บทความสุขภาพ
Knowledge
รศ.พญ. รวีรัตน์ สิชฌรังษี

ภูมิแพ้ขึ้นตา หรือ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis) คือภาวะที่เยื่อบุตาอักเสบจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร หรือขนสัตว์เลี้ยง ทำให้เกิดอาการ คันตา ตาแดง น้ำตาไหล และหนังตาบวม วิธีดูแลเบื้องต้นคือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ประคบเย็น ใช้น้ำตาเทียม และหลีกเลี่ยงการขยี้ตา หากอาการรุนแรงหรือเป็นซ้ำบ่อยควรพบแพทย์เพื่อรับยาหยอดตาที่เหมาะสม
โรคนี้พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคภูมิแพ้อื่นร่วมด้วย เช่น โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกันสามารถกระตุ้นอาการทั้งที่จมูกและดวงตาได้พร้อมกัน
เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้มากเกินปกติ เมื่อดวงตาสัมผัสสารเหล่านี้ ร่างกายจะหลั่ง ฮิสตามีน (Histamine) ออกมา ทำให้เยื่อบุตาเกิดอาการคันและอักเสบ

อาการเด่นที่สุดคือ คันตา ซึ่งมักเกิดพร้อมกันทั้งสองข้าง ร่วมกับอาการอื่น ได้แก่
ทั้งนี้ อาการคันตาที่เด่นชัดและเกิดร่วมกับอาการภูมิแพ้จมูก มักบ่งชี้ว่าเป็นเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ แต่หากมีเพียงตาแดงหรือน้ำตาไหลโดยไม่คัน อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น การติดเชื้อ ตาแห้ง หรือการระคายเคืองจากสารเคมี จึงควรได้รับการประเมินหากอาการรุนแรงหรือเป็นซ้ำ
ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ยาหยอดตาแก้ตาแดงต่อเนื่องด้วยตนเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหากใช้เป็นเวลานาน ส่วนยาหยอดตาที่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากการใช้ไม่เหมาะสมอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางตา
เมื่อเกิดอาการคัน หลายคนมักเผลอขยี้ตาเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่การขยี้ตาสามารถเพิ่มการระคายเคืองและการอักเสบของดวงตา ทำให้อาการคันกลับมากขึ้นได้ เกิดเป็น วงจรอาการคัน ที่แย่ลงเรื่อย ๆ
“คันตา → ขยี้ตา → ระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น → คันมากขึ้น → ขยี้ตาอีก”
โดยเฉพาะในเด็ก ควรช่วยสังเกตพฤติกรรมการขยี้ตาและหาวิธีลดการสัมผัสหรือกระตุ้นบริเวณดวงตา หากมีอาการคัน สามารถใช้ การประคบเย็น เพื่อช่วยลดอาการคันและความไม่สบายตาแทนการขยี้ตาได้
หลักการรักษาและการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นมีความคล้ายคลึงกัน แต่ในแต่ละช่วงวัยอาจมีปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญแตกต่างกัน
ดังนั้น การวินิจฉัยสาเหตุของอาการจึงมีความสำคัญ เพราะอาการคันตา ตาแดง หรือน้ำตาไหล ไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้เสมอไป การประเมินโดยแพทย์จะช่วยแยกสาเหตุและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้
นอกจากนี้ หากมีอาการ ปวดตามาก ตามัว แพ้แสงมาก หรือมีความผิดปกติของการมองเห็น ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจไม่ใช่เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ภูมิแพ้ขึ้นตา หรือ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ เป็นภาวะที่พบบ่อย สัญญาณสำคัญคือ "คันตา" การดูแลเบื้องต้นทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ประคบเย็น และไม่ขยี้ตา หากอาการรุนแรง เป็นซ้ำบ่อย หรือไม่แน่ใจสาเหตุ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
จุดสังเกตหลักคือ อาการคัน — ภูมิแพ้ขึ้นตามักมีอาการคันตาเด่นชัดและเป็นทั้งสองข้าง ส่วนเยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อมักมีขี้ตาเหนียวหรือเป็นหนองร่วมด้วย และอาจเริ่มจากตาข้างเดียวก่อนลามไปอีกข้าง หากไม่แน่ใจว่าเป็นสาเหตุใด ควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง
โดยทั่วไป ไม่อันตราย และดูแลเบื้องต้นได้เองด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ประคบเย็น และไม่ขยี้ตา ความเสี่ยงมักมาจากการจัดการที่ไม่ถูกต้องมากกว่าตัวโรค เช่น ขยี้ตาแรงจนกระจกตาถลอก หรือใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์เองจนเสี่ยงต้อหิน หากปวดตามาก ตามัว หรือแพ้แสงมาก ควรพบแพทย์ทันที
รับประทานยาแก้แพ้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ร่วมด้วย เช่น จาม น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก แต่หากมีอาการคันตา แสบตา หรือน้ำตาไหลเป็นหลัก ยาหยอดตาที่ออกฤทธิ์ต้านภูมิแพ้อาจช่วยบรรเทาอาการได้ตรงจุดกว่า ควรเลือกใช้ยาให้เหมาะกับอาการและคำแนะนำของแพทย์
อาการอาจดีขึ้นได้ เมื่อหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ แต่หากยังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้อยู่ อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ การดูแลและใช้ยาที่เหมาะสมสามารถช่วยบรรเทาอาการและลดการขยี้ตา ซึ่งอาจทำให้อาการระคายเคืองรุนแรงขึ้นได้ หากมีอาการบ่อย เป็นเรื้อรัง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
เกี่ยวกับผู้เขียนบทความ
บทความที่เกี่ยวข้อง (10)
ดูทั้งหมด
บทความที่คุณอาจสนใจ (0)
ดูทั้งหมด
แจ้ง JCI เรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย
หากท่านต้องการแสดงความคิดเห็นหรือมีข้อเสนอแนะ ส่ง Email ถึงเราได้ที่ [email protected]
Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital