บทความสุขภาพ

Knowledge

ผ่าตัดมะเร็งเต้านมมีกี่แบบ มีการเตรียมตัว และดูแลตัวเองอย่างไร

นพ. ปัญญา ทวีปวรเดช

ผ่าตัดมะเร็งเต้านมมีกี่แบบ มีการเตรียมตัว และดูแลตัวเองอย่างไร

การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมอาจเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวสำหรับผู้ป่วยหลายคน แต่การทำความเข้าใจทางเลือกการรักษาจะช่วยให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อย่างมั่นใจ สำหรับโรคมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่พบการแพร่กระจายนั้น การรักษาหลักคือ ‘การผ่าตัดมะเร็งเต้านม’ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการกำจัดเซลล์มะเร็งและป้องกันการลุกลามของโรค บทความนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดประเภทต่าง ๆ การเตรียมตัวที่เหมาะสม รวมถึงการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง


Key Takeaways


  • ผ่าตัดมะเร็งเต้านมมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับระยะของโรค ตั้งแต่การผ่าตัดแบบสงวนเต้านม การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อเสริมสร้างเต้านมขึ้นใหม่ภายหลังการตัดเต้านม
  • การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดมะเร็งเต้านมเป็นสิ่งสำคัญ ควรแจ้งประวัติสุขภาพทั้งหมดกับแพทย์ งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ และเตรียมพร้อมด้านร่างกายและจิตใจ
  • การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น การดูแลแผล การออกกำลังกายเบา ๆ และการหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนัก
  • ทำความเข้าใจผลข้างเคียงและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ ปวดแผล หรือชาบริเวณที่ผ่าตัดได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ หากดูแลแผลไม่เหมาะสม

ผ่าตัดมะเร็งเต้านม คืออะไร


การผ่าตัดมะเร็งเต้านม (Breast Cancer Surgery) เป็นวิธีหลักในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) มีเป้าหมายเพื่อกำจัดก้อนเนื้อมะเร็งออกจากเต้านม รวมถึงการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ และเป็นการรักษาหลักของโรคมะเร็งเต้านมในระยะที่ยังไม่พบการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น


ผ่าตัดมะเร็งเต้านม มีกี่แบบ ทำได้อย่างไรบ้าง


ผ่าตัดมะเร็งเต้านม มีกี่แบบ

โดยทั่วไปแล้วการรักษาด้วยการผ่าตัดมะเร็งเต้านมมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับระยะของโรค สุขภาวะ และความต้องการของผู้ป่วย โดยแพทย์จะพิจารณาเทคนิคที่เหมาะสมที่สุดเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งให้หมดจด และในบางกรณีก็สามารถช่วยรักษาหรือสร้างเต้านมใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง


การผ่าตัดสำหรับโรคมะเร็งเต้านม ประกอบด้วยการผ่าตัดเต้านม และการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ข้างเดียวกันออก โดยการผ่าตัดเต้านมนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น


  1. การผ่าตัดเต้านมแบบสงวนเต้า (Breast Conserving Surgery) คือการผ่าตัดนำก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อส่วนรอบๆ ออก (Lumpectomy) เพื่อรักษาทรวดทรงของเต้านมเดิมไว้ ร่วมกับการฉายรังสีบริเวณเต้านม ซึ่งพบว่าให้ผลการรักษาผ่าตัดสงวนเต้าไม่แตกต่างจากการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด หากเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสมและสามารถตัดก้อนมะเร็งออกได้ทั้งหมด
  2. การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด (Mastectomy) คือการผ่าตัดเนื้อเต้านมออกทั้งหมด รวมถึงเนื้อเยื่อบริเวณหัวนมและลานนม ถือเป็นการผ่าตัดที่เป็นมาตรฐาน และสามารถใช้ได้กับมะเร็งเต้านมในทุกระยะ

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยที่มีความต้องการที่จะเสริมสร้างเต้านมขึ้นใหม่ภายหลังผ่าตัด (Breast Reconstruction) สามารถที่จะเก็บผิวหนังหรืออาจจะรวมถึงเนื้อเยื่อบริเวณหัวนมและลานนมบางส่วนไว้ได้เช่นกัน โดยจะแบ่งออกได้เป็น


  • การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดแต่เก็บผิวหนังบางส่วนไว้ (Skin-Sparing Mastectomy) คือการผ่าตัดนำเนื้อเต้านมร่วมกับหัวนมและลานนมออกทั้งหมด แต่ยังคงเก็บผิวหนังโดยรอบไว้เพื่อใช้สำหรับการเสริมสร้างเต้านมขึ้นใหม่
  • การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดและสงวนหัวนมและลานนมไว้ (Nipple-Sparing Mastectomy) คือการผ่าตัดนำเนื้อเต้านมออกทั้งหมด แต่เก็บหัวนมและลานนมรวมถึงผิวหนังโดยรอบของเต้านมไว้ เพื่อประโยชน์ในด้านภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นภายหลังการผ่าตัด โดยพบว่ามีความปลอดภัยหากคัดเลือกผู้ป่วยอย่างเหมาะสมและไม่พบความผิดปกติที่บริเวณหัวนมและลานนม

สำหรับการเสริมสร้างเต้านมขึ้นใหม่นั้น ในปัจจุบันสามารถทำได้ทั้งการอาศัยเนื้อเยื่อตนเอง (Autologous Breast reconstruction) เป็นการผ่าตัดนำเนื้อเยื่อ ไขมัน และกล้ามเนื้อจากส่วนอื่นของร่างกายผู้ป่วย เช่น หน้าท้องหรือแผ่นหลัง มาสร้างเป็นเต้านมใหม่เพื่อทดแทนเต้านมเดิม


นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุเทียมเต้านม (Implant-based Reconstruction) เช่น ซิลิโคน เพื่อทดแทนเนื้อเยื่อเต้านมที่หายไป โดยพิจารณาจากตัวโรค สุขภาวะของผู้ป่วย รวมถึงลักษณะของเต้านมผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสำคัญ ทั้งนี้สามารถรับคำปรึกษาได้จากแพทย์ผู้รักษาเพื่อเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย


สำหรับการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้นั้น แบ่งออกได้เป็น


  1. การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออก (Axillary Lymph Node Dissection) เป็นการผ่าตัดเพื่อนำต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ออก เพื่อการรักษาและตรวจวินิจฉัยการแพร่กระจายของมะเร็ง
  2. การผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองเซนติเนลบริเวณรักแร้ (Sentinel Lymph Node Biopsy) คือการเลาะต่อมน้ำเหลืองเฉพาะด่านหน้าที่รับน้ำเหลืองมาจากเต้านมออก โดยต่อมน้ำเหลืองกลุ่มนี้จะเรียกว่า “ต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล” ทำได้โดยการฉีดสารสี หรือสารอื่น ๆ ที่ลำเลียงไปตามทางเดินน้ำเหลือง และเลาะต่อมน้ำเหลืองเฉพาะต่อมน้ำเหลืองกลุ่มแรกที่รับน้ำเหลืองมาจากเต้านมออก เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนจากการเลาะต่อมน้ำเหลือง เช่น ภาวะแขนบวมคั่งน้ำเหลือง ซึ่งพบในประมาณ 10-30% ภายหลังการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ออกทั้งหมด

ใครเหมาะกับการผ่าตัดมะเร็งเต้านมบ้าง


การผ่าตัดมะเร็งเต้านม เป็นการรักษาที่แพทย์จะพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและระยะของโรค แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าการผ่านมเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยหรือไม่ หรือควรใช้การรักษาแบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การให้ยาเคมีบำบัด การฉายรังสี การรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน ย่ามุ่งเป้า รวมถึงยาภูมิคุ้มกันบำบัด รวมถึงการพิจารณาลำดับของการรักษาที่เหมาะสม


โดยพบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้นส่วนใหญ่จะเริ่มต้นการรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นลำดับแรกตามด้วยการรักษาเสริมอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามในโรคมะเร็งเต้านมบางระยะ หรือบางชนิดพบว่าการเริ่มต้นการรักษาด้วยยาตามหลังด้วยการผ่าตัดอาจเป็นวิธีการรักษาที่เหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทีมแพทย์ผู้รักษาเป็นสำคัญ


โดยการประเมินระยะของมะเร็งเต้านมทำได้หลายวิธี ซึ่งรวมไปถึงการทำแมมโมแกรม 3D ที่เป็นการใช้ภาพถ่ายจากเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อดูขนาด ตำแหน่ง และขอบเขตของก้อนมะเร็ง


สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ : แมมโมแกรม 3D


เตรียมตัวผ่าตัดมะเร็งเต้านม ต้องรู้อะไรบ้าง


ผ่าตัดมะเร็งเต้านม เตรียมตัว

การเตรียมตัวที่ดีก่อนการผ่าตัดมะเร็งเต้านม ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้ การดูแลตัวเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำให้เตรียมตัวดังนี้


  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติโรคประจำตัว ยาประจำตัวทุกชนิด รวมถึงวิตามิน อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่รับประทานอยู่
  • แจ้งประวัติการแพ้ยา ให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพตามรายการที่โรงพยาบาลกำหนดล่วงหน้า เช่น ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์ และตรวจการทำงานของปอด ตับ และไต
  • ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายพร้อมที่สุด
  • ควรงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงและช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น
  • วางแผนลางาน เพราะการผ่าตัดเต้านมอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล จึงควรวางแผนลางาน และแจ้งญาติให้มาดูแล
  • แจ้งแพทย์ให้ทราบหากมีการใส่ฟันปลอม
  • ควรงดทาสีเล็บ รวมถึงตัดเล็บมือและเท้าให้สั้น
  • เตรียมเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย เช่น เสื้อกระดุมผ่าหน้าและไม่รัดรูป เพื่อความสะดวกในการสวมใส่หลังการผ่าตัด รวมถึงเตรียมเสื้อชั้นในแบบไม่มีโครง
  • ฝึกหายใจ ที่โรงพยาบาลอาจมีเจ้าหน้าที่มาสอนท่ากายบริหารสำหรับการหายใจ และการไอที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันภาวะปอดแฟบหลังจากการดมยาสลบ

ขั้นตอนการผ่าตัดมะเร็งเต้านม มีวิธีการอย่างไร


ขั้นตอนการผ่าตัดมะเร็งเต้านมจะแตกต่างกันไปตามประเภทของการผ่าตัดที่แพทย์เลือกใช้ แต่โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการผ่าตัดจะมีลำดับดังนี้


  • การเตรียมผู้ป่วยให้พร้อม การระบุตัวตนผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด รวมถึงชนิด และข้างที่ผ่าตัดเพื่อความถูกต้อง ปลอดภัย แม่นยำ
  • การนำสลบโดยทีมวิสัญญีแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัด รวมถึงการให้สารน้ำ และยาปฏิชีวนะที่จำเป็นก่อนผ่าตัด
  • การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณผ่าตัด โดยทีมพยาบาลผู้ช่วยและแพทย์ผ่าตัด
  • แพทย์จะเริ่มการผ่าตัดเพื่อนำชิ้นเนื้อมะเร็งออก โดยอาจรวมถึงเนื้อเยื่อเต้านมบริเวณรอบ ๆ และการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ด้วย
  • อาจมีการใส่ท่อระบายน้ำเหลือง หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น เพื่อป้องกันการสะสมของของเหลวบริเวณแผล
  • เสริมสร้างเต้านมใหม่ ในกรณีที่มีการวางแผนเสริมสร้างเต้านมใหม่ แพทย์อาจทำในขั้นตอนเดียวกันกับการผ่าตัดมะเร็ง หรืออาจแยกผ่าตัดในครั้งถัดไป โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

ดูแลตัวเองหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมได้อย่างไร


ผ่าตัดมะเร็งเต้านม ดูแลตัวเอง

การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านมเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยการดูแลตัวเองสามารถทำได้ตามคำแนะนำดังนี้


  • เมื่อเริ่มรู้สึกตัวหลังยาสลบหมดฤทธิ์ ให้ค่อย ๆ พลิกตัวและฝึกหายใจเข้าออกลึก ๆ พร้อมกับนอนศีรษะสูง เพื่อลดอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • งดน้ำและอาหารจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • หลังผ่าตัด 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการแทรกซ้อน สามารถลุกขึ้นยืน นั่ง และเดินรอบเตียง เพื่อลดอาการท้องอืด ช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน และกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยในการฟื้นตัว
  • ระมัดระวังอย่าให้ท่อระบายน้ำเหลืองหลุด หัก พับ หรืองอ
  • หากรู้สึกอยากไอ ให้ใช้หมอนหรือมือประคองแผล เพื่อลดการกระทบกระเทือนที่อาจทำให้ปวดแผล
  • แจ้งแพทย์หรือพยาบาล ทันทีหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้แผล รวมถึงไหล่และแขนข้างเดียวกับที่ผ่าตัดโดนความร้อนหรือแสงแดดจัด
  • งดกิจกรรมที่ใช้แรงมาก เช่น การออกกำลังกาย หรือการยกของหนัก จนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงอาหารแปรรูป อาหารไขมันสูง และเนื้อแดง เพื่อช่วยให้แผลฟื้นตัวเร็วและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งซ้ำ
  • เมื่อแพทย์ถอดท่อระบายที่แผลออกแล้ว งดแกะ กด หรือเกาแผล
  • หากต้องใส่ท่อระบายกลับบ้าน ควรดูแลแผลตามคำแนะนำของทีมแพทย์และพยาบาล รวมถึงการจดบันทึกปริมาณของเหลวในขวดแต่ละวันเพื่อการติดตาม
  • ในระหว่างใส่ท่อระบาย ควรใส่เสื้อในที่ไม่มีโครง หรือสปอร์ตบรา เพื่อความสะดวกในการดูแลแผล
  • หากมีการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ให้หลีกเลี่ยงการเจาะเลือด วัดความดันโลหิต หรือฉีดยาที่แขนข้างนั้น
  • เตรียมถุงหรือกระเป๋าสำหรับใส่ขวดระบายของเหลวเมื่อต้องออกไปข้างนอก และระมัดระวังไม่ให้ท่อระบายหลุด
  • หมั่นตรวจเช็กขวดระบายน้ำเหลืองอยู่เสมอ และหากขวดคืนรูป ให้บีบเพื่อปรับให้กลับเป็นสุญญากาศอีกครั้ง
  • เดินทางไปตรวจแผลตามนัดหมายของแพทย์ทุกครั้ง

ผลข้างเคียงหลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมที่ควรรู้


หลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยอาจพบผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราว และสามารถจัดการได้ โดยอาจมีอาการดังต่อไปนี้


  • อาการจากยาสลบ ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย หรือเวียนศีรษะ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยหลังฟื้นตัวจากการดมยาสลบ
  • ความรู้สึกเจ็บปวด อาจมีอาการปวดระบมแผล ซึ่งอาจลามไปยังไหล่หรือแขนได้
  • ชาบริเวณแผล หรือที่เต้านม ในกรณีที่มีการผ่าตัดเต้านมทั้งหมด ผู้ป่วยอาจมีอาการชาบริเวณหน้าอกข้างดังกล่าว รวมถึงกรณีที่มีการผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้อาจมีอาการชาบริเวณต้นแขนด้านในได้ ซึ่งสามารถพบได้เป็นปกติ อาการเหล่านี้ดีขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไป
  • ภาวะข้อไหล่ติด อาการปวดแผลอาจทำให้ผู้ป่วยไม่อยากขยับไหล่ ส่งผลให้เกิดภาวะข้อไหล่ติดได้ ซึ่งในบางกรณีแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดอาจแนะนำท่าบริหาร การบริหารเป็นประจำลดความเสี่ยงและช่วยบรรเทาอาการจากภาวะข้อไหล่ติดได้

ความเสี่ยงจากการผ่าตัดมะเร็งเต้านม มีอะไรบ้าง


การผ่าตัดมะเร็งเต้านมเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน แม้จะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะหากผู้ป่วยไม่ได้ดูแลแผลอย่างถูกวิธี ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ ได้แก่


  • ภาวะติดเชื้อที่แผลผ่าตัด แม้ว่าสามารถพบได้น้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับผิวหนังไปจนถึงชั้นลึก เช่น ไขมันและกล้ามเนื้อ โดยอาการที่สังเกตได้คือ มีไข้สูง หนาวสั่น แผลบวมแดง ปวดรุนแรง และอาจมีหนองไหลออกมาจากแผล
  • ภาวะแขนบวม (Lymphedema) เกิดจากน้ำเหลืองไม่สามารถไหลเวียนกลับสู่หัวใจได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการแขนบวมข้างเดียวกับเต้านมที่ผ่าตัด ซึ่งอาจบวมทั้งแขน หรือเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง สามารถพบได้ประมาณ 10-30% ภายหลังการเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
  • ภาวะข้อไหล่ติด เกิดจากอาการปวดแผลจนผู้ป่วยไม่กล้าขยับแขน ทำให้เกิดพังผืดที่แผล ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถขยับข้อไหล่ได้เต็มที่ และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ภาวะน้ำเหลืองคั่งบริเวณแผล ของเหลวหรือน้ำเหลืองอาจไปสะสมบริเวณแผลผ่าตัด ทำให้แผลบวมคล้ายถุงน้ำ และผู้ป่วยจะรู้สึกตึงๆ และแผลมีน้ำหนักมากขึ้น

ผ่าตัดมะเร็งเต้านม ทางเลือกการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ


การผ่าตัดมะเร็งเต้านมเป็นวิธีรักษาหลักที่มีหลายประเภท ตั้งแต่การผ่าตัดเพื่อสงวนเต้า ไปจนถึงการผ่าตัดเอาเต้านมออกทั้งหมด การเตรียมตัวที่ดีก่อนและหลังการผ่าตัดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัว ผู้ป่วยควรดูแลแผลอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ ทำความเข้าใจผลข้างเคียง และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้สามารถรับมือและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ


ที่ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลพระรามเก้า เราพร้อมดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัยที่แม่นยำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไปจนถึงการผ่ามะเร็งเต้านมโดยทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านมโดยเฉพาะ รวมถึงการผ่าตัดเสริมสร้างเต้านมใหม่ที่คำนึงถึงรูปลักษณ์และความมั่นใจ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และใช้ชีวิตได้อย่างปกติ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผ่าตัดมะเร็งเต้านม


1. ผ่าตัดเต้านมแล้วมีโอกาสเป็นมะเร็งอีกไหม?


หลังการผ่าตัดมะเร็งเต้านมแล้วยังมีโอกาสกลับมาเป็นมะเร็งอีกได้ ทั้งในเต้านมข้างเดิมที่เหลืออยู่ เต้านมอีกข้าง หรือบริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย โดยปัจจัยเสี่ยงขึ้นกับระยะของโรคและชนิดของมะเร็งเต้านม ดังนั้นการตรวจพบรอยโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ และการตรวจติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญมาก


2. ผ่าตัดมะเร็งเต้านม นอนโรงพยาบาลกี่วัน?


หลังผ่าตัดมะเร็งเต้านม ระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัดและความซับซ้อนของแต่ละเคส ในกรณีที่ผ่าตัดเล็ก อาจนอนโรงพยาบาลเพียง 1 วัน ส่วนการผ่าตัดที่ใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยมักจะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 1-2 วัน


นอกจากนี้ หากเป็นการผ่าตัดที่รวมการเสริมสร้างเต้านมใหม่ด้วย จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น โดยอาจใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน เพื่อให้แพทย์ดูแลอาการได้อย่างใกล้ชิด และมั่นใจว่าร่างกายฟื้นตัวได้ดี ก่อนที่จะอนุญาตให้กลับไปพักต่อที่บ้าน


References


Mayo Clinic Staff. (2024, October 23). Breast cancer surgery. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/tests-procedures/breast-cancer-surgery/about/pac-20385255


The American Cancer Society medical and editorial content team. (2023, January 11). Surgery for Breast Cancer. American Cancer Society. https://www.cancer.org/cancer/types/breast-cancer/treatment/surgery-for-breast-cancer.html


Types of breast cancer surgery. (2024, January 9). Cancer Research UK. https://www.cancerresearchuk.org/about-cancer/breast-cancer/treatment/surgery/types-surgery

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital