไปหาหมอเมื่อไหร่?


ควรรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือ ถ่ายเป็นเลือดเหมือนประจำเดือนที่ไหลออกมาในปริมาณมากและไม่ยอมหยุด เพื่อป้องกันภาวะช็อกจากการเสียเลือด


2. ถ่ายเป็นเลือดสดกับเลือดสีคล้ำต่างกันอย่างไร?


เลือดสีแดงสดมักเกิดจากริดสีดวงหรือแผลที่ทวารหนัก ส่วนสีดำคล้ำเกิดจากเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งของพยาธิสภาพที่ต่างกัน


3. ถ่ายเป็นเลือดแต่ไม่เจ็บท้อง เกิดจากอะไร?


ถ่ายเป็นเลือดไม่เจ็บท้อง สาเหตุมักมาจากริดสีดวงทวารภายใน หรือติ่งเนื้อในลำไส้ ซึ่งต่างจากแผลปริขอบทวารที่จะมีอาการเจ็บปวดอย่างมากขณะขับถ่าย


References


David Richards. (2025, September 19). When to worry about blood in your stool (rectal bleeding. The University of Texas MD Anderson Cancer Center. https://www.mdanderson.org/cancerwise/when-to-worry-about-blood-in-your-stool.h00-159779601.html


Jenette Restivo. (2024, December 17). What can cause blood in stool?. Harvard Health Publishing. https://www.health.harvard.edu/diseases-and-conditions/what-can-cause-blood-in-stool


Mary Anne Dunkin. (2023, November 15). Blood in Stool: Causes and Treatment. WebMD. https://www.webmd.com/digestive-disorders/blood-in-stool

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital