บทความสุขภาพ

Knowledge

ปวดคอ ปวดคอ สาเหตุเกิดจากอะไร อันตรายไหม มีวิธีรักษาอย่างไร?

นพ. ภูมิบาล เวศย์พิริยะกุล

อาการปวดคอ (Neck Pain) ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ไปจนถึงผู้สูงอายุที่เริ่มมีภาวะความเสื่อมของกระดูกและข้อ ซึ่งอาการปวดต้นคอ อาจเป็นการปวดเมื่อยธรรมดาที่สามารถหายได้เอง หรือในบางคนก็อาจเป็นการปวดคอเรื้อรังจนรบกวนชีวิตประจำวัน และอาจเป็นสัญญาณของโรคบางอย่างที่ซ่อนอยู่


บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า อาการปวดต้นคอเกิดจากสาเหตุอะไร? ปวดคอมีอาการอย่างไร ปวดแบบไหนควรไปพบแพทย์ พร้อมวิธีรักษาบรรเทาอาการปวดต้นคออย่างครบถ้วน


Key Takeaways


  • อาการปวดต้นคอเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การนั่งหรือนอนผิดท่า ความเครียด อุบัติเหตุ กระดูกต้นคอเสื่อม หรือมีการกดทับที่รากประสาทและไขสันหลัง
  • อาการปวดคอที่ควรไปพบแพทย์ ได้แก่ ปวดคอร้าวลงแขน กล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนชา คอขยับได้น้อยลง เงยคอแล้วปวดจี๊ดเหมือนไฟช็อต และเริ่มทรงตัวลำบาก
  • อาการปวดคอสามารถป้องกันได้โดยการปรับท่าทางให้เหมาะสม เช่น นั่งหลังตรง ไม่ก้มคอมองจอนาน ๆ หรือเลือกหมอนที่รับกับช่วงคอพอดี ควบคู่กับออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อคอเป็นประจำ

ปวดคอ มีอาการอย่างไร?


คอของคนเราประกอบด้วย กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine) ทั้งหมด 7 ข้อ เชื่อมต่อกันด้วยหมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อรอบคอ ทำให้คอสามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลาย เช่น ก้ม เงย และหมุนศีรษะ แต่เมื่อโครงสร้างเหล่านี้เกิดความผิดปกติ หรือมีการใช้งานหนักเกินไป ก็อาจนำไปสู่อาการปวดคอได้

อาการปวดคอมีหลายลักษณะ ตั้งแต่ปวดตึงกล้ามเนื้อคอจากการใช้งาน ซึ่งมักไม่อันตราย และส่วนใหญ่จะดีขึ้นเองเมื่อได้พัก แต่หากมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ปวดเรื้อรังร่วมกับอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเคลื่อนไหวคอลำบาก อาจบ่งบอกถึงภาวะที่มีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์


ปวดคอ เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง


ปวดต้นคอเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการปวดคอเกิดจากอะไร หรืออาการปวดต้นคอเกิดจากอะไร เป็นคำถามที่พบบ่อยโดยเฉพาะในวัยทำงาน โดยทั่วไปแล้ว อาการปวดคอสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้


  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต : การนั่งทำงานผิดท่า เช่น หลังงอ คอยื่นไปข้างหน้า การก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ หรือการนอนผิดท่า ทำให้กล้ามเนื้อคอทำงานหนักจนเกิดอาการปวด และอาจนำไปสู่โรคออฟฟิศซินโดรมได้
  • ความเครียด : ความเครียดจะทำให้กล้ามเนื้อเกิดการหดเกร็งตัวและปวดคอ
  • เคยได้รับบาดเจ็บบริเวณคอ : ผู้ที่มีประวัติเคยประสบอุบัติเหตุ เช่น รถชน หรือการกระแทกบริเวณคอ อาจมีความเสี่ยงเกิดภาวะคอเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด เส้นเอ็นอักเสบ หรือกระดูกคอเคลื่อนผิดตำแหน่ง ทำให้เกิดอาการปวดคอเรื้อรังในภายหลังได้
  • เนื้อเยื่อกล้ามเนื้ออักเสบ : ภาวะกล้ามเนื้อคออักเสบ จะทำให้เกิดอาการปวดตึงที่ต้นคอ มีจุดกดเจ็บ และอาจรู้สึกปวดร้าวจากท้ายทอยขึ้นไปที่ศีรษะ ร่วมกับอาการปวดหัว
  • กระดูกต้นคอเสื่อม : ทำให้เกิดอาการปวดคอเรื้อรัง ในบางรายอาจมีภาวะกระดูกงอก หรือหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการชา แขนอ่อนแรง หรือปวดร้าวลงไปถึงปลายนิ้ว และกรณีกดทับไขสันหลัง ผู้ป่วยจะใช้แขนกับมือได้น้อยลง ขยับยากขึ้น เวลาก้มหรือเงยหน้าจะรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต กลั้นขับถ่ายไม่อยู่ ทรงตัวไม่ค่อยได้ หากไม่รีบรักษาอาจเป็นอัมพาตได้

รู้ทันอาการปวดคอ ปวดแบบไหนควรพบแพทย์


อาการปวดคอ

แม้ว่าอาการปวดคอจะหายเองได้ในบางครั้ง แต่หากอาการปวดรุนแรงมากขึ้น และมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยทันที


  • ปวดรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ปวดคอติดต่อกันนานเกิน 1-2 สัปดาห์ แม้พักแล้วไม่ดีขึ้น
  • มีอาการร่วม เช่น ปวดร้าวลงบ่า ไหล่ แขน สะบักจม อาการชา แขนอ่อนแรง หยิบจับอะไรไม่ถนัด หรือเดินเซ ทรงตัวลำบาก
  • เคลื่อนไหวคอได้น้อยลง ไม่สามารถหันคอได้ตามปกติ เงยหน้าแล้วปวดคอ หรือรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต (Lhermitte Sign) เวลาก้มเงย
  • มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย
  • ปวดคอหลังประสบอุบัติเหตุ คอผิดรูป หรือมีก้อนที่คอ

วินิจฉัยอาการปวดคอ ทำยังไง?


วินิจฉัยอาการปวดคอ

การวินิจฉัยว่าอาการปวดคอเกิดจากอะไร แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการปวดคอ พร้อมตรวจประเมินความสามารถในการเคลื่อนไหวของคอ นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้มีการตรวจเพิ่มเติม เช่น


  • การเอกซเรย์ (X-ray) : ตรวจดูโครงสร้างของกระดูกคอและกระดูกสันหลัง รวมถึงภาวะกระดูกงอก
  • การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) : เป็นการตรวจที่ให้ภาพตัดขวางของร่างกาย ช่วยให้เห็นรายละเอียดของกระดูกคอได้อย่างชัดเจน สามารถวินิจฉัยภาวะกระดูกเคลื่อน หรือกระดูกงอกได้แม่นยำขึ้น
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) : เป็นการตรวจที่ให้ภาพ 3 มิติความละเอียดสูง มองเห็นได้ทั้งกระดูก หมอนรองกระดูก เส้นประสาท และไขสันหลัง
  • การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (Electromyography - EMG) : ตรวจการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ใช้ในกรณีที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทถูกกดทับ
  • การตรวจเลือด : ช่วยตรวจวินิจฉัยอาการปวดคอที่อาจมีสาเหตุมาจากการอักเสบหรือติดเชื้อ

วิธีรักษาบรรเทาอาการปวดคอ


วิธีรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและสาเหตุของอาการปวดต้นคอ เบื้องต้นมีแนวทางรักษา ดังนี้


  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : การปรับปรุงท่าทางการนั่งทำงาน (Posture) ให้เหมาะสม ไม่นั่งหลังค่อม คอยื่น ปรับความสูงของโต๊ะทำงานกับเก้าอี้ให้พอดี และจัดเวลาพักเบรก เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดปวดคอ บ่า ไหล่ได้ดี
  • การใช้ยา : สามารถใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือ ยากลุ่ม NSAID (Non-steriod antiinflammatory drug) เพื่อบรรเทาอาการ แต่กรณีปวดตึงคอมาก อาจต้องใช้ยาคลายกล้ามเนื้อในการลดปวด
  • การทำกายภาพบำบัด : สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้เครื่องนวด การใส่เฝือกอ่อนพยุงคอ การดึงคอ การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้าหรือความร้อน รวมถึงการใช้ท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • การฉีดยา : ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาชาเฉพาะที่หรือสเตียรอยด์ เพื่อลดอาการปวด
  • การผ่าตัด : เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น ๆ หรือมีการกดทับที่รากประสาทและไขสันหลัง

วิธีป้องกันอาการปวดคอ ควรทำอย่างไรบ้าง


การดูแลตัวเองเพื่อป้องกันอาการปวดคอ สามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้


  • นั่งทำงานท่าที่ถูกต้อง ใช้เก้าอี้เพื่อสุขภาพที่รองรับสรีระร่างกาย และปรับโต๊ะให้อยู่ในระดับสายตาพอดี
  • หลีกเลี่ยงการก้มมองจอมือถือ หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หาเวลาพักสายตาเป็นระยะ ๆ
  • หมั่นยืดกล้ามเนื้อระหว่างทำงาน ไม่นั่งท่าเดิมนาน ๆ ควบคู่กับการออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและไหล่เป็นประจำ
  • เลือกหมอนที่สามารถรองรับช่วงคอได้พอดี ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการสะพายกระเป๋าหนัก ๆ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อคอแข็งเกร็งได้
  • ไม่เอียงคอหนีบโทรศัพท์ ระหว่างหูกับไหล่เป็นเวลานาน

ปัญหาปวดคอ อย่าปล่อยไว้ให้กวนใจ เข้าตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างตรงจุด


อาการปวดคอ เกิดได้จากหลายสาเหตุ แม้บางครั้งจะสามารถหายได้เอง แต่หากมีอาการปวดเรื้อรัง หรือมีอาการอื่น ๆ เช่น ปวดร้าวลงแขน กล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนชา คอขยับได้น้อยลง และมีอาการทรงตัวลำบาก อาจเป็นสัญญาณการกดทับที่รากประสาทและไขสันหลัง ซึ่งควรพบแพทย์ทันที


สำหรับผู้ที่มีปัญหาปวดคอ เป็น ๆ หาย ๆ มานาน หรือเริ่มปวดจนกระทบต่อการใช้ชีวิต สามารถเข้าปรึกษาและตรวจวินิจฉัยอาการได้ที่ /ศูนย์กระดูกและข้อ/ โรงพยาบาลพระรามเก้า เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางที่สามารถรักษาโรคทางกระดูกและข้อคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งยังมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย ช่วยให้คุณได้รับการรักษาที่ถูกต้องและตรงจุดที่สุด


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปวดคอ


1. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากอาการปวดคอมีอะไรบ้าง?


หากปล่อยให้ปวดคอเรื้อรังโดยไม่รักษา อาจทำให้เส้นประสาทเสียหาย เกิดอาการชา แขนอ่อนแรง เคลื่อนไหวคอลำบาก และอาจทำให้อาการปวดลามไปบริเวณอื่น ๆ ได้


2. สามารถทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ ขณะมีอาการปวดคอรุนแรงได้ไหม?


เมื่อมีอาการปวดคอรุนแรง ไม่ควรทำท่าบริหารที่ต้องมีการเคลื่อนไหวของคอในทันที เพราะอาจทำให้อาการแย่ลง ควรพักคอให้อยู่ในท่าทางปกติที่สุด และรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง


References


Neck Pain. (2022, December 9). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/21179-neck-pain


Mayo Clinic Staff. (2022, August 25). Neck pain. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/neck-pain/symptoms-causes/syc-20375581


6 ways to ease neck pain. (2024, July 23). Harvard Health Publishing. https://www.health.harvard.edu/pain/6-ways-to-ease-neck-pain

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital