บทความสุขภาพ
Knowledge
นพ. ณัฐวุฒิ ไพสินสมบูรณ์

กล้ามเนื้อ เป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ช่วยในการเคลื่อนไหวและพยุงข้อต่าง ๆ แต่หากมีการใช้งานหนักหรือยืดเกินขีดจำกัด อาจเกิดภาวะ Muscle Strain หรือภาวะกล้ามเนื้อฉีกขาด ซึ่งเป็นอาการที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคน และพบบ่อยในผู้ที่ใช้งานกล้ามเนื้อหนัก
การรู้จักถึงสาเหตุของภาวะ Muscle Strain คืออะไร มีปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีก และวิธีดูแลตนเองเบื้องต้น จะช่วยให้คุณสามารถป้องกัน ลดความรุนแรงของการบาดเจ็บ และฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้อย่างถูกวิธี
Key Takeaways
Muscle Strain หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด คือภาวะบาดเจ็บของเส้นใยกล้ามเนื้อที่เกิดจากการยืดหรือหดตัวมากเกินไป จนทำให้เส้นใยบางส่วนหรือทั้งหมดเกิดการฉีกขาด ภาวะนี้มักเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน การออกแรงมากเกินไป หรือการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ โดยไม่ได้มีการยืดคลายกล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬาหรือใช้กล้ามเนื้ออย่างหนัก
อาการของภาวะกล้ามเนื้อฉีกขาดมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงรุนแรง สำหรับการฉีกขาดเพียงเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล เพียงแค่พักการใช้งานกล้ามเนื้อ ร่างกายก็สามารถซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดได้เอง แต่หากมีการฉีกขาดมาก และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวในระยะยาว
ดังนั้น หากเกิดการบาดเจ็บและสงสัยว่าจะเกิดภาวะ Muscle Strain สิ่งสำคัญที่สุดคือการหยุดใช้งานกล้ามเนื้อทันที และหากมีอาการปวดรุนแรง ให้เข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม

อาการและสัญญาณที่บ่งบอกว่าการบาดเจ็บเกิดจากกล้ามเนื้อฉีก มีดังต่อไปนี้
มีหลายสาเหตุที่อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาด ได้แก่

นอกจากสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะ Muscle Strain หรือกล้ามเนื้อฉีกขาดแล้ว หากมีปัจจัยดังต่อไปนี้ ก็อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการบาดเจ็บมากขึ้น
กล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรง นอกจากจะเป็นปัจจับหนึ่งที่ทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ง่ายขึ้นแล้ว ก็ยังสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นโดยรอบ ยกตัวอย่างเช่น เอ็นไขว้หน้าขาด ที่อาจเกิดจากกล้ามเนื้อรอบเข่าไม่แข็งแรง เมื่อมีการบาดเจ็บขึ้น จึงมีโอกาสที่เอ็นไขว้หน้าจะขาดได้ง่ายกว่าผู้ที่มีกล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง
ระดับการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ จะส่งผลต่อระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ ซึ่งสามารถแบ่งระดับการฉีกขาดของกล้ามเนื้อได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

การวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อฉีก สามารถทำได้ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจร่างกายเบื้องต้น โดยแพทย์จะซักถามประวัติอาการ ลักษณะของการบาดเจ็บ รวมถึงกิจกรรมที่ทำก่อนเกิดเหตุ จากนั้นจะตรวจประเมินบริเวณที่บาดเจ็บ สังเกตอาการบวม ช้ำ หรือกดเจ็บ และทดสอบการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เพื่อประเมินระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น
ในกรณีที่สงสัยว่ากล้ามเนื้ออาจฉีกขาดรุนแรง หรือมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรืออัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เพิ่มเติม เพื่อช่วยยืนยันผลวินิจฉัยและระบุขอบเขตของการฉีกขาดได้อย่างแม่นยำ ซึ่งข้อมูลจากการตรวจ MRI จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนการรักษา โดยเฉพาะกรณีที่อาจต้องผ่าตัดร่วมด้วย
การรักษาภาวะกล้ามเนื้อฉีกจะขึ้นอยู่กับระดับการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ หากกล้ามเนื้อมีการฉีกขาดไม่มาก (ฉีกขาดระดับ Grade I หรือ Grade II) ก็สามารถรักษาด้วยการประคับประคองได้ แต่กรณีที่การฉีกขาดรุนแรงมากหรือฉีกขาดทั้งหมด แพทย์มักแนะนำให้ผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งแนวทางการรักษาเมื่อกล้ามเนื้อฉีก มีดังต่อไปนี้
ในกรณีที่มีอาการปวดหรืออักเสบ แพทย์อาจให้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบของกล้ามเนื้อบางส่วน สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบวมมาก หรือมีการอักเสบที่กล้ามเนื้อเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุด เพื่อช่วยลดอาการปวด
ทั้งนี้ ควรใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการใช้ยาเกินขนาดหรือผิดวิธี อาจส่งผลข้างเคียงต่อเนื้อเยื่อรอบข้างได้
การทำกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการลดอาการบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อฉีก และช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อหลังการบาดเจ็บ ซึ่งการทำกายภาพมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อโดยนักกายภาพบำบัด ไปจนถึงการใช้เครื่องมือกายภาพบำบัด เช่น เครื่อง Shockwave ฟื้นฟูกล้ามเนื้อเฉพาะจุด หรือการใช้ Ultrasound เพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ เป็นต้น
ในกรณีที่กล้ามเนื้อฉีกขาดรุนแรงหรือฉีกขาดทั้งหมด แพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อเย็บซ่อมแซมเส้นใยกล้ามเนื้อที่ขาดให้กลับมาต่อกัน การผ่าตัดมักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดมาก เคลื่อนไหวไม่ได้ หรือมีภาวะเลือดออกภายในกล้ามเนื้อร่วมด้วย
หลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะต้องทำกายภาพบำบัดตามแผนที่แพทย์กำหนด เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว และกลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
หากผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บกะทันหัน สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ด้วยหลักการ RICE ซึ่งย่อมาจาก
นอกจากหลักการ RICE ยังมีแนวทางใหม่คือ “PEACE & LOVE” ที่พัฒนาเพิ่มเติมให้เหมาะกับการฟื้นฟูการบาดเจ็บมากขึ้น โดยมีส่วนต่างและเพิ่มเติมจากหลักการเดิมคือ
Muscle Strain คือ ภาวะกล้ามเนื้อฉีกขาดที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา คนทำงาน หรือผู้สูงอายุ ซึ่งมักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อเกินขีดจำกัด หรือเกิดแรงกระชากอย่างกะทันหัน หากละเลยไม่รีบรักษา อาจส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเรื้อรัง หรือเกิดการฉีกซ้ำได้ การเข้าใจพร้อมสังเกตอาการกล้ามเนื้อฉีกได้ตั้งแต่ระยะแรก เช่น ปวด ตึง หรือบวมเฉพาะจุด และเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์ จะช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างเหมาะสมและฟื้นตัวเร็วขึ้น
สำหรับผู้ที่มีอาการสงสัยว่าอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อฉีก หรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง สามารถเข้ารับการประเมินและรักษาได้ที่ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพระรามเก้า เราพร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางจากหลากหลายสาขา ร่วมกับนักกายภาพบำบัด เพื่อให้การรักษาฟื้นฟูกล้ามเนื้อเป็นไปอย่างราบรื่น และสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระอีกครั้ง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ควรพบแพทย์เมื่ออาการปวดไม่ทุเลาลง มีอาการปวดชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
References
Muscle Strain. (2025, February 18). Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/22336-muscle-strains
Mayo Clinic Staff. (2022, October 11). Muscle strains. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/muscle-strains/symptoms-causes/syc-20450507
Noonan, TJ. & Garrett, WE. Jr (1999). Muscle strain injury: diagnosis and treatment. The Journal of the American Academy of Orthopaedic Surgeons, 7(4), 262–269. https://doi.org/10.5435/00124635-199907000-00006
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (0)
ดูทั้งหมด
บทความที่เกี่ยวข้อง (10)
ดูทั้งหมด
Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital