บทความสุขภาพ
Knowledge
นพ. ฐปนกุล เอมอยู่

เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori / H.pylori) หรือเชื้อเอชไพโลไร เป็นแบคทีเรียที่ติดต่อจากคนสู่คน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะอาศัยและเจริญเติบโตในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การอักเสบของกระเพาะอาหาร และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว การติดเชื้อ COVID-19 ร่วมด้วย อาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น การดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อเอชไพโลไรให้มากยิ่งขึ้นได้ในบทความนี้
Key Takeaways
เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (H. Pylori) หรือเชื้อเอชไพโลไร คือแบคทีเรียที่มีคุณสมบัติพิเศษในการอาศัยและเกาะติดที่เยื่อบุกระเพาะอาหารได้ด้วยการผลิตด่างเพื่อป้องกันตัวเอง จึงไม่ถูกกรดทำลาย การติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ แต่เชื้อสามารถอยู่ได้นานนับสิบปี และบางกรณีอาจนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยบางส่วนที่กำลังศึกษาความเชื่อมโยงเชื้อเอชไพโลไรกับโรคมะเร็งอื่น ๆ เช่น มะเร็งตับอ่อน อีกด้วย

แม้ว่าผู้ที่ติดเชื้อเอชไพโลไรส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดง แต่ในบางรายที่เชื้อก่อให้เกิดการอักเสบหรือเกิดพยาธิสภาพแล้ว อาจเริ่มแสดงอาการทางระบบทางเดินอาหาร โดยเชื้อเอชไพโลไร อาการมีดังนี้
การติดเชื้อเอชไพโลไรนี้พบได้ทั่วโลก โดยประมาณการว่าประชากรทั่วโลกอย่างน้อยร้อยละ 50 มีการติดเชื้อชนิดนี้อยู่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภูมิภาค โดยประชากรประเทศด้อยพัฒนา จะมีความชุกของการติดเชื้อมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากการดูแลด้านสุขอนามัยที่แตกต่างกัน สำหรับในประเทศไทย ยังไม่มีการศึกษาทางด้านระบาดวิทยาของโรคนี้อย่างชัดเจน
เชื้อเอชไพโลไร มาจากไหน? เชื้อเอชไพโลไรเป็นแบคทีเรียที่ติดต่อระหว่างคนสู่คน โดยกลไกหลักของการติดเชื้อเกี่ยวข้องกับการสัมผัส และนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก ซึ่งมักเกิดจากสุขอนามัยที่ไม่ดี โดยเชื้อเอชไพโลไร เกิดจากสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำคัญดังนี้
เมื่อเชื้อเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะปล่อยเอนไซม์และสารพิษออกมาทำลายเยื่อบุกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในอวัยวะดังกล่าวได้สูงกว่าผู้ที่ไม่มีเชื้อถึง 6-40 เท่า นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ชี้ว่าเชื้ออาจมีความเชื่อมโยงกับภาวะถุงน้ำดีอักเสบในบางกรณีอีกด้วย
การวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไพโลไร (H. pylori) มีหลายวิธีที่แพทย์นิยมใช้ เพื่อยืนยันการมีอยู่ของเชื้อในกระเพาะอาหาร ก่อนเริ่มการรักษา การตรวจเหล่านี้มีความแม่นยำสูง และช่วยลดโอกาสการเกิดแผลซ้ำ หรือมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคต

การรักษาการติดเชื้อเอชไพโลไร มีเป้าหมายสำคัญคือการกำจัดเชื้อแบคทีเรียให้หมดไป ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษาอาการอักเสบและแผลในกระเพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่มีเชื้อถึง 2-6 เท่า วิธีการรักษาที่แพทย์แนะนำคือการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด โดยเชื้อเอชไพโลไร รักษาได้ดังนี้

เนื่องจากเชื้อเอชไพโลไรมักติดต่อผ่านการบริโภคอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด รวมถึงการติดต่อจากคนสู่คนโดยตรง การป้องกันจึงเน้นไปที่การรักษาความสะอาดและสุขอนามัยเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
เชื้อเอชไพโลไร ภัยเงียบในกระเพาะอาหารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ แผล และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งได้ วิธีการวินิจฉัยมีทั้งการส่องกล้อง การทดสอบลมหายใจ และการตรวจอุจจาระ การรักษาหลักคือการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดูแลสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือ และการบริโภคอาหารที่สะอาด ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกัน และลดความเสี่ยงจากเชื้อนี้ได้อย่างยั่งยืน
โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาการติดเชื้อเอชไพโลไร ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ การส่องกล้อง และ Urea Breath Test เรามุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพกระเพาะอาหารของคุณ เพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง และโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ภาวะแทรกซ้อนของการติดเชื้อเอชไพโลไรคือโรคแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญของการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาว หากเกิดแผลรุนแรง อาจมีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีดำได้
รักษาหายขาดได้ การรักษาหลักคือการรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด (PPI) ตามสูตรที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด เมื่อกำจัดเชื้อได้สำเร็จ โอกาสที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหารซ้ำจะลดลงอย่างมาก และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารในอนาคต
ไม่สามารถหายเองได้ เพราะเชื้อเอชไพโลไรผลิตด่างเพื่อป้องกันตนเองจากกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เชื้ออาศัยอยู่ได้นานหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการ หากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและยาลดกรดอย่างถูกต้อง เชื้อจะยังคงอยู่และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดแผล หรือมะเร็งกระเพาะอาหารต่อไป
References
Mayo Clinic Staff. (2025, June 14). Helicobacter pylori (H. pylori) infection. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/h-pylori/symptoms-causes/syc-20356171
H. Pylori Infection. (2025, May 13). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21463-h-pylori-infection
Helicobacter Pylori. (n.d.). John Hopkins Medicine. https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/helicobacter-pylori
เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (0)
ดูทั้งหมด
บทความที่เกี่ยวข้อง (10)
ดูทั้งหมด
Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital