บทความสุขภาพ

Knowledge

ไตเสื่อม อาการรุนแรงแค่ไหน สังเกตอย่างไรว่าต้องเริ่มดูแลตนเอง

พญ. ชโลธร แต้ศิลปสาธิต

ไตเสื่อม อาการรุนแรงแค่ไหน สังเกตอย่างไรว่าต้องเริ่มดูแลตนเอง

‘ไตเสื่อม’ ภาวะที่การทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ร่างกายขับของเสีย ควบคุมสมดุลเกลือแร่ และควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดีเท่าที่ควร ไตเสื่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้จากภาวะแทรกซ้อนของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำร้ายไตในระยะยาว แม้ว่าอาการไตเสื่อมในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจลุกลามจนเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตอย่างมาก


Key Takeaways


  • ไตเสื่อมในระยะแรกอาจไม่มีอาการที่สังเกตได้ชัดเจน แต่หากไม่ดูแลอาจลุกลามจนเกิดไตวายเรื้อรังได้
  • สาเหตุหลักของไตเสื่อมมักมาจากโรคเรื้อรังและพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การใช้ยาบางชนิด และการกินอาหารเค็มจัด
  • การตรวจพบภาวะไตเสื่อมตั้งแต่ระยะแรกช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ ด้วยการควบคุมโรคประจำตัว ปรับอาหาร ใช้ยาอย่างเหมาะสม และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

ไตเสื่อมคืออะไร? ภัยเงียบที่ค่อย ๆ บั่นทอนสุขภาพไตโดยไม่รู้ตัว


ไตเสื่อม คือภาวะที่ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไตไม่สามารถกรองของเสีย ขับน้ำส่วนเกิน และควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายได้ตามปกติ ภาวะนี้มักเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตอาการในระยะแรก จนกระทั่งไตถูกทำลายไปมากแล้ว จึงจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต และนำมาสู่โรคไตวายเรื้อรังที่ไตไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกต่อไป


ไตเสื่อมเกิดจากสาเหตุใด?


ไตเสื่อม สาเหตุ

อาการไตเสื่อมส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากปัจจัยสะสมที่ค่อย ๆ ทำลายการทำงานของไตโดยไม่รู้ตัว ซึ่งภาวะไตเสื่อมมักเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้


  • โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องอาจทำให้หลอดเลือดในไตเสียหาย ซึ่งส่งผลให้ไตกรองของเสียได้ลดลง หรือที่เรียกกันว่า เบาหวานลงไต
  • ความดันโลหิตสูง ความดันที่สูงเป็นเวลานานอาจทำให้หลอดเลือดไตเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และเร่งให้การทำงานของไตลดลง
  • การใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาสมุนไพรบางชนิด
  • พฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม เช่น อาหารเค็มจัด โปรตีนสูงเกินความจำเป็น หรือดื่มน้ำน้อยเป็นประจำ พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลให้ไตทำงานหนักผิดปกติ และเร่งให้ไตเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • โรคหรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ ๆ หรือภาวะอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ
  • กลุ่มโรคระบบภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคเอสแอลอี (SLE) ที่อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด และทำลายเนื้อไตโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นอกจากไตเสื่อมที่เกิดจากความเสื่อมสะสมในระยะยาวแล้ว ไตยังอาจเกิดความผิดปกติ แบบฉับพลันจากปัจจัยบางอย่าง เช่น การติดเชื้อรุนแรง ภาวะขาดน้ำ หรือผลข้างเคียงจากยา ซึ่งเรียกว่า ‘ไตวายเฉียบพลัน’ ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถสังเกตอาการผิดปกติได้ชัดเจน ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


ไตเสื่อมมีกี่ระยะ?


โรคไตมีกี่ระยะ? อาการไตเสื่อมสามารถแบ่งตามระดับการทำงานของไตได้เป็น 5 ระยะ วัดจากอัตราการกรองของไต (Glomerular Filtration Rate, GFR) ซึ่งแต่ละระยะมีความรุนแรงและผลกระทบต่อร่างกายแตกต่างกัน


ไตเสื่อมระยะ 1


ไตเสื่อมระยะ 1 (eGFR ≥ 90) เป็นระยะเริ่มต้นที่ไตยังทำงานได้เกือบปกติ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติที่รู้สึกได้ชัดเจน แต่สามารถตรวจพบความผิดปกติของไตจากผลเลือดหรือปัสสาวะ เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยที่ตรวจค่าไตและพบว่าเริ่มมีภาวะไตเสื่อมตั้งแต่ระยะนี้ หากเริ่มดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง ก็มีโอกาสที่จะชะลอโรคไม่ให้ลุกลามอย่างรวดเร็วได้


ไตเสื่อมระยะ 2


ไตเสื่อมระยะ 2 (eGFR 60-89) เป็นระยะที่การทำงานของไตเริ่มลดลงเล็กน้อย สามารถตรวจพบความผิดปกติในเลือดหรือปัสสาวะได้อย่างต่อเนื่อง เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะต่อเนื่อง หรือบางคนอาจพบค่า Creatinine ในเลือดสูง อย่างไรก็ตาม ไตเสื่อมระยะ 2 ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แสดงอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มมีอาการอ่อนเพลีย หรือสังเกตเห็นปัสสาวะมีลักษณะผิดปกติเล็กน้อย


ไตเสื่อมระยะ 3


ไตเสื่อมระยะ 3 (eGFR 30-59) เป็นระยะที่ไตทำงานลดลงอย่างชัดเจน ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการบวม เหนื่อยง่าย ความดันโลหิตสูง หรือค่าของเสียในเลือดเริ่มสูงขึ้น สังเกตเห็นปัสสาวะเป็นฟอง หรือปัสสาวะกลางคืนบ่อยมากขึ้น ระยะนี้จำเป็นต้องได้รับการติดตามจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน


ไตเสื่อมระยะ 4


ไตเสื่อมระยะ 4 (eGFR 15-29) เป็นระยะที่ไตสูญเสียความสามารถในการทำงานอย่างมาก ทำให้การขับของเสีย การรักษาสมดุลน้ำ เกลือแร่ รวมไปถึงการควบคุมความดันโลหิตทำได้ไม่ดี จนเกิดอาการที่สังเกตได้ชัด เช่น มีอาการมือบวม เท้าบวม เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียมาก เบื่ออาหาร คลื่นไส้ คันตามตัว นอนไม่หลับ ผู้ป่วยระยะนี้จำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และแพทย์มักเริ่มวางแผนการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต เพื่อเตรียมพร้อมหากเข้าสู่ระยะไตวายในอนาคต


ไตเสื่อมระยะ 5


ไตเสื่อมระยะ 5 (eGFR <15) หรือไตวายเรื้อรัง (Kidney Failure) เป็นระยะที่ไตทำงานได้น้อยมากหรือไม่ได้แล้ว ร่างกายไม่สามารถขับของเสียและน้ำส่วนเกินออกมาได้เอง หรือได้น้อยมาก หากไม่รักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิต ซึ่งผู้ป่วยโรคไตเสื่อมระยะสุดท้ายมักจะต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือด การล้างไตทางหน้าท้อง หรือการปลูกถ่ายไต ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้และความเหมาะสมในแต่ละราย


ไตเสื่อมมีอาการอย่างไร? สัญญาณเตือนจากร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม


ไตเสื่อม อันตราย ไหม

ผู้ป่วยไตเสื่อมมักมีอาการแสดงที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในระยะแรกที่อาจสังเกตได้ยาก อย่างไรก็ตาม อาการทั่วไปที่พบได้ในผู้ป่วยไตเสื่อมมีดังต่อไปนี้


  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย รู้สึกไม่มีแรง ทำกิจวัตรประจำวันได้ลดลง จากการที่ของเสียคั่งในร่างกายหรือภาวะโลหิตจาง
  • บวมบริเวณหน้า มือ เท้า หรือข้อเท้า เกิดจากร่างกายขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินได้ไม่ดี
  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นโดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะเป็นฟอง ปัสสาวะน้อยลง หรือสีปัสสาวะเปลี่ยนไป
  • ความดันโลหิตสูงหรือควบคุมได้ยาก เนื่องจากไตมีบทบาทในการควบคุมสมดุลความดันโลหิต
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือรู้สึกแน่นท้อง จากของเสียสะสมในเลือด
  • คันตามผิวหนังหรือผิวแห้งผิดปกติ เกิดจากสมดุลเกลือแร่ในร่างกายเปลี่ยนแปลง
  • เป็นตะคริวหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง จากความผิดปกติของแร่ธาตุ เช่น โพแทสเซียมสูง หรือฟอสฟอรัสสูงที่ส่งผลต่อการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ

ไตเสื่อมรักษาหายไหม มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง?


แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีฟื้นฟูไตเสื่อมให้กลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด แต่การตรวจพบความผิดปกติโดยเร็วจะช่วยชะลอการเสื่อมของไต ลดภาวะแทรกซ้อน และยืดคุณภาพชีวิต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


  • ควบคุมโรคประจำตัวเรื้อรังอย่างใกล้ชิด เช่น เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันไม่ให้ไตถูกทำลายจากภาวะแทรกซ้อน
  • การใช้ยาควบคุมอาการ เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด เป็นต้น
  • การรักษาด้วยวิธีการบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือด การฟอกไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไตเมื่อเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย

ไตเสื่อม ดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อชะลอไตวายเรื้อรัง


อาหารสําหรับ ไตเสื่อม

เมื่อทราบว่ามีภาวะไตเสื่อม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไต ลดภาวะแทรกซ้อน และคงคุณภาพชีวิตไว้ได้ในระยะยาว


ปรับอาหารให้เหมาะกับระยะของไตเสื่อม


การรับประทานอาหารมีผลโดยตรงต่อการทำงานของไต ผู้ป่วยไตเสื่อมควรลดอาหารเค็ม ลดอาหารแปรรูป ปรับปริมาณโปรตีนไม่ให้มากเกินจำเป็น รวมถึงควบคุมโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม


ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม


ผู้ป่วยไตเสื่อมไม่ควรดื่มน้ำน้อยหรือมากเกินไป ควรดื่มน้ำตามคำแนะนำของแพทย์ โดยพิจารณาจากระยะของโรค ปริมาณปัสสาวะ และภาวะบวม เพื่อไม่ให้ไตต้องทำงานหนักเกินไป


หลีกเลี่ยงยาและสมุนไพรที่ทำร้ายไต


ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs รวมถึงสมุนไพรหรืออาหารเสริมบางประเภทอาจส่งผลเสียต่อไต ผู้ป่วยไตเสื่อมควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเอง และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนรับประทานยา


ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสม


การออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความดันโลหิต และเสริมสุขภาพหัวใจ ซึ่งล้วนช่วยลดภาระการทำงานของไตได้


งดสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์


การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลให้ความดันโลหิตและการไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งอาจเร่งให้การเสื่อมของไตดำเนินเร็วขึ้น ผู้ป่วยไตเสื่อมจึงควรงดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของไต และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ


ตรวจติดตามการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง


การตรวจเลือดและปัสสาวะตามแพทย์นัดช่วยให้ทราบการเปลี่ยนแปลงของการทำงานไตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาและการดูแลได้ทันท่วงที


ไตเสื่อม รู้เร็ว ดูแลทัน ชะลอไตวายได้ตั้งแต่วันนี้


โดยส่วนมากแล้วไตเสื่อมเป็นภาวะที่ค่อย ๆ ดำเนินไปและอาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก หากได้รับการตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมดูแลตนเองอย่างเหมาะสม ทั้งการควบคุมโรคประจำตัว ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยชะลอการเสื่อมของไต ลดภาวะแทรกซ้อน และคงคุณภาพชีวิตไว้ได้ในระยะยาว


หากมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพไต หรือมีอาการที่เข้าข่ายไตเสื่อม สามารถเข้ารับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยได้ที่ สถาบันโรคไต โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไต พร้อมเทคโนโลยีการตรวจรักษาที่ได้มาตรฐาน เพื่อดูแลสุขภาพไตอย่างเหมาะสมในทุกระยะของโรค


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไตเสื่อม


1. ไตเสื่อมห้ามกินอะไรบ้าง?


ผู้ป่วยไตเสื่อมควรหลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด อาหารแปรรูป อาหารที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง รวมถึงอาหารที่มีโปรตีนมากเกินจำเป็น โดยควรปรับตามระยะของโรคและคำแนะนำแพทย์


2. ไตเสื่อมกินอะไรได้บ้าง ควรกินอาหารแบบไหน?


ควรรับประทานอาหารรสไม่จัด เน้นอาหารปรุงสุก ปรับปริมาณโปรตีนให้เหมาะสม เลือกผักผลไม้ตามคำแนะนำ และควบคุมโซเดียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสให้เหมาะกับภาวะไต


3. ไตเสื่อมต้องฟอกไตทุกคนไหม?


ไม่จำเป็น ผู้ป่วยไตเสื่อมระยะแรกถึงปานกลางมักยังไม่ต้องฟอกไต การฟอกไตจะพิจารณาเมื่อเข้าสู่ไตวายระยะสุดท้าย หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง


4. ไตเสื่อมระยะไหนควรเริ่มพบแพทย์เฉพาะทางโรคไต?


ควรเริ่มพบแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่ระยะต้นเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าไตเสื่อม เพื่อวางแผนดูแล และชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างเหมาะสม


5. ไตเสื่อมสามารถออกกำลังกายได้ไหม?


สามารถออกกำลังกายได้ โดยควรเลือกกิจกรรมระดับปานกลาง เช่น เดินหรือว่ายน้ำ และปรับความหนักให้เหมาะกับสภาพร่างกาย พร้อมปรึกษาแพทย์หากมีโรคประจำตัวร่วม


References


Stages of kidney disease (CKD). (2025, July 21). American Kidney Fund. https://www.kidneyfund.org/all-about-kidneys/stages-kidney-disease


Vaidya SR, Aeddula NR. Chronic Kidney Disease. [Updated 2024 Jul 31]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2025 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK535404/


Chronic Kidney Disease. (2023, May 7). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/15096-chronic-kidney-disease

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (1)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital