บทความสุขภาพ

Knowledge

Muscle Strain คืออะไร รู้จักอาการกล้ามเนื้อฉีกที่ไม่ว่าใครก็เป็นได้

นพ. ณัฐวุฒิ ไพสินสมบูรณ์

กล้ามเนื้อ เป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ช่วยในการเคลื่อนไหวและพยุงข้อต่าง ๆ แต่หากมีการใช้งานหนักหรือยืดเกินขีดจำกัด อาจเกิดภาวะ Muscle Strain หรือภาวะกล้ามเนื้อฉีกขาด ซึ่งเป็นอาการที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคน และพบบ่อยในผู้ที่ใช้งานกล้ามเนื้อหนัก


การรู้จักถึงสาเหตุของภาวะ Muscle Strain คืออะไร มีปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีก และวิธีดูแลตนเองเบื้องต้น จะช่วยให้คุณสามารถป้องกัน ลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ และฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้อย่างถูกวิธี


Key Takeaways


  • Muscle Strain คือ ภาวะกล้ามเนื้อฉีกขาดที่เกิดจากการยืดหรือหดตัวมากเกินไป มักพบในผู้ที่เล่นกีฬา ใช้งานกล้ามเนื้อหนัก หรือเคลื่อนไหวร่างกายกะทันหัน
  • อาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยกล้ามเนื้อฉีก ได้แก่ ปวดเฉียบพลัน เคลื่อนไหวได้จำกัด มีรอยช้ำหรือบวมบริเวณที่บาดเจ็บ หากมีการฉีกขาดรุนแรง อาจเห็นรอยบุ๋ม หรือเคลื่อนไหวไม่ได้เลย
  • สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงมักเกี่ยวข้องกับการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ การอุ่นร่างกายไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อขาดความยืดหยุ่น ไปจนถึงการเกิดแรงปะทะระหว่างเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุ

Muscle Strain คืออาการกล้ามเนื้อฉีกขาดที่ไม่ควรมองข้าม


Muscle Strain หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด คือภาวะบาดเจ็บของเส้นใยกล้ามเนื้อที่เกิดจากการยืดหรือหดตัวมากเกินไป จนทำให้เส้นใยบางส่วนหรือทั้งหมดเกิดการฉีกขาด ภาวะนี้มักเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน การออกแรงมากเกินไป หรือการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ โดยไม่ได้มีการยืดคลายกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬาหรือใช้กล้ามเนื้ออย่างหนัก


อาการของภาวะกล้ามเนื้อฉีกขาดมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงรุนแรง สำหรับการฉีกขาดเพียงเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล เพียงแค่พักการใช้งานกล้ามเนื้อ ร่างกายก็สามารถซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดได้เอง แต่หากมีการฉีกขาดมาก และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวในระยะยาว


ดังนั้น หากเกิดการบาดเจ็บและสงสัยว่าจะเกิดภาวะ Muscle Strain สิ่งสำคัญที่สุดคือการหยุดใช้งานกล้ามเนื้อทันที และหากมีอาการปวดรุนแรง ให้เข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม


กล้ามเนื้อฉีกมีอาการเป็นอย่างไร?


muscle strain อาการแสดง

อาการและสัญญาณที่บ่งบอกว่าการบาดเจ็บเกิดจากกล้ามเนื้อฉีก มีดังต่อไปนี้


  • เกิดเสียง ‘ป๊อก’ ขึ้นทันที ซึ่งเป็นเสียงที่มาจากกล้ามเนื้อฉีกขาดออกจากกัน
  • มีอาการปวดรุนแรงเฉียบพลันทันทีที่ได้รับบาดเจ็บ
  • สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างจำกัด กรณีที่มีการฉีกขาดมากอาจทำให้ปวดจนไม่สามารถขยับได้
  • เกิดอาการบวม อักเสบ
  • เกิดรอยเขียว ฟกช้ำ จากเส้นเลือดฝอยบริเวณที่บาดเจ็บเกิดฉีกขาดด้วย
  • เกิดรอยบุ๋มจากการฉีกขาดของกล้ามเนื้อในระดับกลางไปจนถึงรุนแรง

กล้ามเนื้อฉีกเกิดจากสาเหตุใด?


มีหลายสาเหตุที่อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาด ได้แก่


  • การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการหกล้ม ตกบันได หรือถูกชนกระแทกอย่างรุนแรง ก็สามารถทำให้กล้ามเนื้อถูกยืดอย่างกะทันหันและรุนแรงจนเกิดการฉีกขาดขึ้น
  • การเคลื่อนไหวในท่าเดิมซ้ำ ๆ เช่น การนั่งทำงานหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ หรือการยกของหนักในท่าเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บสะสมจนเกิดการฉีกขาดได้
  • การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา โดยไม่อบอุ่นร่างกายก่อน ทำให้กล้ามเนื้อไม่ยืดหยุ่น เมื่อกล้ามเนื้อต้องเจอกับการหดและยืดที่รวดเร็วและรุนแรง จึงทำให้กล้ามเนื้อฉีกได้ง่าย

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสให้กล้ามเนื้อฉีกขาด มีอะไรบ้าง?


กล้ามเนื้อฉีกขาด

นอกจากสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ Muscle Strain หรือกล้ามเนื้อฉีกขาดแล้ว หากมีปัจจัยดังต่อไปนี้ ก็อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการบาดเจ็บมากขึ้น


  • การใช้งานกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุล พบได้บ่อยในผู้ที่เล่นกีฬาเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อเฉพาะจุด ทำให้เมื่อมีการใช้งานอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อที่อ่อนแอกว่าจะถูกกล้ามเนื้อที่แข็งแรงดึงจนฉีก หรือขาดออกจากกัน
  • กล้ามเนื้อขาดความยืดหยุ่น กล้ามเนื้อที่แข็งตึง หรือไม่ได้รับการยืดเหยียดอย่างสม่ำเสมอ จะสูญเสียความสามารถในการขยายตัว เมื่อมีการออกแรงทันทีหรือเคลื่อนไหวกะทันหัน กล้ามเนื้อจึงรับแรงไม่ไหว และเกิดการฉีกขาดได้ง่าย
  • การบาดเจ็บซ้ำ กล้ามเนื้อที่ยังไม่ทันฟื้นตัวดีถูกทำให้บาดเจ็บซ้ำ และเพิ่มโอกาสให้เกิดการฉีกขาดรุนแรงกว่าเดิม อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดพังผืด หรือภาวะอักเสบเรื้อรังตามมา
  • การใช้งานกล้ามเนื้อผิดวิธี ยกตัวอย่างเช่น การวิ่งแอ่นเข่าไปด้านหลัง หรือการยกของโดยใช้ท่าทางไม่ถูกต้อง อาจทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนถูกยืดเกินขีดจำกัด โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลังเข่าและต้นขา ซึ่งมีโอกาสเกิดการฉีกขาดได้ง่ายเมื่ออยู่ในท่าทางดังกล่าว
  • การเล่นกีฬาที่มีการปะทะ หรือจำเป็นต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มักจะมีจังหวะที่ต้องเร่งความเร็ว หยุด หรือเปลี่ยนทิศเคลื่อนไหวกะทันหัน ทำให้กล้ามเนื้อหดและยืดตัวอย่างรุนแรง และมีโอกาสเกิดการฉีกขาดขึ้นได้ นอกจากนี้ การปะทะโดยตรงจากคู่ต่อสู้หรืออุปกรณ์กีฬา ยังสามารถทำให้กล้ามเนื้อช้ำหรือฉีกขาดจากแรงกระแทกได้โดยตรงเช่นกัน

กล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง นอกจากจะเป็นปัจจับหนึ่งที่ทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ง่ายขึ้นแล้ว ก็ยังสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นโดยรอบ ยกตัวอย่างเช่น เอ็นไขว้หน้าขาด ที่อาจเกิดจากกล้ามเนื้อรอบเข่าไม่แข็งแรง เมื่อมีการบาดเจ็บขึ้น จึงมีโอกาสที่เอ็นไขว้หน้าจะขาดได้ง่ายกว่าผู้ที่มีกล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง


ระดับการฉีกขาดของ Muscle Strain เป็นอย่างไร?


ระดับการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ จะส่งผลต่อระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ ซึ่งสามารถแบ่งระดับการฉีกขาดของกล้ามเนื้อได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้


  • ระดับที่ 1 (Grade I) Muscle Fiber หรือเส้นใยกล้ามเนื้อบางส่วนเกิดการฉีกเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดช้ำ และมีอาการปวดเพิ่มขึ้นเมื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อ แต่จะไม่เห็นรอยฟกช้ำ อาการจะดีขึ้นภายใน 10-21 วัน
  • ระดับที่ 2 (Grade II) เป็นการฉีกขาดระดับกลาง โดยมีการฉีกขาดที่มัดกล้ามเนื้อบางส่วน แต่ไม่เกิน 50% ของกล้ามเนื้อมัดนั้น อาจสังเกตเห็นหรือสัมผัสถึงรอยบุ๋มได้เล็กน้อย และมักพบรอยฟกช้ำรอบ ๆ บริเวณที่บาดเจ็บ ส่วนใหญ่จะใช้เวลารักษาประมาณ 1-2 เดือน
  • ระดับที่ 3 (Grade III) เป็นระดับที่กล้ามเนื้อมีการฉีกขาดเกิน 50% หรือฉีกขาดทั้งมัด สามารถเห็นรอยบุ๋มชัดเจน และกรณีที่ฉีกขาดทั้งหมด จะสามารถคลำพบก้อนกล้ามเนื้อที่หดตัวเป็นก้อนได้ ซึ่งการบาดเจ็บระดับนี้อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซ่อมแซมกล้ามเนื้อ และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า 3 เดือนหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

การวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อฉีก Muscle Strain


กล้ามเนื้อฉีก ควรทําอย่างไร

การวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อฉีก สามารถทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจร่างกายเบื้องต้น โดยแพทย์จะซักถามประวัติอาการ ลักษณะของการบาดเจ็บ รวมถึงกิจกรรมที่ทำก่อนเกิดเหตุ จากนั้นจะตรวจประเมินบริเวณที่บาดเจ็บ สังเกตอาการบวม ช้ำ หรือกดเจ็บ และทดสอบการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เพื่อประเมินระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น


ในกรณีที่สงสัยว่ากล้ามเนื้ออาจฉีกขาดรุนแรง หรือมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรืออัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เพิ่มเติม เพื่อช่วยยืนยันผลวินิจฉัยและระบุขอบเขตของการฉีกขาดได้อย่างแม่นยำ ซึ่งข้อมูลจากการตรวจ MRI จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนการรักษา โดยเฉพาะกรณีที่อาจต้องผ่าตัดร่วมด้วย


ตรวจพบกล้ามเนื้อฉีก สามารถรักษาได้อย่างไร?


การรักษาภาวะกล้ามเนื้อฉีกจะขึ้นอยู่กับระดับการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ หากกล้ามเนื้อมีการฉีกขาดไม่มาก (ฉีกขาดระดับ Grade I หรือ Grade II) ก็สามารถรักษาด้วยการประคับประคองได้ แต่กรณีที่การฉีกขาดรุนแรงมากหรือฉีกขาดทั้งหมด แพทย์มักแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งแนวทางการรักษาเมื่อกล้ามเนื้อฉีก มีดังต่อไปนี้


การทานยา หรือฉีดยา


ในกรณีที่มีอาการปวดหรืออักเสบ แพทย์อาจให้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบของกล้ามเนื้อบางส่วน สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบวมมาก หรือมีการอักเสบที่กล้ามเนื้อเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุด เพื่อช่วยลดอาการปวด


ทั้งนี้ ควรใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการใช้ยาเกินขนาดหรือผิดวิธี อาจส่งผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อรอบข้างได้


การทำกายภาพบำบัด


การทำกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการลดอาการบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อฉีก และช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อหลังการบาดเจ็บ ซึ่งการทำกายภาพมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยนักกายภาพบำบัด ไปจนถึงการใช้เครื่องมือกายภาพบำบัด เช่น เครื่อง Shockwave ฟื้นฟูกล้ามเนื้อเฉพาะจุด หรือการใช้ Ultrasound เพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ เป็นต้น


การผ่าตัด


ในกรณีที่กล้ามเนื้อฉีกขาดรุนแรงหรือฉีกขาดทั้งหมด แพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อเย็บซ่อมแซมเส้นใยกล้ามเนื้อที่ขาดให้กลับมาต่อกัน การผ่าตัดมักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดมาก เคลื่อนไหวไม่ได้ หรือมีภาวะเลือดออกภายในกล้ามเนื้อร่วมด้วย


หลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องทำกายภาพบำบัดตามแผนที่แพทย์กำหนด เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว และกลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด


การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อฉีก


หากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บกะทันหัน สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ด้วยหลักการ RICE ซึ่งย่อมาจาก


  • Rest ให้พักการใช้งานกล้ามเนื้อทันที ป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ
  • Ice ให้ใช้การประคบเย็นเพื่อลดการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ ทำให้อาการปวดทุเลาลง
  • Compression ใช้ผ้าพยุงพันบริเวณที่กล้ามเนื้อฉีกขาด เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว และลดอาการบวม
  • Elevation ให้ยกบริเวณที่บาดเจ็บขึ้นเหนือหัวใจ เพื่อลดการไหลเวียนเลือดไปยังบริเวณที่บาดเจ็บ

นอกจากหลักการ RICE ยังมีแนวทางใหม่คือ “PEACE & LOVE” ที่พัฒนาเพิ่มเติมให้เหมาะกับการฟื้นฟูการบาดเจ็บมากขึ้น โดยมีส่วนต่างและเพิ่มเติมจากหลักการเดิมคือ


  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) และงดประคบน้ำแข็งในช่วงแรก เพื่อไม่รบกวนกระบวนการซ่อมแซมของร่างกาย
  • เน้นการให้ความรู้ (Educate) และเข้าใจอาการเจ็บแทนการหยุดพักนานเกินไป
  • สนับสนุนการเคลื่อนไหวและใช้กล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม (Load, Exercise) เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ
  • ให้ความสำคัญกับจิตใจ (Optimism) เพราะทัศนคติที่ดี ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น

Muscle Strain คือภาวะกล้ามเนื้อฉีกที่ควรใส่ใจตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ


Muscle Strain คือ ภาวะกล้ามเนื้อฉีกขาดที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ ซึ่งมักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อเกินขีดจำกัด หรือเกิดแรงกระชากอย่างกะทันหัน หากละเลยไม่รีบรักษา อาจส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเรื้อรัง หรือเกิดการฉีกซ้ำได้ การเข้าใจพร้อมสังเกตอาการกล้ามเนื้อฉีกได้ตั้งแต่ระยะแรก เช่น ปวด ตึง หรือบวมเฉพาะจุด และเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์ จะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างเหมาะสมและฟื้นตัวเร็วขึ้น


สำหรับผู้ที่มีอาการสงสัยว่าอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อฉีก หรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง สามารถเข้ารับการประเมินและรักษาได้ที่ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เราพร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางจากหลากหลายสาขา ร่วมกับนักกายภาพบำบัด เพื่อให้การรักษาฟื้นฟูกล้ามเนื้อเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระอีกครั้ง


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Muscle Strain


1. กล้ามเนื้อฉีกแบบไหนที่ควรพบแพทย์


ควรพบแพทย์เมื่ออาการปวดไม่ทุเลาลง มีอาการปวดชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง


References


Muscle Strain. (2025, February 18). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/22336-muscle-strains


Mayo Clinic Staff. (2022, October 11). Muscle strains. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/muscle-strains/symptoms-causes/syc-20450507


Noonan, TJ. & Garrett, WE. Jr (1999). Muscle strain injury: diagnosis and treatment. The Journal of the American Academy of Orthopaedic Surgeons, 7(4), 262–269. https://doi.org/10.5435/00124635-199907000-00006

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital