บทความสุขภาพ

Knowledge

ภูมิแพ้ขึ้นตา (เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้) คืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีดูแล

รศ.พญ. รวีรัตน์ สิชฌรังษี

ภูมิแพ้ขึ้นตา (เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้) คืออะไร  อาการ สาเหตุ และวิธีดูแล

ภูมิแพ้ขึ้นตา หรือ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis) คือภาวะที่เยื่อบุตาอักเสบจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร หรือขนสัตว์เลี้ยง ทำให้เกิดอาการ คันตา ตาแดง น้ำตาไหล และหนังตาบวม วิธีดูแลเบื้องต้นคือหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ประคบเย็น ใช้น้ำตาเทียม และหลีกเลี่ยงการขยี้ตา หากอาการรุนแรงหรือเป็นซ้ำบ่อยควรพบแพทย์เพื่อรับยาหยอดตาที่เหมาะสม


โรคนี้พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคภูมิแพ้อื่นร่วมด้วย เช่น โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดียวกันสามารถกระตุ้นอาการทั้งที่จมูกและดวงตาได้พร้อมกัน


สาเหตุของภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ เกิดจากอะไร?

เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้มากเกินปกติ เมื่อดวงตาสัมผัสสารเหล่านี้ ร่างกายจะหลั่ง ฮิสตามีน (Histamine) ออกมา ทำให้เยื่อบุตาเกิดอาการคันและอักเสบ

สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย

  • ไรฝุ่น
  • ละอองเกสรดอกไม้/หญ้า
  • ฝุ่นและมลภาวะในอากาศ
  • สะเก็ดผิวหนังสัตว์เลี้ยง
  • สารก่อภูมิแพ้เฉพาะบุคคลอื่น ๆ

อาการภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มีอะไรบ้าง?


อาการภูมิแพ้ขึ้นตามีอะไรบ้าง

อาการเด่นที่สุดคือ คันตา ซึ่งมักเกิดพร้อมกันทั้งสองข้าง ร่วมกับอาการอื่น ได้แก่


  • ตาแดง
  • น้ำตาไหล
  • แสบตา ระคายเคือง
  • หนังตาบวม
  • จาม คัดจมูก น้ำมูกใส โดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้จมูกร่วมด้วย

ทั้งนี้ อาการคันตาที่เด่นชัดและเกิดร่วมกับอาการภูมิแพ้จมูก มักบ่งชี้ว่าเป็นเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ แต่หากมีเพียงตาแดงหรือน้ำตาไหลโดยไม่คัน อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น การติดเชื้อ ตาแห้ง หรือการระคายเคืองจากสารเคมี จึงควรได้รับการประเมินหากอาการรุนแรงหรือเป็นซ้ำ


วิธีรักษาและดูแลตัวเองเมื่อมีอาการภูมิแพ้ขึ้นตา?

  1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้น หากทราบว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น ควรลดการสัมผัสสิ่งนั้นให้มากที่สุด ในผู้ที่แพ้ไรฝุ่น ควรให้ความสำคัญกับการจัดสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบริเวณห้องนอน ที่นอน และเครื่องนอน
  2. ประคบเย็น การประคบเย็นบริเวณรอบดวงตาสามารถช่วยลดอาการคัน บวม และความไม่สบายตาได้ และช่วยลดความอยากขยี้ตา
  3. ใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมอาจช่วยลดอาการระคายเคือง และช่วยชะล้างสารก่อภูมิแพ้ที่บริเวณผิวตาได้ในบางราย
  4. ใช้ยาหยอดตาตามคำแนะนำของแพทย์ หากอาการมีความรุนแรงหรือส่งผลต่อชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณายาหยอดตาที่ช่วยควบคุมอาการแพ้ เช่น ยากลุ่ม antihistamine หรือ mast-cell stabilizer ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ยาหยอดตาแก้ตาแดงต่อเนื่องด้วยตนเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหากใช้เป็นเวลานาน ส่วนยาหยอดตาที่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากการใช้ไม่เหมาะสมอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางตา


“คันตา อย่าขยี้ตา” ทำไมการขยี้ตาจึงไม่ใช่วิธีแก้?

เมื่อเกิดอาการคัน หลายคนมักเผลอขยี้ตาเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่การขยี้ตาสามารถเพิ่มการระคายเคืองและการอักเสบของดวงตา ทำให้อาการคันกลับมากขึ้นได้ เกิดเป็น วงจรอาการคัน ที่แย่ลงเรื่อย ๆ


“คันตา → ขยี้ตา → ระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น → คันมากขึ้น → ขยี้ตาอีก”

โดยเฉพาะในเด็ก ควรช่วยสังเกตพฤติกรรมการขยี้ตาและหาวิธีลดการสัมผัสหรือกระตุ้นบริเวณดวงตา หากมีอาการคัน สามารถใช้ การประคบเย็น เพื่อช่วยลดอาการคันและความไม่สบายตาแทนการขยี้ตาได้


ภูมิแพ้ขึ้นตาในเด็กกับผู้ใหญ่ต่างกันอย่างไร?

หลักการรักษาและการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นมีความคล้ายคลึงกัน แต่ในแต่ละช่วงวัยอาจมีปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญแตกต่างกัน


  • เด็ก ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันพฤติกรรมการขยี้ตา เนื่องจากเด็กอาจขยี้ตาโดยไม่รู้ตัวหรือขยี้ด้วยความแรงมาก
  • ผู้ใหญ่ นอกจากสารก่อภูมิแพ้แล้ว ปัจจัยจากพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้หน้าจอเป็นเวลานาน การอยู่ในห้องปรับอากาศ หรือภาวะตาแห้ง อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาร่วมกับเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ได้

ดังนั้น การวินิจฉัยสาเหตุของอาการจึงมีความสำคัญ เพราะอาการคันตา ตาแดง หรือน้ำตาไหล ไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้เสมอไป การประเมินโดยแพทย์จะช่วยแยกสาเหตุและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้


ภูมิแพ้ขึ้นตา เมื่อไรควรพบแพทย์

  • คันตาหรือตาแดงเป็นประจำหรือเป็นซ้ำบ่อย
  • อาการรบกวนการเรียน การทำงาน หรือการนอน
  • หนังตาบวมมาก
  • ต้องใช้ยาหยอดตาเป็นประจำ
  • ไม่แน่ใจว่าอาการเกิดจากภูมิแพ้ การติดเชื้อ หรือสาเหตุอื่น

นอกจากนี้ หากมีอาการ ปวดตามาก ตามัว แพ้แสงมาก หรือมีความผิดปกติของการมองเห็น ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจไม่ใช่เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้เพียงอย่างเดียว


อย่างไรก็ตาม ภูมิแพ้ขึ้นตา หรือ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ เป็นภาวะที่พบบ่อย สัญญาณสำคัญคือ "คันตา" การดูแลเบื้องต้นทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ประคบเย็น และไม่ขยี้ตา หากอาการรุนแรง เป็นซ้ำบ่อย หรือไม่แน่ใจสาเหตุ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม




คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภูมิแพ้ขึ้นตา


1. ภูมิแพ้ขึ้นตากับตาแดงจากการติดเชื้อ ต่างกันอย่างไร?

จุดสังเกตหลักคือ อาการคัน — ภูมิแพ้ขึ้นตามักมีอาการคันตาเด่นชัดและเป็นทั้งสองข้าง ส่วนเยื่อบุตาอักเสบจากการติดเชื้อมักมีขี้ตาเหนียวหรือเป็นหนองร่วมด้วย และอาจเริ่มจากตาข้างเดียวก่อนลามไปอีกข้าง หากไม่แน่ใจว่าเป็นสาเหตุใด ควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง


2. ภูมิแพ้ขึ้นตา อันตรายไหม?

โดยทั่วไป ไม่อันตราย และดูแลเบื้องต้นได้เองด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ประคบเย็น และไม่ขยี้ตา ความเสี่ยงมักมาจากการจัดการที่ไม่ถูกต้องมากกว่าตัวโรค เช่น ขยี้ตาแรงจนกระจกตาถลอก หรือใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์เองจนเสี่ยงต้อหิน หากปวดตามาก ตามัว หรือแพ้แสงมาก ควรพบแพทย์ทันที


3. ภูมิแพ้ขึ้นตา กินยาแก้แพ้ได้ไหม?

รับประทานยาแก้แพ้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ร่วมด้วย เช่น จาม น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก แต่หากมีอาการคันตา แสบตา หรือน้ำตาไหลเป็นหลัก ยาหยอดตาที่ออกฤทธิ์ต้านภูมิแพ้อาจช่วยบรรเทาอาการได้ตรงจุดกว่า ควรเลือกใช้ยาให้เหมาะกับอาการและคำแนะนำของแพทย์


4. ภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเยื่อบุตาอักเสบหายเองได้ไหม?

อาการอาจดีขึ้นได้ เมื่อหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ แต่หากยังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้อยู่ อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำได้ การดูแลและใช้ยาที่เหมาะสมสามารถช่วยบรรเทาอาการและลดการขยี้ตา ซึ่งอาจทำให้อาการระคายเคืองรุนแรงขึ้นได้ หากมีอาการบ่อย เป็นเรื้อรัง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม


บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital