บทความสุขภาพ

Knowledge

ท้องอืด แน่นท้อง เกิดจากอะไร มีวิธีรักษาและแก้ไขอย่างไรบ้าง?

นพ. ระพีพันธุ์ กัลยาวินัย

ท้องอืด (Bloated Stomach) เป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายคนพบเจอในชีวิตประจำวัน บางคนเป็นหลังรับประทานอาหาร บางคนเป็นตอนเช้า หรือบางครั้งก็เกิดขึ้นแบบไม่รู้สาเหตุ ทำให้รู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด ไม่สบายตัว และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน


แม้ว่าอาการท้องอืดจะดูไม่รุนแรงมาก แต่ก็เป็นหนึ่งในอาการที่สามารถบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร และอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคในระบบทางเดินอาหารบางชนิดได้ ในบทความนี้จึงจะพาไปรู้จักกับอาการท้องอืดให้มากขึ้น ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ไปจนถึงวิธีรักษา และวิธีแก้ท้องอืด เพื่อให้คุณดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง


Key Takeaways


  • ท้องอืดเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น พฤติกรรมการกิน ความเครียด ฮอร์โมน หรือความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแน่นท้อง จุกเสียด หรือท้องป่องได้
  • วิธีแก้ไขหรือรักษาอาการท้องอืด สามารถทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการกิน เลือกอาหารที่ย่อยง่าย ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ลดความเครียด และหลีกเลี่ยงบุหรี่
  • ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น ท้องอืดนานหลายสัปดาห์ ปวดท้องรุนแรง น้ำหนักลด ขับถ่ายผิดปกติ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ ทานยารักษาไม่หาย เพื่อประเมินหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

ท้องอืด อาการเป็นอย่างไร?


ท้องอืด มักทำให้หลายคนมีอาการแน่นท้อง หน้าท้องป่อง มีลมในท้องเยอะจนเรอหรือผายลมบ่อย รวมถึงบางคนยังอาจรู้สึกปวดท้องและมีอาการคลื่นไส้ตามมา ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้หลังมื้ออาหารหรือเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินและการทำงานของระบบย่อยอาหารในแต่ละคน


โดยทั่วไปแล้ว อาการท้องอืดมักจะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าหากท้องอืดบ่อยหรือเป็นต่อเนื่องในระยะเวลานาน ก็อาจบ่งบอกถึงปัญหาในระบบย่อยอาหารและเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิดที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมจากแพทย์


ท้องอืด มีสาเหตุมาจากอะไร?


ท้องอืดเกิดจากอะไร

หลายคนอาจสงสัยว่าท้องอืดเกิดจากอะไร? โดยทั่วไปแล้ว อาการท้องอืดสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากพฤติกรรมการกิน การทำงานของระบบย่อยอาหาร หรือโรคบางชนิดที่ส่งผลให้มีลมหรือก๊าซสะสมมากกว่าปกติ ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ของอาการท้องอืดที่พบบ่อย มีดังนี้


  • พฤติกรรมการกิน : เช่น กินเร็ว กินอาหารมื้อใหญ่เกินไป หรือเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
  • รับประทานอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซเยอะ กระเพาะลำไส้ทำงานช้าลง : เช่น ถั่ว, หอมหัวใหญ่, กะหล่ำปลี, อาหารที่มีไขมันสูง, อาหารที่ย่อยยาก, ผลิตภัณฑ์จากนมในคนที่ขาดน้ำย่อยนมแลคโตส หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ระบบย่อยอาหารผิดปกติ : เช่น ตับอ่อนทำงานไม่สมดุลทำงานช้าลง, น้ำย่อยบางชนิดลดลง, มีภาวะแพ้แลคโตส หรือแพ้กลูเตน
  • ความเครียดและฮอร์โมน : ความเครียดจะทำให้ลำไส้บีบตัวผิดจังหวะ และเกิดก๊าซสะสมมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในผู้หญิง เช่น ช่วงก่อนมีประจำเดือนกรดมากขึ้นจากความเครียด ก็ทำให้เกิดท้องอืดได้เช่นกัน
  • สาเหตุจากโรคอื่น ๆ ที่ต้องประเมินเพิ่มเติม : เช่น นิ่วในถุงน้ำดีที่อาจทำให้มีอาการคล้ายท้องอืด, โรคกระเพาะอาหาร, โรคลำไส้แปรปรวน, มะเร็งลำไส้ หรือมะเร็งรังไข่ มะเร็งกระเพาะ ต่อมน้ำเหลือง มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน

ท้องอืด มีวิธีแก้ไขหรือรักษาอย่างไรได้บ้าง?


ท้องอืด วิธีแก้

ส่วนใหญ่แล้ววิธีแก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง หรือวิธีรักษาท้องอืดมักจะมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม โดยวิธีบรรเทาและรักษาอาการท้องอืดที่แนะนำ มีดังนี้


  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร : ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ลดการกินเร็ว หลีกเลี่ยงการทานมื้อใหญ่ และงดน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มที่มีแก๊ส
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซ กระเพาะทำงานช้าลงจากไขมัน : เช่น ถั่ว, หอมหัวใหญ่, กะหล่ำปลี, อาหารไขมันสูง หรือหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากนมในผู้ที่ย่อยแลคโตสไม่ได้
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ : การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายทำงานปกติ
  • เดินหรือขยับร่างกายหลังรับประทานอาหาร : การเดินหรือขยับร่างกายจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี ลดการสะสมของลมในกระเพาะ และช่วยแก้ปัญหาท้องอืดได้
  • ลดความเครียด : เพราะความเครียดอาจรบกวนการบีบตัวของลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยได้มากขึ้น กรดหลั่งมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่จะเพิ่มโอกาสการกลืนลม และเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดท้องอืดได้มากขึ้น ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและแบ่งมื้ออาหารให้เท่ากันและดุล

ทั้งนี้ หากอาการท้องอืดไม่ดีขึ้น หรือเกิดปัญหาท้องอืดเรื้อรัง ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป


อาการท้องอืดแบบไหนที่ควรพบแพทย์?


อาการท้องอืด

แม้ว่าท้องอืดส่วนใหญ่จะมีอาการที่ไม่รุนแรงมาก และสามารถหายได้เองจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ในบางกรณีก็อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ที่ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เพิ่มเติม หากมีอาการท้องอืดร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดทันที


  • ท้องอืดเรื้อรังต่อเนื่องเกิน 2-4 สัปดาห์
  • ปวดท้องรุนแรง หรือปวดท้องเฉียบพลัน
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีเลือดปนในอุจจาระ หรืออุจจาระสีดำ
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนต่อเนื่อง
  • ท้องอืดร่วมกับมีไข้ หรืออ่อนเพลียมาก
  • มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก
  • ทานยารักษาไม่หายขาด

ท้องอืด อาการเล็ก ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม


ท้องอืด จุกเสียดแน่นท้อง ถึงแม้จะเป็นอาการที่พบได้บ่อยและมักจะไม่รุนแรง แต่ก็เป็นปัญหาที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่น้อย โดยสาเหตุส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการทำงานของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ ซึ่งส่วนมากสามารถบรรเทาได้ด้วยการปรับพฤติกรรม และการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม


อย่างไรก็ตาม หากอาการท้องอืดเกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมถึงมีสัญญาณผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาที่เหมาะสมทันที เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจตามมาภายหลัง


สำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องอืดเรื้อรัง หรือสงสัยว่ามีความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร สามารถเข้ารับการตรวจประเมินเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพระรามเก้า เราพร้อมดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเครื่องมือการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย เพื่อหาสาเหตุของอาการและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับท้องอืด


1. ท้องอืด-ท้องเฟ้อ ต่างหรือเหมือนกัน?


ท้องอืดและท้องเฟ้อ เป็นคำที่ถูกใช้เรียกรวมกันในกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับการมีลมหรือก๊าซในกระเพาะอาหารและลำไส้มากกว่าปกติ ซึ่งอาการท้องอืดและท้องเฟ้อมักจะทำให้รู้สึกแน่นท้อง อึดอัดท้อง เรอ หรือผายลมบ่อยขึ้นเหมือนกัน


2. ถ้าไม่ได้ขับถ่ายทุกวัน จะถือว่าผิดปกติหรือไม่?


ไม่ได้ขับถ่ายทุกวันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากขับถ่าย ไม่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยมี อุจจาระนิ่ม หรือขับถ่ายไม่ลำบากก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติดี แต่ถ้าหากถ่ายยาก ท้องผูกบ่อย หรือมีอาการท้องอืดร่วมด้วย การถ่ายเปลี่ยนจากเดิมควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีH3 : 3. ท้องอืดกินอะไรถึงจะหาย?

หากมีอาการท้องอืดควรเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดลมและย่อยง่าย เช่น น้ำอุ่น, น้ำขิง, โยเกิร์ต, ทานข้าวขาวแทนข้าวสุขภาพชั่วคราว หรือซุปใส ๆ เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ลดการสะสมของลมในกระเพาะ และบรรเทาอาการแน่นท้อง ท้องอืดได้


References


National Health Service. (2022, March 3). Bloating. NHS. https://www.nhs.uk/symptoms/bloating/


Wilkinson, J. M., Cozine, E. W., & Loftus, C. G. (2019, March 1). Gas, Bloating, and Belching: Approach to Evaluation and Management. American Academy of Family Physicians. https://www.aafp.org/pubs/afp/issues/2019/0301/p301.html


Mandl, E. (2025, June 3). 12 Effective Ways to Relieve Bloating. Healthline. https://www.healthline.com/nutrition/proven-ways-to-reduce-bloating

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital