บทความสุขภาพ
Knowledge
พญ. ชโลธร แต้ศิลปสาธิต

หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดบวมแดงบริเวณข้ออย่างกะทันหัน โดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่เท้า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของเก๊าท์ (Gout) ซึ่งเป็นภาวะที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการปวดข้อทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคเก๊าท์เกิดจากภาวะที่ร่างกายมีกรดยูริกสูงเกินไป จนตกผลึกตามข้อต่าง ๆ ทำให้เกิดความเจ็บปวดที่รุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าโรคเก๊าท์เกิดจากอะไร อาการเป็นแบบไหนบ้าง และมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรให้ถูกต้อง
Key Takeaways
เก๊าท์ (Gout) คือโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากภาวะที่ร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเกินปกติ ทำให้กรดยูริกส่วนเกินเหล่านี้ตกผลึก หรือเกาะตัวสะสมตามข้อต่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อส่วนโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือหัวเข่า การตกผลึกนี้จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบอย่างรุนแรงจากการเสียดสีมากเกินไป และเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดที่สร้างความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเก๊าท์อย่างมาก
กรดยูริกเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย จากการสลายสารพิวรีน ซึ่งพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำตาลในปริมาณสูง โดยปกติแล้ว ไตจะทำหน้าที่สำคัญในการขับกรดยูริกส่วนเกินเหล่านี้ออกจากร่างกายเพื่อรักษาสมดุล
ทว่า หากร่างกายมีการผลิตกรดยูริกมากเกินไป หรือไตไม่สามารถขับสารนี้ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลให้มีระดับกรดยูริกสูงขึ้นจนเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า ‘ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง’ (Hyperuricemia) ซึ่งภาวะนี้ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุหลักของเก๊าท์เท่านั้น แต่หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไต และอาจนำไปสู่ภาวะไตเสื่อมได้อีกด้วย

เก๊าท์เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักเป็นกันมากในกลุ่มวัยกลางคน โดยจะสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต สภาวะสุขภาพที่เป็นอยู่ โรคประจำตัว หรือแม้แต่กรรมพันธุ์ ปัจจัยของโรคเก๊าท์ สาเหตุมาจาก 2 กรณีหลัก ๆ ได้แก่ การที่ร่างกายผลิตกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้น้อยกว่าปกติ
แม้ว่าภาวะกรดยูริกในเลือดสูงจะเป็นต้นเหตุของเก๊าท์ แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถกระตุ้นให้อาการอาการโรคเก๊าท์กำเริบขึ้นมาได้ ดังนี้

เมื่อเป็นเก๊าท์ อาการมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักเริ่มจากความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า มักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน และอาจทำให้อาการปวดรุนแรงถึงขั้นที่แม้เพียงสัมผัสผ้าห่มก็รู้สึกทรมานได้ เก๊าท์จึงไม่ได้เป็นแค่การปวดข้อทั่วไป แต่เป็นการอักเสบที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยอาการโรคเก๊าท์ที่สังเกตได้ มีดังนี้
การวินิจฉัยเก๊าท์อย่างถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าอาการปวดข้อที่รุนแรงจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจน แต่แพทย์ก็จำเป็นต้องยืนยันผลด้วยการตรวจที่แม่นยำ เพื่อแยกโรคเก๊าท์ออกจากอาการปวดข้อชนิดอื่น ๆ โดยขั้นตอนการวินิจฉัยที่นิยมใช้ ได้แก่

การรักษาเก๊าท์มีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ บรรเทาความเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่ออาการกำเริบ และการป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบซ้ำในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยทั้งการใช้ยา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อม ๆ กัน
แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาตามระยะของโรคและอาการของผู้ป่วยเก๊าท์ โดยแบ่งเป็นยาสำหรับบรรเทาอาการอักเสบเฉียบพลัน เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาโคลชิซิน (Colchicine) เพื่อช่วยลดอาการปวด บวม และอักเสบอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มยาที่ใช้สำหรับควบคุมระดับกรดยูริกในระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดการสร้างกรดยูริก และเพิ่มการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย ทำให้สามารถป้องกันอาการกำเริบในอนาคตได้
การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเก๊าท์ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยควรเน้นการควบคุมอาหารด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำหวาน การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันยังช่วยให้ไตขับกรดยูริกส่วนเกินออกไปได้ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเป็นเก๊าท์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
หากปล่อยให้เก๊าท์อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้นานเกินไป ความเจ็บปวดจากอาการอักเสบอาจไม่ใช่เพียงปัญหาเดียวที่ต้องเผชิญ เพราะการสะสมของกรดยูริกในระยะยาวสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญ และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น
เก๊าท์ไม่ใช่แค่โรคปวดข้อทั่วไป แต่คือสัญญาณเตือนของภาวะกรดยูริกสูงในร่างกายที่อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญในระยะยาว การทำความเข้าใจสาเหตุ การตรวจวินิจฉัยอย่างแม่นยำ และการรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะหากปล่อยเก๊าท์ทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่ทำลายทั้งข้อต่อและระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้
การรับมือโรคเก๊าท์ที่ถูกต้อง คือการวางแผนการรักษาแบบครอบคลุมและต่อเนื่อง หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดข้อ หรือต้องการดูแลภาวะกรดยูริกในเลือดสูงอย่างจริงจัง สถาบันโรคไต โรงพยาบาลพระรามเก้า มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพไตที่เชื่อมโยงกับเก๊าท์โดยตรง เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ไม่ใช่แค่เนื้อไก่เท่านั้น แต่เป็นสารพิวรีนที่พบในอาหารหลายชนิด โดยเนื้อไก่ส่วนที่มีพิวรีนสูง เช่น หนังไก่ หรือเครื่องในไก่ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้น แต่การทานเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็สามารถเพิ่มระดับกรดยูริกในร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้น การเป็นโรคเก๊าท์ไม่ได้เกิดจากการทานเนื้อไก่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทานอาหารที่มีพิวรีนสูงโดยรวม รวมถึงพฤติกรรมและปัจจัยอื่น ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น
ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการทานอาหารที่มีพิวรีนสูงมาก ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต หัวใจ เซี่ยงจี๊ เนื้อสัตว์จำพวกเนื้อแดง สัตว์ปีกบางประเภท อาหารทะเล หอยบางชนิด ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
ส่วนผักอย่างหน่อไม้ เห็ด และยอดผักบางชนิดที่มีพิวรีน ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น
References
Mayo Clinic Starr. (2022, November 16). Gout. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/gout/symptoms-causes/syc-20372897
Gout. (n.d.). Johns Hopkins Medicine. https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/gout
Gout. (2023, August 24). NHS. https://www.nhs.uk/conditions/gout/
Gout. (n.d.). Versus Arthritis. https://versusarthritis.org/about-arthritis/conditions/gout/
Gout. (n.d.). Arthritis Foundation. https://www.arthritis.org/diseases/gout
บทความที่เกี่ยวข้อง (10)
ดูทั้งหมด
บทความที่คุณอาจสนใจ (0)
ดูทั้งหมด
Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital