บทความสุขภาพ

Knowledge

เก๊าท์ (Gout) อาการปวดข้อที่ควรระวัง รู้ทันโรค รักษาได้

พญ. ชโลธร แต้ศิลปสาธิต

เก๊าท์ (Gout) อาการปวดข้อที่ควรระวัง รู้ทันโรค รักษาได้

หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดบวมแดงบริเวณข้ออย่างกะทันหัน โดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่เท้า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของเก๊าท์ (Gout) ซึ่งเป็นภาวะที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงอาการปวดข้อทั่วไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคเก๊าท์เกิดจากภาวะที่ร่างกายมีกรดยูริกสูงเกินไป จนตกผลึกตามข้อต่าง ๆ ทำให้เกิดความเจ็บปวดที่รุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้


บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าโรคเก๊าท์เกิดจากอะไร อาการเป็นแบบไหนบ้าง และมีวิธีดูแลตัวเองอย่างไรให้ถูกต้อง


Key Takeaways


  • เก๊าท์ คือโรคข้ออักเสบที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเกินไป ทำให้เกิดการสะสมของผลึกกรดยูริกที่ข้อต่อ และเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง
  • สาเหตุของการเป็นเก๊าท์ไม่ได้มีเพียงสาเหตุเดียว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม โรคประจำตัว การทานอาหารที่มีพิวรีนสูง (เนื้อแดง เครื่องใน อาหารทะเล) และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • อาการโรคเก๊าท์ มักจะมีการปวด บวม แดง และร้อนบริเวณข้ออย่างเฉียบพลัน หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น ไตวายเรื้อรัง ข้อต่อถูกทำลายถาวร และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอื่น ๆ ในอนาคตได้
  • เก๊าท์สามารถรักษาให้ควบคุมอาการได้ด้วยการใช้ยาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมการทานอาหาร และควบคุมน้ำหนัก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว

เก๊าท์ (Gout) คืออะไร? รู้ทันโรคก่อนรักษา


เก๊าท์ (Gout) คือโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากภาวะที่ร่างกายมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเกินปกติ ทำให้กรดยูริกส่วนเกินเหล่านี้ตกผลึก หรือเกาะตัวสะสมตามข้อต่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณข้อต่อส่วนโคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือหัวเข่า การตกผลึกนี้จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบอย่างรุนแรงจากการเสียดสีมากเกินไป และเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดที่สร้างความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเก๊าท์อย่างมาก


ระดับกรดยูริกที่มีผลต่อสุขภาพ มีมากเกินไปอันตรายไหม?


กรดยูริกเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย จากการสลายสารพิวรีน ซึ่งพบได้ในอาหารและเครื่องดื่มหลายชนิด เช่น เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และน้ำตาลในปริมาณสูง โดยปกติแล้ว ไตจะทำหน้าที่สำคัญในการขับกรดยูริกส่วนเกินเหล่านี้ออกจากร่างกายเพื่อรักษาสมดุล


ทว่า หากร่างกายมีการผลิตกรดยูริกมากเกินไป หรือไตไม่สามารถขับสารนี้ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลให้มีระดับกรดยูริกสูงขึ้นจนเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือที่เรียกว่า ‘ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง’ (Hyperuricemia) ซึ่งภาวะนี้ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุหลักของเก๊าท์เท่านั้น แต่หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไต และอาจนำไปสู่ภาวะไตเสื่อมได้อีกด้วย


เช็กสาเหตุ โรคเก๊าท์เกิดจากอะไร มีปัจจัยใดกระตุ้นได้บ้าง?


โรคเก๊าท์เกิดจากอะไร

เก๊าท์เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักเป็นกันมากในกลุ่มวัยกลางคน โดยจะสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต สภาวะสุขภาพที่เป็นอยู่ โรคประจำตัว หรือแม้แต่กรรมพันธุ์ ปัจจัยของโรคเก๊าท์ สาเหตุมาจาก 2 กรณีหลัก ๆ ได้แก่ การที่ร่างกายผลิตกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริกออกจากร่างกายได้น้อยกว่าปกติ


แม้ว่าภาวะกรดยูริกในเลือดสูงจะเป็นต้นเหตุของเก๊าท์ แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถกระตุ้นให้อาการอาการโรคเก๊าท์กำเริบขึ้นมาได้ ดังนี้


  • ปัจจัยทางพันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเก๊าท์ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากอาจมีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายผลิตกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับกรดยูริกออกมาได้ไม่เต็มที่
  • ภาวะสุขภาพและโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคอ้วน ไตวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง สามารถส่งผลต่อระดับกรดยูริกในเลือดได้โดยตรง ทำให้มีโอกาสเป็นเก๊าท์ได้ง่ายกว่าคนปกติ
  • ภาวะขาดน้ำ การดื่มน้ำไม่เพียงพอทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต ซึ่งจะไปลดความสามารถของไตในการขับกรดยูริกออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับกรดยูริกสะสมในร่างกาย และอาจตกผลึกที่ข้อต่อในระยะยาวได้
  • พฤติกรรมการบริโภค การรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูงเป็นประจำ เช่น เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารน้ำตาลสูง จะเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้ระดับกรดยูริกในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาแอสไพรินในปริมาณต่ำ อาจส่งผลข้างเคียงต่อการทำงานของไต และลดประสิทธิภาพในการขับกรดยูริก ซึ่งเป็นสาเหตุให้กรดยูริกสะสมในร่างกาย
  • เพศและช่วงอายุ มักพบเก๊าท์ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป ส่วนในผู้หญิงความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหลังจากเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงมีผลต่อการทำงานของไต
  • การผ่าตัดหรือการบาดเจ็บรุนแรง การผ่าตัดใหญ่ หรือการได้รับบาดเจ็บทางกายภาพอย่างรุนแรง อาจทำให้ระดับกรดยูริกในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดข้อจากเก๊าท์ได้อย่างกะทันหัน
  • ความเครียดเรื้อรัง สามารถส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของร่างกายโดยรวม รวมถึงอาจไปกระตุ้นการอักเสบ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่นำไปสู่การกำเริบของโรคเก๊าท์ได้
  • ความผิดปกติของไมโครไบโอมในลำไส้ งานวิจัยหนึ่งพบว่าแบคทีเรียในลำไส้ หรือไมโครไบโอม (Microbiome) มีบทบาทสำคัญในการจัดการสารพิวรีนในร่างกาย หากเกิดความไม่สมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ก็อาจส่งผลต่อการควบคุมระดับกรดยูริก และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเก๊าท์ได้

เก๊าท์ อาการเป็นอย่างไร? เช็กอาการโรคเก๊าท์เบื้องต้น


โรคเก๊าท์ อาการ

เมื่อเป็นเก๊าท์ อาการมักจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักเริ่มจากความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า มักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน และอาจทำให้อาการปวดรุนแรงถึงขั้นที่แม้เพียงสัมผัสผ้าห่มก็รู้สึกทรมานได้ เก๊าท์จึงไม่ได้เป็นแค่การปวดข้อทั่วไป แต่เป็นการอักเสบที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยอาการโรคเก๊าท์ที่สังเกตได้ มีดังนี้


  • ปวดอย่างรุนแรง เป็นอาการหลักที่มาแบบฉับพลันและรุนแรงมาก
  • ข้อบวม แดง และร้อน บริเวณข้อที่ปวดจะบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีแดง พร้อมกับรู้สึกร้อน
  • ข้อติดขัด อาการปวดและบวม ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อที่ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างจำกัด
  • ก้อนโทฟัส (Tophi) ในผู้ป่วยเก๊าท์เรื้อรัง อาจพบก้อนแข็งที่เกิดจากการสะสมของผลึกยูริกตามข้อต่อหรือใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าโรคเก๊าท์อยู่ในระยะที่รุนแรงแล้ว

เก๊าท์ วินิจฉัยอย่างไรให้ถูกจุด?


การวินิจฉัยเก๊าท์อย่างถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าอาการปวดข้อที่รุนแรงจะเป็นสัญญาณที่ชัดเจน แต่แพทย์ก็จำเป็นต้องยืนยันผลด้วยการตรวจที่แม่นยำ เพื่อแยกโรคเก๊าท์ออกจากอาการปวดข้อชนิดอื่น ๆ โดยขั้นตอนการวินิจฉัยที่นิยมใช้ ได้แก่


  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามอาการ ประวัติการรับประทานอาหาร รวมถึงประวัติสุขภาพของครอบครัว เพื่อประเมินความเสี่ยงและทำความเข้าใจอาการที่ผู้ป่วยเผชิญอยู่
  • การตรวจเลือด เป็นการวัดระดับกรดยูริกในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวินิจฉัยเก๊าท์ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบระดับกรดยูริกปกติในช่วงที่มีอาการกำเริบ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เป็นโรคนี้เสมอไป
  • การเจาะตรวจน้ำในข้อ ถือเป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันผล โดยแพทย์จะใช้เข็มเจาะเก็บตัวอย่างน้ำจากข้อที่อักเสบ เพื่อนำไปตรวจหาผลึกกรดยูริกภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ซึ่งการพบผลึกดังกล่าวจะสามารถยืนยันผลได้
  • การตรวจด้วยภาพ ในบางกรณี แพทย์อาจใช้การตรวจเอกซเรย์ หรืออัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เพื่อตรวจสอบความเสียหายของข้อต่อ หรือตรวจหาก้อนผลึกยูริกที่สะสมอยู่ภายในข้อต่อ

การรักษาโรคเก๊าท์ มีวิธีไหนบ้าง?


โรคเก๊าท์

การรักษาเก๊าท์มีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ บรรเทาความเจ็บปวดอย่างรุนแรงเมื่ออาการกำเริบ และการป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบซ้ำในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยทั้งการใช้ยา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปพร้อม ๆ กัน


การใช้ยา เพื่อควบคุมอาการอย่างรวดเร็ว


แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาตามระยะของโรคและอาการของผู้ป่วยเก๊าท์ โดยแบ่งเป็นยาสำหรับบรรเทาอาการอักเสบเฉียบพลัน เช่น ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาโคลชิซิน (Colchicine) เพื่อช่วยลดอาการปวด บวม และอักเสบอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มยาที่ใช้สำหรับควบคุมระดับกรดยูริกในระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดการสร้างกรดยูริก และเพิ่มการขับกรดยูริกออกจากร่างกาย ทำให้สามารถป้องกันอาการกำเริบในอนาคตได้


การปรับพฤติกรรม กุญแจสำคัญในการป้องกันเก๊าท์ระยะยาว


การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันเก๊าท์ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยควรเน้นการควบคุมอาหารด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำหวาน การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันยังช่วยให้ไตขับกรดยูริกส่วนเกินออกไปได้ดีขึ้น รวมถึงการควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเป็นเก๊าท์ได้อย่างมีนัยสำคัญ


โรคเก๊าท์ เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?


หากปล่อยให้เก๊าท์อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้นานเกินไป ความเจ็บปวดจากอาการอักเสบอาจไม่ใช่เพียงปัญหาเดียวที่ต้องเผชิญ เพราะการสะสมของกรดยูริกในระยะยาวสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญ และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น


  • เป็นเก๊าท์เรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยอาจกลับมามีอาการกำเริบขึ้นบ่อยครั้งในแต่ละปีติดต่อกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปทรงของข้อต่อในอนาคต
  • ข้อต่อถูกทำลายหรือเสียหายหนัก หากอาการโรคเก๊าท์มีการกำเริบขึ้นบ่อยครั้ง อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อกระดูกอ่อนและข้อต่ออย่างถาวร ส่งผลให้การเคลื่อนไหวผิดปกติ และอาจนำไปสู่ความพิการได้
  • เกิดก้อนโทฟัส (Tophus) เป็นก้อนผลึกกรดยูริกที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังหรือรอบข้อต่อ ซึ่งเป็นเก๊าท์ระยะรุนแรง หากเกิดขึ้นแล้วอาจทำให้ข้อต่อถูกทำลายอย่างถาวร และเกิดการผิดรูปได้
  • โรคไต ระดับกรดยูริกที่สูงอย่างต่อเนื่องสามารถทำให้เกิดนิ่วในไต และทำลายเนื้อเยื่อไตจนนำไปสู่การเกิดไตวายเรื้อรัง ซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงอย่างมาก
  • โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง การเป็นเก๊าท์มีส่วนทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด จึงอาจทำให้ผู้ป่วยเก๊าท์เสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

เก๊าท์รักษาได้ เพียงรู้สาเหตุและการป้องกันที่เหมาะสม


เก๊าท์ไม่ใช่แค่โรคปวดข้อทั่วไป แต่คือสัญญาณเตือนของภาวะกรดยูริกสูงในร่างกายที่อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญในระยะยาว การทำความเข้าใจสาเหตุ การตรวจวินิจฉัยอย่างแม่นยำ และการรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะหากปล่อยเก๊าท์ทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่ทำลายทั้งข้อต่อและระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้


การรับมือโรคเก๊าท์ที่ถูกต้อง คือการวางแผนการรักษาแบบครอบคลุมและต่อเนื่อง หากคุณกำลังเผชิญกับอาการปวดข้อ หรือต้องการดูแลภาวะกรดยูริกในเลือดสูงอย่างจริงจัง สถาบันโรคไต โรงพยาบาลพระรามเก้า มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญการพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพไตที่เชื่อมโยงกับเก๊าท์โดยตรง เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเก๊าท์


1. โรคเก๊าท์ เกิดจากทานเนื้อไก่เยอะจริงไหม?


ไม่ใช่แค่เนื้อไก่เท่านั้น แต่เป็นสารพิวรีนที่พบในอาหารหลายชนิด โดยเนื้อไก่ส่วนที่มีพิวรีนสูง เช่น หนังไก่ หรือเครื่องในไก่ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้น แต่การทานเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็สามารถเพิ่มระดับกรดยูริกในร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้น การเป็นโรคเก๊าท์ไม่ได้เกิดจากการทานเนื้อไก่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทานอาหารที่มีพิวรีนสูงโดยรวม รวมถึงพฤติกรรมและปัจจัยอื่น ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น


2. โรคเก๊าท์ห้ามกินอะไร?


ผู้ป่วยโรคเก๊าท์ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการทานอาหารที่มีพิวรีนสูงมาก ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต หัวใจ เซี่ยงจี๊ เนื้อสัตว์จำพวกเนื้อแดง สัตว์ปีกบางประเภท อาหารทะเล หอยบางชนิด ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง


ส่วนผักอย่างหน่อไม้ เห็ด และยอดผักบางชนิดที่มีพิวรีน ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น


References


Mayo Clinic Starr. (2022, November 16). Gout. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/gout/symptoms-causes/syc-20372897


Gout. (n.d.). Johns Hopkins Medicine. https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/gout


Gout. (2023, August 24). NHS. https://www.nhs.uk/conditions/gout/


Gout. (n.d.). Versus Arthritis. https://versusarthritis.org/about-arthritis/conditions/gout/


Gout. (n.d.). Arthritis Foundation. https://www.arthritis.org/diseases/gout

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital