บทความสุขภาพ
Knowledge
พญ. ชโลธร แต้ศิลปสาธิต

ไตวายจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Nephropathy) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและอันตราย เนื่องจากมักค่อย ๆ ดำเนินโรคอย่างเงียบ ๆ โดยไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่เมื่อปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน จะส่งผลให้โครงสร้างหลอดเลือดในไตถูกทำลาย จนนำไปสู่การเสื่อมและไตวาย ซึ่งหากไม่รีบรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจถึงขั้นเสียชีวิต หรือต้องพึ่งพาการฟอกไตไปตลอดชีวิตได้ ดังนั้น การรู้เท่าทันอาการไตวายจากความดันโลหิตสูง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจอย่างยิ่ง
Key Takeaways
ไตวายจากความดันโลหิตสูง คือภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากแรงดันเลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดแดงในไตสูงเกินไป (High Blood Pressure) ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นและตีบแคบลง (Hyaline Arteriolosclerosis) ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไตได้น้อยลง เมื่อเซลล์ไตขาดเลือดและออกซิเจน จะค่อย ๆ เกิดการฝ่อและกลายเป็นพังผืด ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการกรองของเสียลดลง และเกิดการสะสมของสารพิษในร่างกาย
โรคไตกับความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์แบบสองทาง กล่าวคือ ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไตเสื่อม และเมื่อไตเสื่อม ไตจะหลั่งฮอร์โมนแองจิโอเทนซิน- 2 (Angiotensin- ll) มากขึ้น ทำให้มีการดึงน้ำและเกลือแร่กลับเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น หลอดเลือดฝอยในไตตีบมากขึ้น และเกิดการอักเสบในเนื้อไตมากขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก และนำไปสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease : CKD) ในที่สุด

อาการของภาวะนี้มักค่อยเป็นค่อยไป หลายคนอาจไม่รู้ตัวจนกระทั่งเข้าสู่โรคไตระยะสุดท้าย (End-Stage Renal Disease - ESRD) โดยอาการสำคัญที่ควรสังเกต ได้แก่
สำหรับการเฝ้าระวังค่าความดันโลหิตที่เหมาะสม มีเกณฑ์ดังนี้
การป้องกันไม่ให้เกิดความดันโลหิตสูงกับไตเสื่อม สามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมปัจจัยเสี่ยงและดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตจากความดันโลหิตสูง เป้าหมายหลักของการรักษาคือการ "ชะลอ" ความเสื่อมของไตให้ช้าที่สุด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้
การลดโซเดียมเป็นวิธีรักษาโรคไตเบื้องต้นที่สำคัญ โดยแนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เกลือประมาณ 1 ช้อนชา หรือโซเดียมคลอไรด์ 5 กรัม) เพื่อลดการคั่งของน้ำในร่างกาย และช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตทำได้ง่ายขึ้น
เน้นการรับประทานอาหารแบบ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension) ซึ่งเน้นผัก ผลไม้ และธัญพืช อย่างไรก็ตาม หากเข้าสู่ภาวะไตเสื่อมระยะท้าย ผู้ป่วยบางรายต้องระวังผัก ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง เนื่องจากไตไม่สามารถขับออกได้เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) ส่งผลต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง-ต่ำ ต่างกัน
ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และช่วยคุมระดับน้ำหนักตัว ซึ่งส่งผลดีต่อความดันโลหิต ทั้งยังลดความเสี่ยงโรคหัวใจอีกด้วย
การใช้ยาลดความดันโลหิตเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาที่สำคัญ โดยแพทย์จะเลือกใช้ยา 5 กลุ่มหลักตามความเหมาะสมของคนไข้ ทั้งสภาวะไต ระยะของโรค และโรคร่วมอื่น ๆ โดยยารักษาความดันโลหิตสูงที่ใช้บ่อยมี 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
ไตวายจากความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด แต่สามารถชะลอการเสื่อมของไตและยืดระยะเวลาการทำงานของไตได้ ถ้าดูแลอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง หากคุณเป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติและรับการตรวจสุขภาพไตสม่ำเสมอ
โรงพยาบาลพระรามเก้า มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไตที่ทำงานประสานงานร่วมกับแพทย์สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจสุขภาพไตเพื่อค้นหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการรักษาในระดับสูง เช่น การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่มีมาตรฐาน และการผ่าตัดเปลี่ยนไต เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
แรงดันเลือดที่สูงจะทำให้หลอดเลือดฝอยในไตหนาตัวและตีบแคบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตได้น้อยลง เซลล์ไตจึงตายและเกิดพังผืดจนไม่สามารถกรองของเสียได้
หากค่าความดันสูงกว่า 140/90 mmHg ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเริ่มส่งผลเสีย ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อควบคุมความดันอย่างเหมาะสม
สังเกตได้จากการตรวจปัสสาวะแล้วพบโปรตีนรั่ว หรือการเจาะเลือดแล้วพบค่าของเสีย (Creatinine) สูงขึ้น รวมถึงอาจมีอาการบวมตามร่างกาย ปัสสาวะเป็นฟอง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย โลหิตจาง เป็นต้น
ไม่ทำให้ไตพัง เนื่องจากยาความดันส่วนใหญ่ช่วย "ปกป้อง" ไตไม่ให้ทำงานหนักเกินไปจากความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยจึงควรทานยาสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
หากเป็นไตวายเรื้อรังแล้ว จะไม่สามารถรักษาให้เนื้อไตกลับมาสมบูรณ์ได้ 100% แต่การรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้อาการคงที่ และชะลอการเสื่อมของไตได้ ส่วนในกรณีไตวายระยะท้าย แพทย์จะประเมินความจำเป็นเข้ารับการฟอกไตอย่างต่อเนื่อง หรือทำการปลูกถ่ายไต
References
Understanding Hypertensive Nephropathy: Causes, Symptoms, and Treatment Options. (2023, Mar 24). Narayana Health. https://www.narayanahealth.org/blog/understanding-hypertensive-nephropathy-causes-symptoms-and-treatment-options
Hypertensive Nephropathy: How High Blood Pressure Affects Your Kidneys. (n.d.). Southwest Kidney Institute. https://swkidney.com/blog/hypertensive-nephropathy-how-high-blood-pressure-affects-your-kidneys/
Zhang, Z. (2025, February). Hypertensive Arteriolar Nephrosclerosis. MSD Manuals. https://www.msdmanuals.com/home/kidney-and-urinary-tract-disorders/blood-vessel-disorders-of-the-kidneys/hypertensive-arteriolar-nephrosclerosis
แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (1)
ดูทั้งหมด
บทความที่เกี่ยวข้อง (10)
ดูทั้งหมด
บทความที่คุณอาจสนใจ (0)
ดูทั้งหมด
Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital