บทความสุขภาพ

Knowledge

ลมพิษ รวมสาเหตุและอาการ พร้อมวิธีดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

พญ. ฉัฐฐิมา เสาวภาคย์

ลมพิษ รวมสาเหตุและอาการ พร้อมวิธีดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

ลมพิษเป็นปัญหาผิวหนังที่หลายคนเคยเจอ อาการมักจะเป็นผื่นนูนแดง คัน เกิดขึ้นได้หลายจุดบนร่างกาย ทำให้หลายคนสงสัยว่าลมพิษเกิดจากอะไร รักษาอย่างไร กี่วันหาย และทำไมบางครั้งลมพิษถึงเกิดซ้ำได้ ลมพิษบางประเภทจะหายเร็ว แต่บางประเภทอาจอยู่ได้นาน การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของโรคลมพิษจะช่วยให้คุณดูแลตัวเองได้ถูกวิธี และรับมือกับอาการลมพิษได้ดียิ่งขึ้น


Key Takeaways


  • ลมพิษแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือลมพิษแบบเฉียบพลัน อาการเกิดขึ้นและหายไปภายใน 6 สัปดาห์ และลมพิษแบบเรื้อรัง อาการเป็น ๆ หาย ๆ นานกว่า 6 สัปดาห์
  • การวินิจฉัยโรคลมพิษจะเน้นการซักประวัติและตรวจเลือด แต่ในกรณีที่สงสัยภาวะแทรกซ้อน อาจต้องใช้เทคนิคพิเศษอย่าง CT Scan หรือ MRI เพื่อค้นหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่
  • วิธีแก้ลมพิษ คือยาต้านฮิสตามีน และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น หากมีอาการลมพิษเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ที่ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง เพื่อรับการรักษาที่จำเพาะเจาะจง

ลมพิษ คืออะไร? และทำไมผิวถึงเกิดผื่นนูนคันขึ้น


ลมพิษ (Urticaria) คือ โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ลักษณะของลมพิษจะแสดงออกมาเป็นผื่นหรือปื้นนูนบวมแดง มีอาการคันอย่างรุนแรง และอาจมีขนาดรูปร่างไม่แน่นอน


ลมพิษเกิดจากอะไร? ลมพิษเกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายที่หลั่งสารเคมีสำคัญอย่างฮิสตามีน (Histamine) ออกมาจากเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือดใต้ผิวหนัง และมีของเหลวซึมออกมาในชั้นผิวหนัง ก่อให้เกิดเป็นอาการบวมนูนของลมพิษ อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษส่วนใหญ่มักจะจางหายไปได้เองภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้


ลมพิษมีกี่ประเภท


โรคลมพิษหรือผื่นลมพิษสามารถแบ่งตามระยะเวลาที่เกิดได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria) และลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria) โดยลมพิษทั้งสองประเภทนี้มีลักษณะและการดำเนินโรคที่แตกต่างกัน


  • ลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria) เป็นโรคลมพิษที่เกิดอาการไม่เกิน 6 สัปดาห์ มักจะมีผื่นนูนแดง คัน และสามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ในบางรายลมพิษเฉียบพลันอาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น บวมบริเวณเนื้ออ่อน (Angioedema) แต่โดยทั่วไปสามารถจัดการและบรรเทาอาการได้
  • ลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria) เป็นโรคลมพิษที่มีอาการต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ และอาจเกิดขึ้นหลายครั้งต่อสัปดาห์ติดต่อกันยาวนานกว่า 1 ปี ลมพิษชนิดนี้มักจะเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด บางครั้งเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้น (Allergen) หรือระบบภูมิต้านทานที่ทำงานผิดปกติ ทำให้ผู้ที่เป็นลมพิษเรื้อรังต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และรักษาโดยแพทย์อย่างเหมาะสม

ลมพิษเกิดจากสาเหตุอะไร?


ลมพิษเกิดจาก

โรคลมพิษ หรือ Urticaria ไม่ได้มีสาเหตุมาจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งกระตุ้นที่หลากหลาย ทั้งจากภายนอกและภายใน ทำให้เซลล์ปล่อยสารฮิสตามีนออกมา โดยสาเหตุของลมพิษที่พบบ่อยสามารถจำแนกได้ดังนี้


  • อาหาร (Food) การแพ้อาหารเป็นสาเหตุหลักของลมพิษแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะอาหารทะเล ไข่ นม ถั่ว และสารปรุงแต่งในอาหารบางชนิด
  • ยา (Medication) ยาบางกลุ่ม เช่น ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาแก้ปวดบางชนิด หรือแม้แต่ยาที่ใช้ควบคุมความดันโลหิตสูง เช่น ACE Inhibitors สามารถกระตุ้นให้เกิดลมพิษได้
  • การติดเชื้อ (Infection) การติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือพยาธิ สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคลมพิษ โดยเฉพาะในเด็ก
  • สิ่งแวดล้อมและสารก่อภูมิแพ้ (Allergens) เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ขนสัตว์ พิษแมลงสัตว์กัดต่อย หรือสารเคมีจากการสัมผัส
  • ปัจจัยทางกายภาพ (Physical Factors) ลมพิษอาจถูกกระตุ้นโดยการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เช่น ความเย็น ความร้อน แสงแดด แรงกดทับ การสั่นสะเทือน หรือแม้กระทั่งเหงื่อ
  • ภูมิต้านตนเองและโรคภัยต่าง ๆ (Autoimmune/Illness) ในกรณีของลมพิษเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ อาจมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือโรคอื่น ๆ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ หรือโรคลูปัส

ข้อสงสัยที่ว่าเป็นลมพิษตอนกลางคืนเกิดจากอะไรนั้น มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิร่างกาย หรืออุณหภูมิห้องในช่วงกลางคืน การสัมผัสกับผ้าปูที่นอนที่อาจมีไรฝุ่น หรือเกิดจากปฏิกิริยาของยาที่รับประทานก่อนนอน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการลมพิษได้


ลมพิษ อาการที่พบเป็นอย่างไรบ้าง


ลมพิษ อาการ

โรคลมพิษอาการจะแสดงออกทางผิวหนังที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตั้งแต่ผื่นคันเล็กน้อย ไปจนถึงอาการรุนแรงที่ส่งผลต่อระบบอื่น ๆ ของร่างกาย โดยอาการสำคัญของลมพิษที่ผู้ป่วยมักจะสังเกตเห็น มีดังนี้


  • ผื่นนูนแดงหรือชมพู เป็นลักษณะเด่นของลมพิษ ผื่นจะมีลักษณะเป็นปื้น บวมนูนขึ้นจากผิวหนัง มีขนาดไม่แน่นอน และมีขอบเขตชัดเจน เมื่อกดตรงกลางผื่น ผื่นจะซีดลงชั่วขณะ
  • อาการคันอย่างรุนแรง อาการลมพิษมักจะมาพร้อมกับอาการคันที่รุนแรงมาก จนอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและการนอนหลับของผู้ป่วยลมพิษ
  • การเป็น ๆ หาย ๆ ผื่นลมพิษโดยทั่วไปจะคงอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงในบริเวณเดิม จากนั้นจะค่อย ๆ จางหายไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยหรือรอยแผลเป็น อย่างไรก็ตาม ผื่นลมพิษสามารถเกิดขึ้นในบริเวณอื่น ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าผื่นเดิมจะหายไปแล้วก็ตาม ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีอาการลมพิษต่อเนื่องได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์
  • การบวมบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน ในผู้ป่วยลมพิษบางราย อาจมีอาการบวมลึกใต้ชั้นผิวหนัง ซึ่งเรียกว่า แองจิโออีดีมา (Angioedema) มักเกิดบริเวณริมฝีปาก เปลือกตา ลิ้น อวัยวะเพศ หรือมือและเท้า อาการลมพิษชนิดนี้จะรู้สึกตึงและปวดมากกว่าคัน
  • อาการแพ้รุนแรง เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจเกิดร่วมกับโรคลมพิษ ซึ่งอาการที่บ่งบอกถึงความรุนแรงและต้องการการรักษาทันที ได้แก่ อาการบวมอย่างรวดเร็วที่ลิ้นหรือลำคอ ทำให้หายใจลำบาก หรือมีอาการแน่นหน้าอกร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ หรือหมดสติ หากเกิดอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ลมพิษและการวินิจฉัย


อาการลมพิษ

การวินิจฉัยลมพิษส่วนใหญ่จะเน้นที่การซักประวัติอย่างละเอียด และการตรวจร่างกายเพื่อดูผื่นลมพิษ ในกรณีของลมพิษเรื้อรังหรือ ลมพิษที่มีอาการรุนแรง อาจต้องมีการตรวจเพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม โดยแพทย์จะใช้วิธีการวินิจฉัยลมพิษตามขั้นตอนดังต่อไปนี้


  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามประวัติการเกิดลมพิษ ว่าเป็นชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ระยะเวลาที่เกิดผื่นลมพิษ ปัจจัยกระตุ้นที่สงสัย เช่น อาหาร ยา หรือความเครียด รวมถึงประวัติการเป็นโรคอื่น ๆ เพื่อช่วยจำกัดสาเหตุของลมพิษ
  • การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุ (Blood Tests) อาจมีการตรวจเลือดเพื่อดูระดับสารที่บ่งชี้การอักเสบ หรือตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หรือการตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อค้นหาสาเหตุของลมพิษเรื้อรัง
  • การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) เป็นการทดสอบเพื่อระบุสารก่อภูมิแพ้ที่จำเพาะ (Allergens) ที่อาจเป็นสาเหตุของลมพิษเฉียบพลัน เช่น อาหาร หรือละอองเกสร โดยการหยดสารสกัดภูมิแพ้บนผิวหนัง และใช้เข็มขนาดเล็กสะกิดเพื่อดูปฏิกิริยาของลมพิษ
  • การทดสอบโดยการกระตุ้น (Challenge Tests) สำหรับผู้ป่วยลมพิษที่เกิดจากปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความเย็น หรือการออกกำลังกาย แพทย์อาจทดสอบโดยการกระตุ้นผิวหนังด้วยปัจจัยนั้น ๆ โดยตรง เพื่อยืนยันชนิดของลมพิษ
  • การตรวจทางรังสีวิทยา (CT Scan และ MRI) การตรวจทางรังสีวิทยาจะไม่ใช้ในการวินิจฉัยลมพิษโดยตรง แต่ในบางกรณีที่สงสัยว่าอาการลมพิษเป็นผลมาจากโรคภายในร่างกาย หรือมีอาการบวมรุนแรง (Angioedema) ที่ส่งผลต่ออวัยวะภายใน การตรวจด้วย CT Scan หรือ MRI อาจถูกนำมาใช้เพื่อตัดประเด็นภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ หรือค้นหาโรคพื้นฐานที่เป็นสาเหตุของ ลมพิษ

วิธีรักษาลมพิษ มีอะไรบ้าง?


เป้าหมายหลักในการรักษาลมพิษจะเป็นการบรรเทาอาการคันและการอักเสบ รวมถึงการป้องกันไม่ให้อาการลมพิษกำเริบขึ้นมาใหม่ การพิจารณาวิธีแก้ลมพิษจะขึ้นอยู่กับชนิด และความรุนแรงของลมพิษ ซึ่งการรักษาจะมีวิธีดังต่อไปนี้


  • ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) เป็นการรักษาหลักและเป็นวิธีแก้ลมพิษขั้นพื้นฐาน ยาจะช่วยยับยั้งการทำงานของสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดผื่นลมพิษ และอาการคัน โดยแพทย์อาจให้ยาต้านฮิสตามีนทั้งชนิดที่ทำให้ง่วงและไม่ทำให้ง่วงในขนาดปกติ หรือขนาดสูงขึ้นเพื่อควบคุมอาการลมพิษเรื้อรัง
  • การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เป็นส่วนสำคัญที่สุดของวิธีแก้ลมพิษ ผู้ป่วยต้องสังเกตและหลีกเลี่ยงอาหาร ยา หรือสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดอาการลมพิษ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  • ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) อาจใช้ในกรณีที่อาการลมพิษเฉียบพลันมีความรุนแรงมาก หรือมีภาวะ Angioedema และอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ร่วมด้วย โดยจะใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อลดการอักเสบที่รุนแรงของลมพิษ
  • ยากลุ่มปรับภูมิคุ้มกันและยาชีววัตถุ (Immunosuppressants and Biologics) ในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านฮิสตามีนแม้จะให้ในปริมาณที่สูง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาชีววัตถุ เช่น Omalizumab หรือยากดภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เพื่อควบคุมอาการของลมพิษในระยะยาว
  • การรักษาภาวะฉุกเฉิน หากผู้ป่วยมีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ที่เกี่ยวข้องกับลมพิษ แพทย์จะให้ยาอิพิเนฟริน (Epinephrine) และให้การรักษาประคับประคองอื่น ๆ เพื่อรักษาภาวะฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน

หากลมพิษกระทบชีวิตประจำวัน โรงพยาบาลพระรามเก้ายืนข้างคุณด้วยการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง


ลมพิษเป็นอาการทางผิวหนังที่สร้างความรำคาญใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้อาการลมพิษเฉียบพลันส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง แต่ในกรณีที่เป็นโรคลมพิษเรื้อรัง หรือมีอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หรือสงสัยภาวะแทรกซ้อนที่ต้องตรวจค้นเพิ่มเติมด้วยเทคนิคเฉพาะทางอย่าง CT Scan หรือ MRI ผู้ป่วยไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรเข้ารับการรักษาโดยทันที


หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของลมพิษ หรือต้องการการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาที่ครบวงจร ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง รวมถึง ศูนย์ภูมิแพ้ ในศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้การดูแลเป็นอย่างดี โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังที่พร้อมให้คำปรึกษา และวางแผนการรักษาลมพิษทุกรูปแบบอย่างใกล้ชิด


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลมพิษ


1. ลมพิษอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนใดได้บ้าง?


ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดของลมพิษ คือ อาการบวมในเนื้อเยื่อที่อาจเกิดบริเวณลำคอ หรือแองจิโออีดีมา (Angioedema) ที่อาจเกิดร่วมกับภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งจะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก และต้องได้รับการรักษาฉุกเฉิน


2. ลมพิษป้องกันได้ไหม?


การป้องกันลมพิษสามารถทำได้โดยสังเกตและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ เช่น อาหาร ยา แสงแดด ความร้อน หรือความเครียด นอกจากนี้แนะนำให้สวมเสื้อผ้าหลวม ไม่รัดแน่น และพักผ่อนให้เพียงพอ


3. ลมพิษกี่วันหาย?


ลมพิษชนิดเฉียบพลันสามารถหายเองภายใน 2-3 วันจนถึง 2-3 สัปดาห์ ส่วนลมพิษเรื้อรังอาจเป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์จนถึงมากกว่า 1 ปี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและการรักษาโดยแพทย์


References


Jacqueline Eghrari-Sabe. (n.d.). What is Chronic Urticaria?. Allergy & Asthma Network. https://allergyasthmanetwork.org/chronic-urticaria/


American Academy of Allergy, Asthma & Immunology. (2025, October 2). Hives (Urticaria) and Angioedema Overview. https://www.aaaai.org/tools-for-the-public/conditions-library/allergies/hives-(urticaria)-and-angioedema-overview


ASCIA. (2024, June). Hives Urticaria. https://www.allergy.org.au/patients/skin-allergy/urticaria-hives

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (3)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital