บทความสุขภาพ

Knowledge

โรครองช้ำ เป็นแล้วอย่าปล่อยไว้ รีบรักษาก่อนปวดฝ่าเท้าเรื้อรัง

นพ. ทรงวุฒิ ฐิติบุญสุวรรณ

สุขภาพเท้าที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิต เพราะทุกย่างก้าวล้วนเริ่มต้นจากเท้า แต่เมื่อเกิดอาการเจ็บปวดบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้า แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเดิน การทำงาน และคุณภาพชีวิตในแต่ละวันได้อย่างคาดไม่ถึง

โรครองช้ำ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดฝ่าเท้า โดยเฉพาะในวัยทำงาน ผู้ที่ยืนนาน เดินมาก ออกกำลังกายหนัก หรือมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักมองข้ามอาการเริ่มแรก คิดว่าเป็นเพียงอาการปวดเมื่อยทั่วไป ทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น จนอาการลุกลาม กลายเป็น อาการปวดฝ่าเท้าเรื้อรัง ซึ่งใช้เวลารักษานานและส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว


Key Takeaways


  • โรครองช้ำ เกิดจากการอักเสบหรือการเสื่อมสภาพของ เอ็นใต้ฝ่าเท้า (Plantar fascia) จากการใช้งานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ทำให้เกิดการบาดเจ็บสะสม แม้ไม่ได้มีอุบัติเหตุรุนแรงก็ตาม
  • อาการของโรครองช้ำอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่ลักษณะที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการเจ็บส้นเท้าในก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังนั่งพักเป็นเวลานาน โดยอาการมักจะดีขึ้นเมื่อเดินไปสักระยะ แต่จะกลับมาปวดอีกครั้งหากยืนหรือเดินนาน
  • โดยส่วนใหญ่ โรครองช้ำสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งหัวใจสำคัญของการรักษาคือการปรับพฤติกรรม ลดการใช้งานเท้าที่มากเกินไป เลือกรองเท้าที่เหมาะสม และยืด–เสริมความแข็งแรงของเอ็นใต้ฝ่าเท้าอย่างสม่ำเสมอ
  • การใส่ใจอาการตั้งแต่ระยะแรกและเริ่มดูแลอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาการปวดฝ่าเท้าเรื้อรัง และช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัวอีกครั้ง

อาการรองช้ํา เกิดจากอะไร เข้าใจสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดรองช้ำ


รองช้ํา อาการ

โรครองช้ำ เกิดจากการบาดเจ็บซ้ำ ๆ ของ เอ็นใต้ฝ่าเท้า (plantar fascia) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่ทำหน้าที่พยุงอุ้งเท้าและช่วยกระจายน้ำหนักของร่างกายในขณะยืน เดิน และวิ่ง เมื่อเอ็นบริเวณนี้ต้องรับแรงกระแทกหรือแรงดึงมากเกินไปเป็นเวลานาน จะเกิดการอักเสบหรือการเสื่อมสภาพตามมา

เมื่อเอ็นใต้ฝ่าเท้าไม่สามารถรักษาความยืดหยุ่นและความแข็งแรงได้ตามปกติ ระบบการกระจายน้ำหนักระหว่างเอ็นกับกระดูกเท้าจะเสียสมดุล ส่งผลให้เกิด อาการปวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้า โดยเฉพาะขณะลงน้ำหนัก อาการของโรครองช้ำมักค่อย ๆ เป็นมากขึ้นทีละน้อย ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน

หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การอักเสบที่สะสมอาจพัฒนาไปสู่ อาการปวดเรื้อรัง ทำให้เดินลำบาก ยืนนานไม่ได้ และส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว


มีอาการแบบนี้… อาจเสี่ยงเป็นโรครองช้ำ!


ผู้ป่วยที่เป็น โรครองช้ำ อาจมีอาการแตกต่างกันไปตามความรุนแรงและระยะของโรค บางรายมีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ ในช่วงแรก ขณะที่บางรายอาจมีอาการปวดต่อเนื่องจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน อาการที่พบบ่อยและควรสังเกต ได้แก่


  • ปวดส้นเท้าหรือฝ่าเท้าในก้าวแรกหลังตื่นนอน หรือหลังนั่งพักนาน ๆ และอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเดินไปสักระยะ
  • อาการปวดจะ รุนแรงขึ้นเมื่อยืนหรือเดินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วงปลายวัน
  • รู้สึกเจ็บบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้า ลักษณะคล้าย ถูกเข็มทิ่มหรือมีของแหลมตำ
  • มีความรู้สึก แสบร้อนบริเวณส้นเท้าหรือฝ่าเท้า
  • บางรายอาจมี อาการชา ร่วมด้วย หากมีการกดทับของเส้นประสาทใกล้เคียง

โดยทั่วไป ลักษณะภายนอกของเท้าในผู้ป่วยโรครองช้ำมัก ไม่พบอาการบวม แดง หรือร้อน ชัดเจนเหมือนการอักเสบจากการติดเชื้อ แต่จะตรวจพบ จุดกดเจ็บชัดเจนบริเวณใต้ส้นเท้าด้านใน ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้

หากคุณมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ อย่ามองข้าม เพราะการเข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดฝ่าเท้าเรื้อรัง และทำให้กลับมาเดินได้อย่างมั่นใจเร็วยิ่งขึ้น


ใครบ้างที่เสี่ยงเกิดโรครองช้ำ


โรครองช้ำ เป็นภาวะที่เกิดจากการบาดเจ็บซ้ำ ๆ ของเอ็นใต้ฝ่าเท้าเป็นระยะเวลานาน โดยปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคคือ การใช้งานเท้าที่มากเกินไปหรือไม่เหมาะสม ทำให้เอ็นใต้ฝ่าเท้าต้องรับแรงดึงและแรงกระแทกอย่างต่อเนื่อง จึงพบโรคนี้ได้บ่อยในกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้


กลุ่มเสี่ยงจากพฤติกรรมและการใช้งานเท้า


  • ผู้สูงอายุ เอ็นใต้ฝ่าเท้ามีการเสื่อมสภาพและสูญเสียความยืดหยุ่นตามอายุ
  • ผู้ที่ทำงานต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน เช่น พนักงานขาย บุคลากรทางการแพทย์ หรือแรงงานทั่วไป ทำให้เอ็นใต้ฝ่าเท้าตึงตัวต่อเนื่อง
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือมีภาวะอ้วน เอ็นใต้ฝ่าเท้าต้องรับแรงกระแทกและแรงกดมากกว่าปกติ
  • ผู้ที่ใส่รองเท้าพื้นแข็ง พื้นบาง หรือรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ ซึ่งขาดการรองรับแรงกระแทกที่เหมาะสม

ปัจจัยเสี่ยงจากโครงสร้างและสภาพร่างกาย


นอกจากพฤติกรรมการใช้งานแล้ว ความผิดปกติทางกายภาพของเท้าและขา ก็มีส่วนสำคัญในการเกิดโรครองช้ำ ได้แก่


  • โครงสร้างเท้าผิดปกติ เช่น อุ้งเท้าแบนเกินไป หรืออุ้งเท้าสูงเกินไป ทำให้การกระจายน้ำหนักผิดสมดุล
  • เอ็นร้อยหวายตึงหรือหดสั้น ส่งผลให้เกิดแรงดึงรั้งที่เอ็นใต้ฝ่าเท้ามากกว่าปกติ
  • ภาวะกระดูกงอกบริเวณกระดูกส้นเท้า (heel spur) ซึ่งอาจพบร่วมกับโรครองช้ำและเพิ่มอาการปวดขณะลงน้ำหนัก

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ การปรับพฤติกรรม เลือกรองเท้าที่เหมาะสม และดูแลสุขภาพเท้าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสเกิดโรครองช้ำ และป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนกลายเป็นปวดฝ่าเท้าเรื้อรังได้


แนวทางการรักษาโรครองช้ำ


รักษารองช้ำ ให้หายขาด

การรักษา โรครองช้ำ โดยส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกแนวทาง ไม่ผ่าตัดเป็นหลัก เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากสามารถมีอาการดีขึ้นได้ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง แนวทางการรักษาที่ใช้บ่อย ได้แก่


  • การใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ ในระยะแรกมักใช้ ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบ ในกรณีที่อาการปวดรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น แพทย์อาจพิจารณา การฉีดสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อบรรเทาอาการปวดในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การฉีดสเตียรอยด์จะใช้ด้วยความระมัดระวังและไม่ควรทำบ่อย เนื่องจากอาจทำให้ ไขมันรองใต้ฝ่าเท้าฝ่อ บางตัวลง รวมถึงเส้นเอ็นขาด ได้
  • การใช้แผ่นพยุงอุ้งเท้า (Orthotic) การใช้แผ่นรองฝ่าเท้าหรือแผ่นพยุงอุ้งเท้า ช่วย กระจายน้ำหนักและลดแรงดึงที่เอ็นใต้ฝ่าเท้า ทำให้ปวดลดลงขณะยืนหรือเดิน และช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  • การบริหารและยืดเหยียดด้วยตนเอง การทำกายบริหารอย่างสม่ำเสมอเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ได้แก่ การยืดเอ็นใต้ฝ่าเท้า การยืดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นร้อยหวาย การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้า ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดการตึงตัวของเอ็น และช่วยให้อาการดีขึ้นในระยะยาว
  • การใช้เครื่องมือกายภาพบำบัด การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Therapy: ESWT) ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ ลดอาการปวด และเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือรักษาด้วยวิธีพื้นฐานแล้วไม่ดีขึ้น

โดยทั่วไป หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและปรับพฤติกรรมการใช้งานเท้าควบคู่กัน อาการเจ็บส้นเท้าจากโรครองช้ำมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ลดโอกาสเกิดอาการปวดฝ่าเท้าเรื้อรัง

ในกรณีที่รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดอย่างครบถ้วนแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณา การผ่าตัด ซึ่งพบได้น้อยและใช้เฉพาะในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น


การป้องกันโรครองช้ำ ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตนเอง


โรครองช้ำ หากเกิดขึ้นแล้วอาจทำให้ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว ข่าวดีคือโรคนี้สามารถ ป้องกันได้ หากดูแลเอ็นใต้ฝ่าเท้าอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังต่อไปนี้


  • ลดกิจกรรมที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรแบ่งเวลาพักเป็นระยะ เพื่อลดการตึงตัวและการบาดเจ็บสะสมของเอ็นใต้ฝ่าเท้า
  • เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับสรีระเท้า ควรเลือกรองเท้าที่มีการรองรับอุ้งเท้าและแรงกระแทกที่ดี หลีกเลี่ยงรองเท้าพื้นแบนหรือพื้นบางจนเกินไป รวมถึง ลดการใส่รองเท้าส้นสูงและการเดินเท้าเปล่าเป็นเวลานาน
  • หลีกเลี่ยงการใช้งานเท้าหนักเกินไปโดยไม่เตรียมตัว ก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้เท้ามาก ควร วอร์มอัปและยืดกล้ามเนื้อน่อง เอ็นร้อยหวาย และเอ็นใต้ฝ่าเท้า ทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดและแรงกระแทกต่อเอ็นใต้ฝ่าเท้าโดยตรง การดูแลน้ำหนักจึงช่วยลดโอกาสเกิดโรครองช้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บของเอ็นใต้ฝ่าเท้า ลดความเสี่ยงของโรครองช้ำ และช่วยให้คุณก้าวเดินได้อย่างมั่นใจในทุกวัน


รองช้ำ อาจไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ปล่อยผ่านได้ ควรใส่ใจและดูแลก่อนอาการปวดเรื้อรัง


อาการปวดส้นเท้าที่เป็น ๆ หาย ๆ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และไม่ควรมองข้าม หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โรครองช้ำอาจพัฒนาเป็นอาการปวดเรื้อรัง ส่งผลให้เดินลำบาก ยืนนานไม่ได้ และต้องใช้เวลารักษานานขึ้นกว่าการดูแลตั้งแต่ระยะแรก

หากเริ่มมีอาการเข้าข่ายโรครองช้ำ แนะนำให้ รีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพราะยิ่งเริ่มรักษาเร็ว โอกาสหายเร็วและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติก็ยิ่งสูงขึ้น

ที่ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เรามีความพร้อมทั้งทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เครื่องมือวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน และแนวทางการรักษาที่อิงหลักการแพทย์ปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับ การกายภาพบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพเท้า เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจ ลดโอกาสการบาดเจ็บซ้ำ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

อย่าปล่อยให้อาการปวดส้นเท้ารบกวนทุกก้าวเดิน การใส่ใจและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่วันนี้ คือกุญแจสำคัญสู่การหายปวดอย่างยั่งยืน


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรครองช้ำ

1. ภาวะแทรกซ้อนจากโรครองช้ำมีอะไรบ้าง?


เมื่อเกิด โรครองช้ำ เอ็นใต้ฝ่าเท้าจะมีการอักเสบหรือเสื่อมสภาพ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดบริเวณส้นเท้า โดยเฉพาะขณะลงน้ำหนัก ในระยะแรกผู้ป่วยมัก ปรับท่าทางการเดินโดยไม่รู้ตัว เพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาในข้อต่อส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เมื่อหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่ส้นเท้า


  • ผู้ป่วยมัก ลงน้ำหนักที่ด้านข้างของเท้า หรือปลายเท้ามากขึ้น
  • ช่วงการก้าวเดินสั้นลง และจังหวะการเดินผิดไปจากปกติ

การเดินในลักษณะนี้ทำให้ กลไกการเคลื่อนไหวของร่างกาย (biomechanics) เสียสมดุล และส่งแรงผิดปกติไปยังข้อต่อส่วนอื่น ๆ ตามลำดับ ดังนี้


ผลกระทบต่อข้อและกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ


  • ข้อเท้า การลงน้ำหนักผิดแนวทำให้เอ็นรอบข้อเท้าทำงานหนักขึ้น อาจเกิดอาการเอ็นอักเสบ ข้อเท้าไม่มั่นคง หรือปวดข้อเท้าตามมา
  • ข้อเข่า เมื่อแรงจากฝ่าเท้าส่งขึ้นมาไม่สมดุล จะเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่า โดยเฉพาะด้านในหรือด้านนอกของเข่า ทำให้เกิดอาการปวดเข่า หรือเอ็นรอบเข่าอักเสบได้
  • ข้อสะโพก การเดินที่ผิดท่าเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อรอบสะโพกต้องชดเชยการเคลื่อนไหว ส่งผลให้เกิดอาการตึงหรือปวดสะโพก โดยเฉพาะด้านข้างของสะโพก
  • หลังส่วนล่าง เมื่อการลงน้ำหนักของร่างกายไม่สมดุล แนวกระดูกเชิงกรานและกระดูกสันหลังอาจเปลี่ยนไป ทำให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างตามมาได้

โรครองช้ำหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่อาการปวดเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้ อาจทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น และใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าการดูแลโรครองช้ำตั้งแต่ระยะแรก


2. แก้อาการรองช้ำด้วยตัวเองด้วยวิธีใดได้บ้าง?


ในระยะเริ่มต้นหรือกรณีที่อาการยังไม่รุนแรง ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการรองช้ำด้วยตนเองได้ โดยควรเลือก การประคบเย็นหรือประคบร้อนให้เหมาะกับช่วงของอาการ การประคบเย็นเหมาะในช่วงที่มีอาการปวดหรืออักเสบมาก เช่น หลังยืนหรือเดินเป็นเวลานาน เนื่องจากช่วยลดการอักเสบและลดสัญญาณความเจ็บปวด ส่วนการประคบร้อนเหมาะในระยะที่ไม่มีอาการบวม แต่มีความตึงหรือแข็งของฝ่าเท้าและกล้ามเนื้อน่อง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและคลายความตึงของเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ การยืดกล้ามเนื้อฝ่าเท้าและกล้ามเนื้อน่องอย่างสม่ำเสมอ การลดกิจกรรมที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน รวมถึงการใช้แผ่นรองส้นเท้าหรือรองเท้าที่มีพื้นนิ่มและรองรับแรงกระแทกได้ดี ล้วนช่วยลดแรงดึงที่เอ็นใต้ฝ่าเท้าและบรรเทาอาการปวดได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดรุนแรงขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดอาการปวดฝ่าเท้าเรื้อรังในระยะยาว


References


Mayo Clinic Staff. (2023, September 7). Plantar fasciitis. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/plantar-fasciitis/symptoms-causes/syc-20354846


Larson, J. (2024, November 14). What to Know About Plantar Fasciitis. Healthline. https://www.healthline.com/health/plantar-fasciitis


Buchanan BK, Sina RE, Kushner D. Plantar Fasciitis. [Updated 2024 Jan 7]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2025 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK431073/


Plantar fasciitis. (n.d.). Healthdirect. https://www.healthdirect.gov.au/plantar-fasciitis

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital