อาการปวดข้อมือ เป็นปัญหาที่หลายคนมักมองข้าม เพราะคิดว่าแค่พักก็จะหาย แต่จริง ๆ แล้วหากปวดข้อมือต่อเนื่อง เจ็บข้อมือจนลงน้ำหนักไม่ได้ หรือปวดข้อมือเวลางอ อาจเป็นสัญญาณของโรคยอดฮิตที่เกี่ยวกับการใช้งานข้อมืออย่างหนักหรืออาจแค่การใช้งานในท่าเดิมซ้ำๆหรือนาน
และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
หากอาการปวดของคุณไม่ดีขึ้น ยังคงมีอาการอยู่เรื่อย ๆ หรือดูแย่ลง อาจถึงเวลาที่จะต้องทำความเข้าใจกับอาการปวดมือของตัวเองอย่างจริงจังว่า ปวดข้อมือเกิดจากอะไร เพื่อหาทางรักษาที่เหมาะสม ก่อนอาการจะลุกลามจนเรื้อรัง และรักษายากขึ้น
Key Takeaways
- อาการปวดข้อมืออาจเกิดจากการใช้งานหนัก หรือเป็นสัญญาณของภาวะผิดปกติ เช่น เอ็นข้อมืออักเสบ
- วิธีการดูแลเบื้องต้น เช่น ประคบอุ่น พักการใช้งาน และทำกายภาพยืดเหยียดเอ็นกล้ามเนื้อ
- หากปวดข้อมือรุนแรง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น บวมแดง รู้สึกร้อนที่ข้อมือ หรือมีไข้ ควรรีบไปพบแพทย์
ปวดข้อมือ อาการเป็นอย่างไร ใครเสี่ยงเป็นบ้าง?
อาการปวดข้อมือเป็นความรู้สึกไม่สบาย หรือมีความเจ็บปวดที่บริเวณข้อมือ ลักษณะอาการอาจแตกต่างกันไปตามสาเหตุและส่วนที่เป็นปัญหา ดังนั้นควรหมั่นสังเกตตนเองว่ามีอาการแบบใด เพื่อใช้ประกอบการวินิจฉัย เช่น
- รู้สึกปวดจนไม่สามารถยืดเหยียดข้อมือได้ หยิบจับของไม่ถนัด
- ปวดข้อมือตอนกลางคืน หรือปวดแม้ไม่ได้ใช้งาน
- พักการใช้งานแล้วแต่อาการปวดไม่ดีขึ้น
- ปวดข้อมือขวาหรือซ้ายข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง
- มีอาการปวดลามไปยังแขนหรือมือ
- มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ข้อมือบวม, แดง, ร้อน หรือมีไข้
สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่ออาการปวดข้อมือ มักจะเป็นกลุ่มที่ต้องใช้ข้อมือทำงานซ้ำ ๆ อย่างหนักและต่อเนื่อง เช่น พนักงานออฟฟิศที่ใช้คอมพิวเตอร์และเมาส์เป็นเวลานาน นักกีฬาที่ต้องใช้ข้อมือในการแข่งขัน หรือผู้ที่ทำงานบ้านอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบ ก็มีโอกาสเกิดอาการปวดข้อมือได้เช่นกัน
ปวดข้อมือ เกิดจากสาเหตุอะไร

อาการปวดข้อมือสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการใช้งานหนักและจากโรคบางชนิด โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อมือ ได้แก่
- การใช้งานข้อมือซ้ำ ๆ เช่น พิมพ์คีย์บอร์ด เล่นมือถือ
- การบาดเจ็บ เช่น หกล้ม ข้อมือกระแทก หรือการบิดข้อมืออย่างรุนแรง ก็อาจทำให้เกิดอาการเจ็บข้อมืออย่างเฉียบพลันได้
- ภาวะเอ็นข้อมืออักเสบ จากการได้รับบาดเจ็บหรือใช้งานมากเกินไป
- โรคข้ออักเสบบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคเกาต์, หรือภาวะข้ออักเสบชนิดอื่น ๆ
- ภาวะเส้นประสาทถูกกดทับ เช่น ถุงน้ำที่ข้อมือ และโรคพังผืดกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
ปวดข้อมือ มีวิธีบรรเทาอาการเบื้องต้นอย่างไร?
หากมีอาการปวดข้อมือไม่รุนแรง สามารถทำตามวิธีแก้ปวดข้อมือด้วยตัวเองในเบื้องต้นได้หลายวิธี ดังนี้
- พักการใช้งาน : หลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือข้างที่ปวด โดยอาจใช้ผ้ายืดพันข้อมือร่วมด้วย เพื่อให้ข้อมือได้พัก ลดการอักเสบ และช่วยประคองข้อมือให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม
- ประคบเย็น : ในกรณีที่มีอาการบวมอักเสบ การประคบเย็นจะช่วยลดอาการบวมและบรรเทาความเจ็บปวดได้
- ประคบร้อน : ใช้ในกรณีที่มีอาการปวดเรื้อรัง
- การยืดเหยียด : ค่อย ๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อข้อมือและมืออย่างช้า ๆ สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดอาการเกร็งตัว
- ใช้ยาบรรเทาปวด : การใช้ยาบรรเทาปวดชนิดที่หาซื้อได้ทั่วไป เช่น ยาพาราเซตามอล หรือยาทาภายนอก สามารถช่วยลดอาการปวดข้อมือได้ แต่ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้งาน
หากดูแลตัวเองในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังรู้สึกปวดข้อมือไม่หายสักที ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และทราบถึงแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
ปวดข้อมือแบบไหนผิดปกติ ต้องรีบพบแพทย์

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด
- ปวดข้อมือมาก มีอาการชาร่วมด้วย
- ขยับข้อมือไม่สะดวก หรือไม่สามารถขยับข้อมือได้เลยหลังเกิดอุบัติเหตุ
- มีอาการบวม แดง ร้อน หรือไข้สูงร่วมด้วย
- ปวดรุนแรงจนทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้
- ปวดข้อมือต่อเนื่องนานเกิน 2 สัปดาห์
การวินิจฉัยอาการปวดข้อมือ มีขั้นตอนอย่างไร
การวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดข้อมือ มักประกอบด้วย
- การซักประวัติ : แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับลักษณะอาการปวด, ระยะเวลาที่เป็น, กิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน, และโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- การตรวจร่างกาย : แพทย์จะตรวจดูบริเวณข้อมือ, ข้อต่อ, และกล้ามเนื้อรอบ ๆ เพื่อดูอาการบวม, แดง, หรือความผิดปกติอื่น ๆ พร้อมทั้งทำการทดสอบการเคลื่อนไหวของข้อมือ
- การตรวจทางรังสี : ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ทำการเอกซเรย์ (X-ray) กระดูกข้อมือ เพื่อดูว่ามีกระดูกหัก, ข้อเสื่อม หรือความผิดปกติอื่น ๆ หรือไม่
- การตรวจพิเศษ : หากจำเป็น แพทย์อาจส่งตรวจภาพวินิจฉัย (Diagnostic Imaging) อื่น ๆ เพิ่มเติม หรือตรวจการนำคลื่นไฟฟ้าของเส้นประสาทข้อมือ เพื่อวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับเส้นประสาทถูกกดทับ
ปวดข้อมือ อาจเป็นสัญญาณของโรคอะไรได้บ้าง
อาการปวดข้อมืออาจไม่ใช่แค่การใช้งานหนัก แต่ยังสามารถเป็นอาการเริ่มต้นของโรคหลายชนิด เช่น
- เอ็นและปลอกหุ้มเอ็นบริเวณข้อมืออักเสบ (De Quervain’s Tenosynovitis)
โรคนี้เกิดจากการอักเสบของเส้นเอ็นที่ใช้ในการกางนิ้วโป้งออก ทำให้รู้สึกปวดข้อมือบริเวณโคนนิ้วโป้ง โดยเฉพาะเมื่อใช้งาน เช่น การจับสิ่งของ หรือการเขียนหนังสือ - เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ (Carpal Tunnel Syndrome)
เป็นภาวะที่เกิดจากการกดทับบริเวณเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ในโพรงเส้นประสาทฝ่ามือ ทำให้เกิดอาการชา หรือรู้สึกปวดแสบเหมือนเข็มทิ่ม โดยเฉพาะบริเวณนิ้วโป้ง, นิ้วชี้, นิ้วกลาง และนิ้วนางบางส่วน - ถุงน้ำที่ข้อมือ (Carpal Ganglion Cyst)
ก้อนถุงน้ำที่ข้อมือ คือเนื้องอกชนิดหนึ่ง สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บข้อมือได้ หากมีขนาดใหญ่และกดทับเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง
นอกจากโรคที่กล่าวมาแล้ว อาการปวดข้อมือยังเป็นอาการร่วมที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคอื่น ๆ อีกหลายชนิด แต่อาจไม่ได้พบอาการปวดข้อมือบ่อยเท่ากับโรคที่เกี่ยวกับการใช้งานข้อมือโดยตรง เช่น
- ข้อเสื่อม (Osteoarthritis)
มักเกิดในผู้สูงอายุ ทำให้ปวดและข้อมือแข็ง - โรคเกาต์ (Gout)
เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง เกิดจากกรดยูริกสะสมในข้อ ทำให้บวม แดง และแสบร้อนข้อต่อ - โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อทั่วร่างกาย ทำให้ปวดข้อมือ บวมแดง และข้อต่ออาจมีรูปร่างผิดปกติได้กรณีเป็นมานาน - โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus Erythematosus - SLE)
เป็นอีกโรคทางภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย อาการปวดมือและปวดข้อก็เป็นหนึ่งในอาการที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคนี้
การรักษาอาการปวดข้อมือ ทำอย่างไร?
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการปวดข้อมือ ซึ่งการรักษาประกอบด้วยหลายวิธี ดังนี้
- การใช้ยา : แพทย์อาจพิจารณาให้ยาบรรเทาปวด ยาต้านอักเสบ หรือในบางกรณีอาจฉีดยาในกลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบเฉพาะจุด
- การทำกายภาพบำบัด : ควรทำท่าบริหารข้อ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อมือและกล้ามเนื้อ
- การผ่าตัด : ในกรณีที่ไม่ดีขึ้น หรือมีพังผืดทับเส้นประสาทเป็นเวลานาน ถุงน้ำที่ข้อมือมีขนาดใหญ่มาก อาจต้องเข้ารับการผ่าตัด
ปวดข้อมือ อย่าละเลยให้เรื้อรัง รีบมารักษาที่ศูนย์กระดูกและข้อ
อาการปวดข้อมืออาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต และอาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น ๆ ได้อีกหลายโรค หากคุณมีอาการปวดข้อมือที่ไม่หายขาด สามารถเข้ารับการตรวจรักษาที่ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญในการวินิจฉัย และรักษาโรคเกี่ยวกับข้อและกระดูก พร้อมด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็ว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดข้อมือ
1. เอ็นข้อมืออักเสบ หายเองได้ไหม?
กรณีที่อาการไม่รุนแรงสามารถหายได้เอง แต่หากมีอาการปวดมาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างเหมาะสม
2. อาการปวดข้อมือป้องกันได้อย่างไร?
สามารถป้องกันได้โดยการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น พักการใช้งานข้อมือเป็นระยะ ปรับท่าทางการทำงานให้เหมาะสม และบริหารข้อมืออย่างสม่ำเสมอ
References
Mayo Clinic Staff. (2024, November 19). Wrist pain. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/wrist-pain/symptoms-causes/syc-20366213
Wrist pain. (2022, March 8). NHS. https://www.nhs.uk/symptoms/hand-pain/wrist-pain/
Wrist Pain. (2023, October 18). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/17667-wrist-pain