อาการปวดไหล่ หรือเจ็บหัวไหล่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นที่เล่นกีฬา วัยทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ไปจนถึงผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาข้อเสื่อม ซึ่งอาการปวดไหล่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ภาวะเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก หรืออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอื่น ๆ ที่แอบซ่อนอยู่ก็ได้เช่นกัน
Key Takeaways
- อาการปวดไหล่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การบาดเจ็บเล็กน้อยของกล้ามเนื้อหรือเอ็น ไปจนถึงโรคอื่น ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหัวไหล่ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคตับ หรือถุงน้ำดีอักเสบ เป็นต้น
- หากปวดหัวไหล่เรื้อรังเกิน 3-6 เดือน หรือมีอาการอื่น ๆ เช่น ปวดร้าวลงแขน แขนอ่อนแรง หรือไหล่ติด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
- อาการปวดไหล่สามารถรักษาได้หลายวิธี ตั้งแต่การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด ไปจนถึงการผ่าตัดในกรณีที่อาการรุนแรง
ปวดไหล่ เกิดจากสาเหตุอะไร?

อาการปวดไหล่ (Shoulder Pain) คือความรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บปวดบริเวณข้อไหล่ โดยข้อต่อไหล่ประกอบด้วยกระดูกสำคัญ 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกต้นแขน (Humerus), กระดูกสะบัก (Scapula) และกระดูกไหปลาร้า (Clavicle) โดยมีกล้ามเนื้อ เอ็น และเส้นประสาทจำนวนมากเชื่อมต่อกันอย่างซับซ้อน ทำให้ข้อไหล่เป็นข้อต่อที่มีความยืดหยุ่น สามารถเคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกาย อีกทั้งยังถูกใช้งานบ่อย จึงทำให้ข้อไหล่อาจเกิดปัญหาได้ง่าย
โดยสาเหตุที่อาจทำให้ปวดกล้ามเนื้อหัวไหล่ มีดังนี้
- การบาดเจ็บจากการใช้งาน : เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย เช่น การยกของหนัก, การออกกำลังกายผิดท่า, หรือการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานในท่าที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อไหล่อักเสบ หรือเส้นเอ็นอักเสบได้
- การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ : การชน การกระแทก หรือการเหวี่ยงแขนแรง ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อไหล่กับเส้นเอ็นฉีกขาด หมอนรองกระดูกหัวไหล่ขาด ข้อไหล่หลุดหรือเคลื่อน และกระดูกหัก
- การเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ : มักพบบ่อยในผู้สูงอายุ เมื่อข้อไหล่ผ่านการใช้งานมานาน ทำให้เกิดการเสื่อม จึงเจ็บไหล่หรือปวดง่ายขึ้น
- ข้อไหล่ติด (Frozen Shoulder) : ภาวะที่ข้อไหล่อักเสบ และมีพังผืดเกิดขึ้นในเยื่อหุ้มข้อ ทำให้ข้อไหล่เคลื่อนไหวได้น้อยลงร่วมกับมีอาการปวด
- โรคข้ออักเสบที่มีข้อไหล่อักเสบร่วมด้วย : เช่น โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) หรือ โรคเกาต์ (Gout) ที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อ
- การอักเสบหรือปวดร้าวจากบริเวณอื่น : เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Ischemia), ถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis), กระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis), โรคตับ รวมไปถึงโรคมะเร็ง (Cancer)
ปวดไหล่ แต่ละตำแหน่งต่างกันอย่างไร

การสังเกตตำแหน่งที่ปวดเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการวินิจฉัยอาการปวดไหล่ เนื่องจากแต่ละตำแหน่งมักจะสัมพันธ์กับสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป เช่น
- ปวดหัวไหล่ด้านบน อาจเกิดจากข้อต่อไหปลาร้าส่วนปลายอักเสบ (Acromioclavicular Joint) หรือปวดกล้ามเนื้อจากการใช้งานหนัก
- ปวดหัวไหล่ด้านหน้า อาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบหรือฉีกขาดของเอ็นกล้ามเนื้อไบเซป (Biceps Brachii Tendon) ผู้ป่วยมักเจ็บหัวไหล่ด้านหน้าเวลายกของหนัก หรือยกแขนไปข้างหน้า
- ปวดหัวไหล่ด้านหลัง มักเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ ทำให้ปวดบริเวณหัวไหล่ด้านหลัง กล้ามเนื้อสะบักและต้นคอ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน บางรายอาจเกิดจากภาวะสะบักจม (Scapular Depression) ร่วมด้วย
- ปวดหัวไหล่ด้านข้าง มักมีปัญหาเกี่ยวกับเส้นเอ็นหัวไหล่ ทำให้ปวดเวลายกแขนขึ้นสูง หรือเมื่อนอนตะแคงทับข้างที่ปวด อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดร้าวลงแขนร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของกระดูกต้นคอกดทับเส้นประสาท
ปวดไหล่เรื้อรังควรทำอย่างไร เมื่อไหร่ต้องไปพบแพทย์?
หากมีอาการปวดบ่าไหล่ขวา หรือปวดไหล่ซ้ายเรื้อรังนานเกิน 3-6 เดือน หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้ง ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และทำการรักษาอย่างเหมาะสม เพราะการปวดไหล่เรื้อรัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ อาจทำให้อาการแย่ลง รักษายากขึ้น และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
วินิจฉัยอาการปวดไหล่ ทำอะไรบ้าง?

การวินิจฉัยอาการปวดไหล่ ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้
- การซักประวัติ : แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียด ทั้งลักษณะการปวด ช่วงเวลาที่ปวด และกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ เช่น ปวดหัวไหล่หลังยกของหนัก
- การตรวจร่างกาย : แพทย์จะตรวจการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไหล่ รวมถึงการกดหาจุดเจ็บ
- การตรวจเพิ่มเติม : แพทย์อาจส่งตรวจเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อหาความผิดปกติของกระดูก เช่น ข้อเสื่อม ข้อเคลื่อน ข้อหลุด หรือมีกระดูกงอก และในรายที่อาจมีการฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือหมอนรองกระดูกข้อไหล่ แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจ MRI เพิ่มเติม
ปวดไหล่รักษาอย่างไร ให้อาการปวดหายกวนใจ
วิธีรักษาอาการปวดไหล่ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการเป็นหลัก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่
รักษาอาการปวดไหล่แบบไม่ผ่าตัด
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : ในช่วงที่มีการอักเสบมาก ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ไหล่หนัก เช่น การยกของหนักหรือการออกกำลังกายที่ต้องใช้ข้อไหล่มากเกินไป และสิ่งสำคัญคือ ไม่ควรพักการใช้งานนานเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดภาวะไหล่ติดได้ แนะนำให้ฝึกท่าบริหารข้อไหล่ร่วมด้วย
- การใช้ยา : แพทย์อาจให้ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวด
- การฉีดยา : การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่สามารถช่วยลดอาการปวดและการอักเสบได้อย่างรวดเร็ว แต่ให้ผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น
- การทำกายภาพบำบัด : ถือเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไหล่ได้ดี โดยแพทย์อาจเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การใช้คลื่นช็อกเวฟ (Shockwave Therapy) เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ, การอัลตราซาวนด์ (Ultrasound Therapy) เพื่อลดปวด เพิ่มการไหลเวียนเลือด, การฝังเข็มหรือการดัดไหล่ เพื่อลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นต้น
รักษาอาการปวดไหล่แบบผ่าตัด
การผ่าตัดเป็นทางเลือกที่แพทย์จะพิจารณาเมื่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่ได้ผล หรือในกรณีที่เส้นเอ็น หรือโครงสร้างสำคัญของข้อไหล่มีการฉีกขาดอย่างรุนแรง
- การผ่าตัดส่องกล้อง : วิธีนี้เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก โดยแพทย์จะสอดกล้องและเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปในข้อไหล่เพื่อทำการรักษา เช่น ตัดเอาพังผืดออก หรือเย็บซ่อมเอ็นไหล่ หลังผ่าตัดเสร็จคนไข้จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดทั่วไป
- การผ่าตัดแบบเปิด : เป็นการผ่าตัดที่ต้องเปิดแผลใหญ่กว่าการผ่าตัดส่องกล้อง มักใช้ในกรณีที่ต้องมีการซ่อมแซมโครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่ หรือการซ่อมแซมการฉีกขาดของเส้นเอ็นที่รุนแรงมาก และไม่สามารถเย็บได้
ปวดไหล่เรื้อรังอย่าปล่อยไว้ รีบรักษา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อาการปวดไหล่ ไม่ว่าจะเป็นปวดไหล่ขวา ไหล่ซ้าย หรือเจ็บไหล่เรื้อรัง ล้วนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ไหล่ติด หรือเส้นเอ็นฉีกขาดได้ การเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว จะช่วยลดความรุนแรง พร้อมฟื้นฟูการทำงานของข้อไหล่ให้กลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้น
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดไหล่ และกำลังมองหาวิธีแก้ที่เห็นผล สามารถเข้ามาปรึกษาได้ที่ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งมีทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย ช่วยให้การรักษาโรคกระดูกและข้อ รวมถึงการบาดเจ็บตามกล้ามเนื้อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยอีกครั้ง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปวดไหล่
1. ปวดไหล่แบบไหนจึงควรพบแพทย์?
ควรไปพบแพทย์หากมีอาการปวดหัวไหล่เรื้อรังร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น แขนอ่อนแรง, ไม่สามารถยกแขนได้, มีอาการปวดร้าวลงแขน หรือปวดจนรบกวนการนอนหลับ
2. วงจรของข้อไหล่ติดเกิดขึ้นได้อย่างไร?
มักเริ่มจากผู้ป่วยมีอาการปวดข้อไหล่จากสาเหตุบางอย่าง ทำให้ไม่กล้าใช้หรือขยับแขนบ่อย ๆ เมื่อข้อไหล่ขยับน้อยลง จะกระตุ้นให้เกิดพังผืดเกาะบริเวณเยื่อหุ้มข้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ข้อไหล่แข็งตึงและเคลื่อนไหวได้จำกัด
3. แก้อาการปวดไหล่ด้วยตัวเองได้ไหม?
หากมีอาการปวดไหล่จากการใช้งานหนักหรือการบาดเจ็บเล็กน้อย มีวิธีแก้อาการปวดไหล่ด้วยตัวเองเบื้องต้น คือ ลดการใช้งานลงในระยะแรก พร้อมประคบเย็นในช่วง 24-48 ชั่วโมงนับจากเริ่มมีอาการ ทานยาบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอล หรือยากลุ่ม NSAID ทั้งนี้ ไม่ควรหยุดใช้ไหล่นานเกิน 2-3 วัน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะไหล่ติดได้
References
Shoulder Pain. (2023, July 10). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/symptoms/25122-shoulder-pain
Pietrangelo, A. (2023, May 22). Why Does My Shoulder Hurt?. Healthline. https://www.healthline.com/health/chronic-pain/shoulder-pain
Durning, M.V. (2024, June 19). Shoulder Pain. WebMD. https://www.webmd.com/pain-management/why-does-my-shoulder-hurt