บทความสุขภาพ

Knowledge

เป็นตะคริวบ่อย เกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไรได้บ้าง?

นพ. ณัฐวุฒิ ไพสินสมบูรณ์

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า ‘ตะคริวกินน่อง’ หรือ ‘ตะคริวกินขา’ กันมาบ้าง สำหรับคนที่เคยเป็นหรือเป็นบ่อยอาจรู้จักอาการตะคริวเป็นอย่างดี แต่หากไม่เคยเป็น ก็อาจจะไม่รู้ว่าอาการตะคริวเป็นอย่างไร เป็นตะคริวเจ็บแค่ไหน ซึ่งในบทความนี้ได้สรุปข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ตะคริว’ ที่ควรรู้ พร้อมแนวทางแก้อาการตะคริวง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง


Key Takeaways


  • ตะคริว คืออาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และสามารถหายได้เองภายในไม่กี่นาที โดยส่วนใหญ่มักไม่จำเป็นต้องรับการรักษาจากแพทย์
  • มีหลายสาเหตุที่ทำให้เป็นตะคริว เช่น การใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไป ภาวะขาดน้ำ การสูญเสียเกลือแร่ ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ฯลฯ นอกจากนี้โรคหรือความผิดปกติบางประการ ยังอาจทำให้เกิดอาการตะคริวได้เช่นกัน
  • หากเป็นตะคริวบ่อยหรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วม ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

ตะคริว คืออะไร?


ตะคริว (Muscle Cramp) คือ อาการปวดเกร็งกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงเฉียบพลัน จากการที่กล้ามเนื้อมัดหนึ่งหรือหลายมัดมีการหดตัวอย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เมื่อสัมผัสบริเวณที่เป็นตะคริวจะรู้สึกถึงความแข็งเกร็ง ซึ่งมาจากกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง อาการตะคริวจะเกิดเพียงชั่วขณะ และสามารถหายได้เองในเวลาไม่นาน ส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์


ตะคริว มีลักษณะอาการอย่างไร?


ตะคริวที่ขา

อาการตะคริวมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยมีลักษณะเป็นการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เมื่อเป็นตะคริวมักไม่สามารถขยับกล้ามเนื้อส่วนที่เกิดอาการได้จนกว่ากล้ามเนื้อจะคลายตัว ตะคริวสามารถเกิดขึ้นได้ตามบริเวณต่าง ๆ เช่น ขา เท้า แขน และหลัง นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลา แม้ในขณะที่นอนหลับหรือพักผ่อนก็ตาม


สาเหตุการเป็นตะคริวที่คุณควรรู้


ตะคริวเกิดจากอะไร? มีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดตะคริว ได้แก่


  • การใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไป ซึ่งมักมาจากการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายโดยไม่ได้ยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังทำกิจกรรม
  • ผู้ที่มีกิจวัตรประจำวันไม่เหมาะสม เช่น ยืนนาน นั่งนาน ขยับตัวน้อย ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัว และเพิ่มโอกาสเกิดการหดเกร็งมากขึ้น
  • ภาวะขาดน้ำ ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป มักมาจากการดื่มน้ำน้อย รวมถึงการออกกำลังกายอย่างหนัก
  • การสูญเสียเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น โซเดียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม เป็นต้น
  • การมีประจำเดือน ระดับฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้กล้ามเนื้อมดลูกสามารถบีบตัวเพื่อขับประจำเดือน ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้เกิดตะคริวได้มากขึ้น
  • ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด ส่งผลให้กล้ามเนื้อมีเลือดมาเลี้ยงน้อย เพิ่มโอกาสเป็นตะคริวมากขึ้น
  • เซลล์ประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งแบบควบคุมไม่ได้
  • โรคหรือภาวะผิดปกติจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
  • โรคหรือภาวะผิดปกติบางอย่าง นอกเหนือจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น เบาหวาน หลอดเลือดแดงแข็ง และไทรอยด์

รู้ทันปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นการเกิดตะคริว


มีหลายปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสให้เกิดตะคริวสูงขึ้น ดังนี้


  • อากาศร้อนเกินไป
  • อายุที่มากขึ้น
  • น้ำหนักเกินเกณฑ์
  • การตั้งครรภ์

การวินิจฉัยอาการจากการเป็นตะคริว


กรณีที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ และต้องการหาสาเหตุของการเป็นตะคริว สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีเหล่านี้


  • ซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยแพทย์ : แพทย์จะสอบถามถึงอาการตะคริวที่เป็น เช่น เป็นตะคริวบ่อยแค่ไหน เป็นตะคริวบริเวณไหนบ่อย มักเป็นตะคริวในช่วงเวลาหรือเมื่อทำกิจกรรมอะไร มีอาการผิดปกติที่เป็นร่วมกับการเป็นตะคริวหรือไม่
  • การตรวจเลือด : เพื่อหาระดับสมดุลเกลือแร่ในเลือด ดูการทำงานของไต และดูระดับฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อหาโรคที่อาจเป็นต้นเหตุของอาการตะคริว
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography, EMG) : เพื่อดูการทำงานของเส้นประสาทกล้ามเนื้อ
  • การตรวจรังสีวินิจฉัย (CT Scan หรือ MRI) : เพื่อดูโครงสร้างของอวัยวะภายในร่างกาย และค้นหารอยโรค เช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน เป็นต้น

เป็นตะคริว มีวิธีรักษาหรือไม่?


วิธีแก้ตะคริว

การเป็นตะคริว โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ แต่หากมีอาการปวดก็สามารถใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้ ร่วมกับการดื่มเกลือแร่ เพื่อรักษาสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย อย่างไรก็ตาม หากตะคริวเกิดจากโรคหรือภาวะผิดปกติ เช่น ปัญหาการไหลเวียนโลหิต กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ไทรอยด์ ฯลฯ แพทย์จะทำการรักษาต้นเหตุของอาการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดตะคริวซ้ำ


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นตะคริว?


ดูแลตัวเองเป็นตะคริว

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการตะคริวสามารถหายได้เองภายในเวลาไม่กี่นาที ทั้งนี้ สามารถบรรเทาอาการตะคริวเพื่อให้หายจากตะคริวเร็วขึ้นได้ ด้วยวิธีดังนี้


  • พยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อบริเวณที่เป็นตะคริวให้ตรง แล้วค้างเอาไว้สักครู่
  • นวดคลึงกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวเบา ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว
  • อาจใช้การประคบร้อนเพื่อคลายกล้ามเนื้อ หรือประคบเย็นเพื่อลดปวด

สำหรับผู้ที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ ควรใส่ใจกับการดูแลตนเอง เพื่อลดการเกิดตะคริวด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้


  • ยืดกล้ามเนื้อบ่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อ เช่น การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อขาดน้ำ
  • รับประทานอาหารให้ครบหมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วน โดยเฉพาะแร่ธาตุต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
  • ระมัดระวังการอยู่ในที่ร้อน ทำให้เหงื่อออกมาก ส่งผลให้ร่างกายมีโอกาสสูญเสียน้ำและเกลือแร่จากเหงื่อมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือพฤติกรรมที่อาจทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งได้ง่าย เช่น การนั่ง หรือยืนนาน ๆ และการใส่รองเท้าส้นสูง เป็นต้น

เป็นตะคริวบ่อย หากกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์


ตะคริวเป็นอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเป็นอาการชั่วคราวที่สามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มเป็นตะคริวบ่อยขึ้นจนกระทบต่อคุณภาพชีวิต แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ พร้อมรับการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะสมที่สุดต่อไป


ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมให้คำปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทาง และการตรวจวินิจฉัยมีความแม่นยำ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ร่วมกับการฟื้นฟูร่างกายด้วยการทำกายภาพบำบัด ให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตะคริว


1. ตะคริวป้องกันได้ไหม?


ตะคริวสามารถป้องกันได้ด้วยการหมั่นยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว และควรดื่มน้ำให้เพียงพอในทุก ๆ วัน เพื่อลดโอกาสสูญเสียน้ำ ที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นตะคริวมากขึ้น


2. เป็นตะคริวแบบไหนควรพบแพทย์?


หากเป็นตะคริวนาน เป็นตะคริวบ่อยจนรบกวนการพักผ่อน หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น อาการอ่อนแรง ปวดหลังร้าวลงขา ตัวบวม กล้ามเนื้อกระตุก ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติม


References


Mayo Clinic Staff. (2023, March 07). Muscle cramp. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/muscle-cramp/symptoms-causes/syc-20350820


Muscle Spasms (Muscle Cramps). (2023, October 20). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/muscle-spasms-muscle-cramps


Bordoni, B. Sugumar, K. Varacallo, MA. Muscle Cramps. [Updated 2023 Aug 4]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2025 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK499895/

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital