บทความสุขภาพ

Knowledge

วุ้นในตาเสื่อม เห็นจุดดำลอยไปมา อันตรายไหม มีวิธีรักษายังไง?

นพ. ศิริพงศ์ สินประจักษ์ผล

วุ้นในตาเสื่อม เห็นจุดดำลอยไปมา อันตรายไหม มีวิธีรักษายังไง?

หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นจุดดำลอยไปมาคล้ายหยากไย่ในดวงตา โดยเฉพาะเวลามองพื้นขาวหรือท้องฟ้า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “วุ้นในตาเสื่อม” ซึ่งเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ตามอายุและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจรักษา อาจส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาวได้


เพราะวุ้นในตาเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน บทความนี้จึงจะพาคุณไปทำความรู้จักกับโรควุ้นในตาเสื่อมให้มากขึ้นว่า วุ้นในตาเสื่อมเกิดจากอะไร วุ้นในตาเสื่อมหายได้ไหม มีวิธีการรักษาอย่างไร เพื่อให้คุณเข้าใจและรับมือได้อย่างถูกวิธี


Key Takeaways


  • วุ้นตาเสื่อม คือภาวะที่วุ้นตา (Vitreous Humor) ซึ่งเป็นของเหลวคล้ายเจลที่อยู่ภายในลูกตาเกิดการเสื่อมสภาพและหดตัวลง ทำให้เห็นเป็นจุดหรือเส้นใยลอยไปมาในสายตา
  • อาการของวุ้นตาเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ เห็นจุดดำหรือเส้นใยลอยไปมา เห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ
  • กรณีเห็นจุดดำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเป็นสัญญาณของจอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
  • การรักษาโรควุ้นตาเสื่อม จะขึ้นอยู่กับความรุนแรง หากมีอาการไม่มากนัก จะเน้นที่การปรับตัว สวมใส่แว่นที่เหมาะสม แต่กรณีที่มีจอประสาทตาฉีกขาดร่วมด้วย อาจต้องรักษาด้วยเลเซอร์ และหากรุนแรงอาจต้องทำการผ่าตัด

วุ้นในตาเสื่อมคืออะไร?


วุ้นในตา (Vitreous Humor) คือของเหลวที่มีลักษณะคล้ายเจลใส ทำหน้าที่รักษาโครงสร้างและรูปร่างของลูกตาให้อยู่คงที่ และช่วยให้แสงเดินทางผ่านไปยังจอประสาทตา (Retina) ได้อย่างราบรื่น


เมื่ออายุมากขึ้น หรือมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่ส่งผลให้วุ้นในตาเสื่อมสภาพจากเจลหนืดใสกลายเป็นของเหลว เส้นใยคอลลาเจนกับโปรตีนภายในแยกตัวออกจากกัน เกิดการหดตัวและรวมตัวเป็นก้อนตะกอนทึบแสง จะทำให้ผู้ที่มีภาวะวุ้นในตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) มองเห็นเป็นจุดดำเล็ก ๆ หรือเส้นใยคล้ายหยากไย่ลอยไปมา โดยมักเห็นชัดเมื่อมองพื้นหลังสีอ่อน เช่น ท้องฟ้า หรือผนังสีขาว เป็นต้น


วุ้นในตาเสื่อม เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง


วุ้นในตาเสื่อมเกิดจากอะไร

วุ้นในตาเสื่อม เกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อม ได้แก่


  • อายุ : วุ้นในตาเสื่อม มีสาเหตุหลักจากการเสื่อมสภาพลงตามอายุ วุ้นในตาจะหดตัวและเป็นของเหลวมากขึ้น ทำให้เห็นตะกอนโปรตีนลอยไปมาชัดเจน โดยเฉพาะในคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีเป็นต้นไป
  • การกระทบกระเทือนที่ดวงตา : การเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้ดวงตากระทบกระเทือนอย่างรุนแรง กระตุ้นให้เกิดการเสื่อมของโปรตีนในวุ้นตาเร็วขึ้น หรือทำให้จอตาเกิดการฉีกขาดหรือหลุดลอกได้
  • สายตาสั้นมาก ๆ : ผู้ที่มีสายตาสั้นมากกว่า -6.00 ไดออปเตอร์ จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ
  • ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดต้อกระจก : ผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดต้อกระจก เช่น ถุงหุ้มเลนส์ฉีกขาด (Ruptured Posterior Capsule) มีโอกาสที่วุ้นตาจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และยังเพิ่มความเสี่ยงเกิดจอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอกในอนาคตได้
  • โรคเบาหวาน : ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) จะมีความเสี่ยงเส้นเลือดที่จอประสาทตาแตกได้ง่าย ทำให้มีเลือดออกในวุ้นตา เพิ่มโอกาสเป็นวุ้นในตาเสื่อมสูงขึ้น
  • การอักเสบในวุ้นตาและจอตา (Intermediate and Posterior Uveitis) : การอักเสบที่ทำให้วุ้นในตาเสื่อมเร็วขึ้น อาจมาจากการติดเชื้อ ภาวะของภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงการป่วยเป็นมะเร็ง

วุ้นในตาเสื่อม อาการเป็นอย่างไร?


วุ้นตาเสื่อมมีอาการหลัก ๆ ที่พบได้บ่อย ดังนี้


  • เห็นเป็นจุดเล็ก ๆ, เส้นใย, วงแหวน, หรือหยากไย่ในตาที่ลอยไปมาเมื่อสายตาขยับ
  • เห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ หรือแสงไฟกะพริบในลานสายตา ซึ่งมักเกิดจากการที่วุ้นตาหดตัวและดึงรั้งจอประสาทตา

หากอาการวุ้นในตาเสื่อมเหล่านี้ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง หรือการมองเห็นส่วนใดส่วนหนึ่งในลานสายตามืดไป นั่นอาจเป็นสัญญาณของจอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้


ผลกระทบจากอาการวุ้นในตาเสื่อมมีอะไรบ้าง?


แม้ว่าอาการวุ้นในตาเสื่อมส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้ก็อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการมองเห็นได้ ดังนี้


  • ผลกระทบต่อการมองเห็น : อาการหยากไย่ในตา รักษาไม่ได้ด้วยยา ทำให้ผู้ป่วยอาจรู้สึกรำคาญใจที่เห็นจุดลอยไปมาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือ การขับรถ หรือการทำงานที่ต้องใช้สายตาอย่างละเอียด
  • ผลกระทบทางจิตใจ : ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกวิตกกังวล เครียด หรือซึมเศร้าจากการที่มีจุดลอยไปมาในสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาว
  • ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง : วุ้นในตาเสื่อมอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย เช่น จอประสาทตาฉีกขาด (Retinal Tear) หรือจอประสาทตาหลุดลอก (Retinal Detachment) ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

ตรวจวินิจฉัยวุ้นในตาเสื่อม ทำอย่างไร?


วินิจฉัยวุ้นในตาเสื่อม

หากพบอาการวุ้นในตาเสื่อม ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ โดยการตรวจ ประกอบด้วย


  • การตรวจพื้นฐาน : แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจลักษณะภายนอกของตา และทำการตรวจวัดสายตา เพื่อประเมินความสามารถในการมองเห็นเบื้องต้น
  • การตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องมือพิเศษ : จักษุแพทย์จะหยอดยาขยายรูม่านตา จากนั้นจะใช้กล้องจุลทรรศน์หรือเครื่องมือ Slit-Lamp เพื่อตรวจดูจอประสาทตาและวุ้นตาโดยละเอียด รวมถึงการถ่ายภาพจอตามุมกว้าง (Wide-Field Fundus Photography) ซึ่งยาหยอดตาอาจมีผลข้างเคียงทำให้ตาพร่ามัว สู้แสงไม่ได้เป็นเวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง ควรงดขับรถ และสวมแว่นกันแดดเมื่อต้องเจอแดด

วิธีรักษาวุ้นในตาเสื่อม ฟื้นฟูการมองเห็น


วิธีรักษาวุ้นในตาเสื่อม

วุ้นในตาเสื่อม รักษาได้หลายแนวทางขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ได้แก่


  • รักษาแบบประคับประคอง ร่วมกับการสังเกตอาการ : วุ้นในตาเสื่อมส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องรักษาโดยตรง เพราะก่อให้เกิดเพียงความรำคาญ แต่ไม่มีอันตรายใด ๆ ซึ่งร่างกายและสายตาสามารถปรับตัวจนชินกับเงาดำที่เห็นได้เอง โดยแพทย์มักแนะนำให้ปรับตัว สวมใส่แว่นที่เหมาะสมกับสายตา ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ร่วมกับการสังเกตอาการเป็นระยะ
  • การเลเซอร์ : ใช้ในกรณีที่ตรวจพบจอประสาทตาฉีกขาด เพื่อช่วยปิดรอยฉีก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะจอตาหลุดลอก
  • การผ่าตัด : การผ่าตัดจะใช้สำหรับกรณีที่มีอาการวุ้นในตาเสื่อมรุนแรงมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ตามปกติ หรือในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น จอประสาทตาหลุดลอก

วุ้นในตาเสื่อม ภัยเงียบต่อการมองเห็นที่ควรระวัง


วุ้นในตาเสื่อมส่วนใหญ่จะแค่ก่อให้เกิดความรำคาญ ไม่เป็นอันตราย แต่ในบางกรณีก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนนำไปสู่ภาวะจอตาหลุดลอก ซึ่งเป็นผลให้ตาบอดได้ จึงควรให้สำคัญกับการดูแลสุขภาพดวงตาและเข้ารับการตรวจตาเป็นประจำ


หากคุณมีอาการวุ้นในตาเสื่อม เห็นจุดลอยไปมาในตา มีแสงวาบในตา หรือการมองเห็นมืดไปบางส่วน สามารถเข้ารับการวินิจฉัยได้ที่ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมด้วยเครื่องมือทันสมัยในการดูแลภาวะวุ้นในตาเสื่อมและโรคตาอื่น ๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ช่วยดูแลสุขภาพดวงตาของคุณอย่างรอบด้าน


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวุ้นในตาเสื่อม


กินอะไรช่วยบำรุงวุ้นในตาเสื่อม?

วุ้นในตาเสื่อม ต้องกินอะไร? ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าการรับประทานอาหารเสริมหรืออาหารชนิดใดจะสามารถรักษาหรือป้องกันภาวะวุ้นในตาเสื่อมได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาโดยรวม เช่น ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ปลาทะเล และปลาน้ำจืดที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยบำรุงสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงได้


วุ้นในตาเสื่อม หายเองได้ไหม?


โดยส่วนใหญ่แล้ว จุดหรือเส้นใยที่ลอยไปมาจะไม่ได้หายไปเอง แต่สมองจะเรียนรู้ที่จะปรับตัวและละเลยสิ่งรบกวนเหล่านี้ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าอาการดีขึ้นหรือหายไปในที่สุด แต่หากมีอาการวุ้นในตาเสื่อมรุนแรง และรบกวนการมองเห็นมาก ๆ ควรรีบพบแพทย์ทันที


References


Posterior Vitreous Detachment. (2024, May 8). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/14413-posterior-vitreous-detachment


Mauldin, A. (2025, Mar 5). Vitreous Degeneration. Osmosis. https://www.osmosis.org/answers/vitreous-degeneration


Kellogg Eye Center. (n.d.). Vitreous Degeneration. University of Michigan. https://www.med.umich.edu/1libr/Ophthalmology/comprehensive/VitreousDegeneration.pdf

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital