บทความสุขภาพ

Knowledge

เชื้อเอชไพโลไรคืออะไร รู้จักเชื้อแบคทีเรียที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็ง

นพ. ฐปนกุล เอมอยู่

เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori / H.pylori) หรือเชื้อเอชไพโลไร เป็นแบคทีเรียที่ติดต่อจากคนสู่คน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะอาศัยและเจริญเติบโตในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การอักเสบของกระเพาะอาหาร และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้


นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว การติดเชื้อ COVID-19 ร่วมด้วย อาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น การดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไพโลไรให้มากยิ่งขึ้นได้ในบทความนี้


Key Takeaways


  • เชื้อเอชไพโลไร คือแบคทีเรียที่ทนทานต่อกรดในกระเพาะอาหาร และมักไม่แสดงอาการ แต่นำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง แผลในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้
  • อาการติดเชื้อเอชไพโลไร คือปวดท้องเรื้อรังใต้ลิ้นปี่ที่สัมพันธ์กับมื้ออาหาร โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจคือผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • เชื้อติดต่อผ่านการบริโภคอาหาร และน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการติดต่อโดยตรงในครอบครัว ดังนั้นสุขอนามัยจึงสำคัญมาก
  • การรักษาคือการกำจัดเชื้อให้หมดด้วยยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยาลดกรดอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดแผลซ้ำ และลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้

เชื้อเอชไพโลไร คืออะไร


เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (H. Pylori) หรือเชื้อเอชไพโลไร คือแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติพิเศษในการอาศัยและเกาะติดที่เยื่อบุกระเพาะอาหารได้ด้วยการผลิตด่างเพื่อป้องกันตัวเอง จึงไม่ถูกกรดทำลาย การติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ แต่เชื้อสามารถอยู่ได้นานนับสิบปี และบางกรณีอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยบางส่วนที่กำลังศึกษาความเชื่อมโยงเชื้อเอชไพโลไรกับโรคมะเร็งอื่น ๆ เช่น มะเร็งตับอ่อน อีกด้วย


อาการติดเชื้อเอชไพโลไร เป็นอย่างไร


อาการ เชื้อเอชไพโลไร

แม้ว่าผู้ที่ติดเชื้อเอชไพโลไรส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดง แต่ในบางรายที่เชื้อก่อให้เกิดการอักเสบหรือเกิดพยาธิสภาพแล้ว อาจเริ่มแสดงอาการทางระบบทางเดินอาหาร โดยเชื้อเอชไพโลไร อาการมีดังนี้


  • ปวดท้องเรื้อรัง มีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ บริเวณใต้ลิ้นปี่
  • อาการปวดท้องมักมีความสัมพันธ์กับเวลาในการรับประทานอาหาร เช่น ปวดก่อนหรือหลังมื้ออาหาร
  • มีอาการปวดแสบ จุกแน่น หรืออาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วย
  • ในกรณีที่มีการอักเสบรุนแรงจนเกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น อาจนำไปสู่ภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งสังเกตได้จากอาการอุจจาระมีสีดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือภาวะโลหิตจาง

การติดเชื้อเอชไพโลไรนี้พบได้ทั่วโลก โดยประมาณการว่าประชากรทั่วโลกอย่างน้อยร้อยละ 50 มีการติดเชื้อชนิดนี้อยู่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภูมิภาค โดยประชากรประเทศด้อยพัฒนา จะมีความชุกของการติดเชื้อมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากการดูแลด้านสุขอนามัยที่แตกต่างกัน สำหรับในประเทศไทย ยังไม่มีการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาของโรคนี้อย่างชัดเจน


สาเหตุของการติดเชื้อเอชไพโลไร มีอะไรบ้าง


เชื้อเอชไพโลไร มาจากไหน? เชื้อเอชไพโลไรเป็นแบคทีเรียที่ติดต่อระหว่างคนสู่คน โดยกลไกหลักของการติดเชื้อเกี่ยวข้องกับการสัมผัส และนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก ซึ่งมักเกิดจากสุขอนามัยที่ไม่ดี โดยเชื้อเอชไพโลไร เกิดจากสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำคัญดังนี้


  • การปนเปื้อนในอาหารและน้ำ : การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระหรืออาเจียนของผู้ที่มีเชื้อเอชไพโลไร ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการติดต่อเชื้อ
  • การติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง : เช่น การอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไพโลไรในครอบครัวเดียวกัน ในชุมชนที่มีความแออัด การใช้ภาชนะรับประทานอาหารร่วมกัน หรือการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ เช่น น้ำลาย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

เมื่อเชื้อเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะปล่อยเอนไซม์และสารพิษออกมาทำลายเยื่อบุกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในอวัยวะดังกล่าวได้สูงกว่าผู้ที่ไม่มีเชื้อถึง 6-40 เท่า นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าเชื้ออาจมีความเชื่อมโยงกับภาวะถุงน้ำดีอักเสบในบางกรณีอีกด้วย


เชื้อเอชไพโลไร มีแนวทางวินิจฉัยอย่างไร


การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) มีหลายวิธีที่แพทย์นิยมใช้ เพื่อยืนยันการมีอยู่ของเชื้อในกระเพาะอาหาร ก่อนเริ่มการรักษา การตรวจเหล่านี้มีความแม่นยำสูง และช่วยลดโอกาสการเกิดแผลซ้ำ หรือมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคต


  • การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น (Endoscopy) และการตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) : เป็นวิธีที่แพทย์ส่องกล้องเข้าไปดูในกระเพาะอาหารโดยตรง หากพบรอยโรคหรือการอักเสบ จะทำการตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็กบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร ชิ้นเนื้อที่ได้จะถูกนำไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อเพาะเชื้อ หรือตรวจหาเอนไซม์เฉพาะของ H. pylori ซึ่งถือเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • การทดสอบลมหายใจ (Urea Breath Test - UBT) : เป็นวิธีการที่ไม่ต้องใช้การส่องกล้อง โดยผู้ป่วยจะได้รับสารยูเรียที่มีเครื่องหมายพิเศษ หากมีเชื้อเอชไพโลไรอยู่ เชื้อจะสร้างเอนไซม์มาย่อยยูเรียดังกล่าวไปเป็นแอมโมเนีย และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาทางลมหายใจ ซึ่งสามารถตรวจวัดได้จากปริมาณแอมโมเนียที่เพิ่มขึ้น
  • การตรวจอุจจาระ (Stool Antigen Test) : เป็นการเก็บตัวอย่างอุจจาระส่งตรวจภายใน 4 ชั่วโมง เพื่อตรวจหาแอนติเจนของเชื้อแบคทีเรีย (ซากเชื้อ หรือโปรตีนของเชื้อ) วิธีนี้มีความแม่นยำสูงถึง 98% และเป็นอีกทางเลือกที่สะดวกสบายสำหรับผู้ป่วย

เชื้อเอชไพโลไร มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง


เชื้อเอชไพโลไร รักษา

การรักษาการติดเชื้อเอชไพโลไร มีเป้าหมายสำคัญคือการกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้หมดไป ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษาอาการอักเสบและแผลในกระเพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่มีเชื้อถึง 2-6 เท่า วิธีการรักษาที่แพทย์แนะนำคือการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด โดยเชื้อเอชไพโลไร รักษาได้ดังนี้


  • สูตรยาปฏิชีวนะ (Triple/Quadruple Therapy) : แพทย์จะใช้สูตรยาที่ประกอบด้วยยาปฏิชีวนะ 2-3 ชนิด (เช่น Amoxicillin, Clarithromycin, Metronidazole) ร่วมกับยาในกลุ่มยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร (PPI) เช่น Omeprazole ผู้ป่วยต้องรับประทานยาตามสูตรอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่องประมาณ 10-14 วัน
  • การดูแลพฤติกรรม : ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หรือแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ เพื่อไม่ให้ท้องว่างนาน ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น : งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดที่ทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารโดยไม่จำเป็น เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs เช่น Ibuprofen, Naproxen)

ป้องกันการติดเชื้อเอชไพโลไรได้อย่างไร


ป้องกัน เชื้อเอชไพโลไร

เนื่องจากเชื้อเอชไพโลไรมักติดต่อผ่านการบริโภคอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด รวมถึงการติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง การป้องกันจึงเน้นไปที่การรักษาความสะอาดและสุขอนามัยเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย


  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด รวมถึงอาหารที่ปรุงไม่สุกหรือไม่ได้มาตรฐาน
  • ตรวจสอบดูแลอุปกรณ์และภาชนะที่ใช้ในการทำอาหาร การจัดเก็บ และการรับประทานอาหารให้สะอาดอยู่เสมอ
  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนจัดเตรียมอาหาร ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
  • หากมีอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร หรือมีอาการปวดท้องเรื้อรังคล้ายโรคกระเพาะอาหาร ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง รวมถึงการตรวจคัดกรองเชื้อเอชไพโลไรด้วย

เชื้อเอชไพโลไร ภัยเงียบที่เพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้


เชื้อเอชไพโลไร ภัยเงียบในกระเพาะอาหารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ แผล และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้ วิธีการวินิจฉัยมีทั้งการส่องกล้อง การทดสอบลมหายใจ และการตรวจอุจจาระ การรักษาหลักคือการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดูแลสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือ และการบริโภคอาหารที่สะอาด ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และลดความเสี่ยงจากเชื้อนี้ได้อย่างยั่งยืน


โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาการติดเชื้อเอชไพโลไร ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ การส่องกล้อง และ Urea Breath Test เรามุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพกระเพาะอาหารของคุณ เพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง และโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อเอชไพโลไร


1. ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเอชไพโลไรมีอะไรบ้าง?


ภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อเอชไพโลไรคือโรคแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว หากเกิดแผลรุนแรง อาจมีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีดำได้


2. ติดเชื้อเอชไพโลไร รักษาหายขาดไหม


รักษาหายขาดได้ การรักษาหลักคือการรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด (PPI) ตามสูตรที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด เมื่อกำจัดเชื้อได้สำเร็จ โอกาสที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหารซ้ำจะลดลงอย่างมาก และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคต


3. เชื้อเอชไพโลไร หายเองได้ไหม


ไม่สามารถหายเองได้ เพราะเชื้อเอชไพโลไรผลิตด่างเพื่อป้องกันตนเองจากกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เชื้ออาศัยอยู่ได้นานหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการ หากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและยาลดกรดอย่างถูกต้อง เชื้อจะยังคงอยู่และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดแผล หรือมะเร็งกระเพาะอาหารต่อไป


References


Mayo Clinic Staff. (2025, June 14). Helicobacter pylori (H. pylori) infection. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/h-pylori/symptoms-causes/syc-20356171


H. Pylori Infection. (2025, May 13). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21463-h-pylori-infection


Helicobacter Pylori. (n.d.). John Hopkins Medicine. https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/helicobacter-pylori

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital