บทความสุขภาพ

Knowledge

แพ้อาหาร (Food Allergy) คืออะไร? เรื่องใกล้ตัว…ที่ควรเข้าใจ

รศ.พญ. รวีรัตน์ สิชฌรังษี

แพ้อาหาร (Food Allergy) คืออะไร? เรื่องใกล้ตัว…ที่ควรเข้าใจ

แพ้อาหาร คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองผิดปกติต่ออาหารบางชนิด ทำให้เกิดอาการตั้งแต่ผื่นคันเล็กน้อย ไปจนถึงอาการรุนแรงถึงชีวิต พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และสามารถตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้องโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


แพ้อาหาร คืออะไร


แพ้อาหาร (Food Allergy) คือภาวะที่ร่างกายเข้าใจผิดว่าโปรตีนในอาหารบางชนิดเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้างปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้าน ทำให้เกิดอาการผิดปกติ อาการอาจเกิดเร็วภายในไม่กี่นาที หรือช้าเป็นชั่วโมงหลังกินอาหาร


ประเภทของอาการแพ้อาหาร


1. แพ้อาหารแบบเฉียบพลัน (IgE-mediated Food Allergy)


เป็นการแพ้อาหารที่พบได้บ่อยที่สุด อาการมักเกิดภายในไม่กี่นาทีจนถึงประมาณ 2 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร เช่น


  • ลมพิษ ผื่นคันขึ้นทั้งตัว
  • ปากบวม ริมฝีปากบวม หนังตาบวม
  • อาเจียน ปวดท้อง
  • ไอ หายใจมีเสียงวี้ด แน่นหน้าอก
  • หากรุนแรงอาจเกิดภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

2. แพ้อาหารแบบไม่เฉียบพลัน (Non-IgE-mediated Food Allergy)


เกิดจากกลไกภูมิคุ้มกันอีกชนิดหนึ่ง อาการมักเกิดหลายชั่วโมงจนถึงหลายวันหลังรับประทานอาหาร จึงสังเกตได้ยากกว่า มักพบในทารกและเด็กเล็ก โดยเฉพาะการแพ้นมวัว โดยมีอาการดังนี้


  • ถ่ายมีมูกหรือเลือดปน
  • อาเจียนหรือถ่ายเหลวเรื้อรัง
  • น้ำหนักขึ้นช้า
  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

3. แพ้อาหารแบบผสม (Mixed IgE / Non-IgE)


ผู้ป่วยบางรายมีทั้งอาการเฉียบพลันและอาการเรื้อรังร่วมกัน เช่น เด็กที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ซึ่งอาจมีอาหารบางชนิดเป็นปัจจัยกระตุ้นร่วมด้วย แพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าอาหารมีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่


หมายเหตุ: หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า "แพ้อาหารแฝง" หรือการตรวจ Food IgG แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอที่จะใช้วินิจฉัยโรคแพ้อาหาร จึงไม่แนะนำให้งดอาหารจากผลตรวจดังกล่าวเพียงอย่างเดียว เพราะอาจทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบ โดยเฉพาะในเด็ก


อาการแพ้อาหาร


  • เด็กเล็ก: มักมีอาการที่ผิวหนังและระบบขับถ่าย เช่น ผื่นคันตามข้อพับ แก้มแดงสาก ปวดท้อง ถ่ายมีมูกเลือดปน หรืออาเจียนพุ่งหลังกินนม/อาหาร
  • ผู้ใหญ่: มักมีอาการที่หลากหลายกว่า เช่น ผื่นคัน ปากบวม ตาบวม คัดจมูก หายใจมีเสียงวี้ด
  • กรณีแพ้รุนแรง: มักมีอาการหายใจลำบาก เสียงแหบ แน่นคอหรือแน่นหน้าอก ลิ้นหรือริมฝีปากบวม หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ หรืออาเจียนซ้ำหลายครั้งร่วมกับผื่น หรือมีอาการผิดปกติหลายระบบร่วมกัน อาจเป็น ภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจจำเป็นต้องได้รับ Adrenaline เป็นยาฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด

ผื่นแพ้อาหารมีลักษณะอย่างไร?


ผื่นแพ้อาหาร เป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุดของการแพ้อาหาร โดยเฉพาะ ผื่นลมพิษ (Urticaria) ซึ่งมีลักษณะนูนแดง ขอบเขตชัด คันมาก เกิดขึ้นเร็วภายในไม่กี่นาทีถึง 2 ชั่วโมงหลังกินอาหารที่แพ้ ย้ายตำแหน่งได้ และแต่ละผื่นมักหายภายใน 24 ชั่วโมง แล้วอาจขึ้นใหม่บริเวณอื่น บางรายอาจมีอาการบวมร่วมด้วย เช่น ริมฝีปากหรือเปลือกตาบวม


นอกจากนี้ยังอาจพบ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ซึ่งมีลักษณะตามระยะเวลาของอาการ ดังนี้


  • ระยะเฉียบพลัน: ผื่นบวมแดงมาก มีตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำใส และอาจมีน้ำเหลืองไหลซึม
  • ระยะกึ่งเฉียบพลัน: ผื่นแดงและมีขุยแห้ง อาการคันยังคงมีอยู่
  • ระยะเรื้อรัง: ผิวหนังหนาตัวขึ้น สีคล้ำลงเป็นสีน้ำตาลแดง และเห็นร่องผิวหนังชัดเจนจากการเกา

ตำแหน่งที่พบบ่อยของผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง:


วัยทารก: พบบ่อยบริเวณใบหน้า ซอกคอ และด้านนอกของแขนขา


เด็กโตและผู้ใหญ่: พบบ่อยบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และรอบคอ


นอกจากนี้ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอาจมีอาการอื่นร่วม เช่น หนังตาบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม หรือใบหน้าบวม (Angioedema) ทั้งนี้ เด็กที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง อาหารบางชนิดอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผื่นกำเริบได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่เป็นผื่นภูมิแพ้จะแพ้อาหาร จึงควรได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนงดอาหาร


วิธีแก้เบื้องต้นเมื่อมีผื่นแพ้อาหาร


หยุดกินอาหารที่ต้องสงสัยทันที ประคบเย็นบริเวณผื่นเพื่อลดคันและบวม หลีกเลี่ยงการเกา และสามารถรับประทานยาแก้แพ้เพื่อช่วยลดอาการ ทั้งนี้หากผื่นขึ้นร่วมกับแน่นหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย แน่นคอ เวียนศีรษะ หรือเป็นลม ควรไปโรงพยาบาลทันที


สาเหตุของอาการแพ้อาหาร


สาเหตุของอาการแพ้อาหาร
  • นมวัว พบมากที่สุดในเด็กเล็ก บางรายแพ้ต่อเนื่องไปจนถึงวัยเรียน
  • ไข่ และถั่วเหลือง พบบ่อยในเด็ก มีโอกาสหายได้เมื่อโตขึ้นหากดูแลถูกวิธี
  • อาหารทะเล (กุ้ง ปู กั้ง) พบมากในผู้ใหญ่ และมักเป็นการแพ้ที่ไม่หายไปเอง
  • ถั่วลิสงและถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ วอลนัท มักก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรง และมักไม่หายแพ้
  • แป้งสาลี พบบ่อยในเด็กและมีโอกาสหายเมื่อโตขึ้น แต่บางรายแพ้ต่อเนื่องถึงวัยผู้ใหญ่ และอาจมีอาการแพ้แป้งสาลีเมื่อออกกำลังกาย ซึ่งต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

การตรวจวินิจฉัยการแพ้อาหาร


หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนในครอบครัวแพ้อาหาร ไม่ควรใช้วิธี "คาดเดา" หรืองดอาหารบางชนิดโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญโดยไม่รู้ตัว การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องทางการแพทย์มี 3 วิธีหลัก ได้แก่


  1. Skin Prick Test (SPT) — การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง ทราบผลภายใน 15 นาที มีความปลอดภัยและแม่นยำสูง
  2. Blood Test (Specific IgE) — การเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับภูมิแพ้ต่ออาหารแต่ละชนิดอย่างละเอียด
  3. Oral Food Challenge (OFC) — การทดสอบให้ลองรับประทานอาหารที่สงสัยภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ถือเป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันว่าแพ้จริงหรือไม่ และใช้ประเมินว่า "หายแพ้แล้วหรือยัง" เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมารับประทานอาหารได้อีกครั้ง

การรักษาและการดูแลเมื่อมีอาการแพ้อาหาร


การดูแลผู้ที่แพ้อาหารต้องอาศัยความเข้าใจและการวางแผนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต แนวทางสำคัญมีดังนี้


  • งดและทดแทนสารอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กเจริญเติบโตได้ตามปกติและมีสุขภาพแข็งแรง
  • สอนให้อ่านฉลากอาหารเชิงลึก เพื่อสังเกตส่วนประกอบที่อาจซ่อนอยู่ เช่น กลูเตนในซอสปรุงรส
  • วางแผนรับมือภาวะฉุกเฉิน (Anaphylaxis Action Plan) สำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้รุนแรง ควรเรียนรู้วิธีใช้ยาฉีดฉุกเฉิน (EpiPen) และวางแผนความปลอดภัยร่วมกับแพทย์และครอบครัว
  • การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ในเด็กที่แพ้อาหารรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ Oral Immunotherapy (OIT) หรือภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยการรับประทาน เพื่อช่วยให้ร่างกายค่อย ๆ ทนต่ออาหารที่แพ้ได้มากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์เป็นรายบุคคล

แพ้อาหาร…ทำไมต้องรักษา?


การได้รับประทานอาหารอร่อยอย่างปลอดภัยคือส่วนหนึ่งของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี การแพ้อาหารบางชนิดสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้ชำนาญการด้านภูมิแพ้ หากสงสัยว่าตัวเองหรือลูกน้อยมีอาการแพ้อาหาร ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือก่อให้เกิดอันตราย ควรปรึกษาแพทย์ด้านภูมิแพ้เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม




คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแพ้อาหาร


1. แพ้อาหารหายเองได้หรือไม่?


ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและอายุ โดยรวมแล้ว การแพ้นมวัว ไข่ ถั่วเหลือง และแป้งสาลี มักมีโอกาสหายได้เมื่อโตขึ้น ในขณะที่แพ้อาหารทะเลและถั่วเปลือกแข็งมักไม่หายไปเอง


2. แพ้อาหาร กับ แพ้อาหารแฝง (Food IgG) ต่างกันอย่างไร?


แพ้อาหารจริง (Food Allergy) เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน (IgE) ตอบสนองผิดปกติ มีอาการชัดเจนและรวดเร็ว เช่น ผื่น ลมพิษ ปากบวม หายใจไม่ออก หรือ Anaphylaxis ซึ่งอันตรายถึงชีวิต ส่วนแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance/IgG) เกิดจากระบบย่อยอาหาร เช่น ขาดเอนไซม์ย่อย มักมีเพียงอาการท้องอืด ท้องผูก หรือถ่ายเหลว ไม่ส่งผลถึงแก่ชีวิต และปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่แนะนำให้งดอาหารตามผลตรวจ IgG เพียงอย่างเดียว


แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (8)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital