บทความสุขภาพ

Knowledge

โรคไตมีกี่ระยะ? ทำความเข้าใจ 5 ระยะของโรคไตแบบเข้าใจง่าย

นพ. วิศิษฐ์ ลิ่วลมไพศาล

โรคไตมีกี่ระยะ? ทำความเข้าใจ 5 ระยะของโรคไตแบบเข้าใจง่าย

โรคไตมีกี่ระยะ? เป็นหนึ่งในคำถามสำคัญของใครหลายคนเมื่อเริ่มพบความผิดปกติของร่างกาย เช่น อาการบวม ปัสสาวะเปลี่ยนไป หรือผลเลือดแสดงค่า Creatinine ที่สูงขึ้น การทำความเข้าใจว่า โรคไตมีกี่ระยะในแต่ละอาการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เพราะไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานตลอดเวลา หากเกิดภาวะเสื่อมขึ้นแล้ว การฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิมนั้นทำได้ยาก


การทราบข้อมูลว่าโรคไตมีกี่ระยะ จะช่วยให้คุณสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ไตเสื่อมสภาพไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นที่ต้องได้รับการรักษาทดแทนไต โรงพยาบาลพระรามเก้าเชื่อว่าการรู้เรื่องสุขภาพไต จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการรักษา และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อชะลอความเสื่อมของไตได้


Key Takeaways


  • โรคไตมีกี่ระยะ โดยโรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะ (CKD Stage 1-5) พิจารณาจากค่า GFR (Glomerular Filtration Rate) ที่ลดลง ซึ่งช่วยในการวางแผนการรักษา และชะลอความเสื่อมของไต
  • ไตวายเรื้อรังเกิดจากการเสื่อมของไตทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถรักษาให้ไตกลับมาทำงานเป็นปกติได้ ส่วนไตวายเฉียบพลันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีโอกาสฟื้นตัวได้ หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มแรก
  • การสังเกตสัญญาณเตือน เช่น ปัสสาวะผิดปกติ บวม หรืออ่อนเพลีย ร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

โรคไต (Kidney) คืออะไร?


โรคไต คือ ภาวะที่ไต (Kidney) ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียและรักษาสมดุลของน้ำ แร่ธาตุ (Electrolytes) และความเป็นกรด-ด่างในร่างกายเกิดความเสียหาย หรือมีการทำงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือน โดยความเสียหายนี้จะส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดของเสียได้ตามปกติ ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษในเลือด (Uremia)


โรคไตมีกี่ระยะ คือ การจัดแบ่งระดับความรุนแรงของภาวะดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการรักษาและโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Failure) ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) และโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)


โรคไตมีกี่ระยะ? ทำความเข้าใจการแบ่ง 5 ระยะของโรคไตเรื้อรัง (CKD)


โรคไตมีกี่ระยะ อะไรบ้าง

โรคไตมีกี่ระยะ อะไรบ้าง? การแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease : CKD) เป็นสิ่งสำคัญในการประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษา โดยใช้ค่าอัตราการกรองของไต หรือ GFR (Glomerular Filtration Rate) เป็นเกณฑ์หลัก ซึ่งจำแนกออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่


โรคไตระยะที่ 1 (CKD Stage 1)


ในระยะนี้ ไตยังคงกรองของเสียได้เกือบปกติ แต่ตรวจพบความผิดปกติเล็กน้อยในเนื้อเยื่อไตหรือหน้าที่ของไต เช่น พบโปรตีนในปัสสาวะ หรือโครงสร้างไตผิดปกติ เช่น ถุงน้ำในไตที่สามารถยืนยันผลความเสียหายได้ (Structural Abnormality)


อาการที่พบในผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 1


  • ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการแสดง ผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวว่าไตเริ่มมีความผิดปกติ
  • อาจพบอาการปัสสาวะเป็นฟอง (เกิดจากการมีโปรตีนรั่วออกมา)
  • อาการที่แสดงออกมามักเป็นอาการของโรคต้นเหตุ เช่น โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง

การรักษาผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 1


  • ควบคุมโรคประจำตัว ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Glucose) สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และควบคุมความดันโลหิต (Blood Pressure) ให้อยู่ในเกณฑ์
  • ปรับพฤติกรรม ลดการบริโภคโซเดียม (Sodium) และอาหารรสเค็ม
  • การติดตามผล ตรวจติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ โดยให้แพทย์คอยดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายลุกลาม
  • หลีกเลี่ยงยาทำลายไต งดหรือจำกัดการใช้ยาที่อาจส่งผลเสียต่อไต เช่น ยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

โรคไตระยะที่ 2 (CKD Stage 2)


เป็นระยะที่มีการทำงานของไตลดลงเล็กน้อย ค่า GFR อยู่ระหว่าง 60-89 ml/min แต่ยังสามารถกรองของเสียได้เกือบปกติ โดยส่วนใหญ่มักจะพบร่วมกับความผิดปกติในโครงสร้าง เช่น พังผืดหรือถุงน้ำ


อาการที่พบในผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 2


  • ส่วนใหญ่มักจะยังไม่มีอาการชัดเจน หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย
  • บางรายอาจเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย หรือเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

การรักษาผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 2


  • การควบคุมอย่างต่อเนื่อง ยังคงเน้นการควบคุมโรคประจำตัวอย่างเข้มงวด
  • การตรวจติดตามที่ถี่ขึ้น อาจต้องตรวจเลือดและปัสสาวะติดตามผลทุก 6 เดือน หรือตามที่แพทย์กำหนด
  • การปรับอาหาร เพื่อลดภาระการทำงานของไต รวมถึงการงดสูบบุหรี่ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

โรคไตระยะที่ 3 (CKD Stage 3)


ค่า GFR อยู่ระหว่าง 30-59 ml/min การทำงานของไตลดลงอย่างชัดเจน แบ่งย่อยเป็น 3a (45-59) และ 3b (30-44) ผู้ป่วยเริ่มมีอาการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต


อาการที่พบในผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 3


  • มีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย เนื่องจากอาจเกิดภาวะโลหิตจาง (Anemia)
  • บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณขา เท้า หรือรอบดวงตา
  • ปัสสาวะผิดปกติ ปริมาณปัสสาวะอาจลดลง หรือมีปัสสาวะเป็นฟองมากขึ้น

การรักษาผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 3


  • การรักษาภาวะแทรกซ้อน ให้แพทย์คอยดูแลและรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะโลหิตจาง ภาวะกระดูกพรุน และความไม่สมดุลของเกลือแร่ (Electrolyte Imbalance)
  • การควบคุมอาหาร ควบคุมปริมาณโปรตีน โซเดียม และแร่ธาตุบางชนิด เช่น โพแทสเซียม (Potassium) และฟอสฟอรัส (Phosphorus)
  • การติดตามผล พบแพทย์เฉพาะทางโรคไตเป็นประจำเพื่อประเมินค่าการทำงานของไต

โรคไตระยะที่ 4 (CKD Stage 4)


ค่า GFR ลดลงเหลือ 15-29 ml/min ไตเริ่มไม่สามารถกรองของเสีย และควบคุมสมดุลน้ำ-เกลือได้ไม่เต็มที่ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องอาจนำไปสู่ไตวายเรื้อรัง


อาการที่พบในผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 4


  • อาการของเสียคั่ง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • อาการทางผิวหนัง เช่น ผิวแห้ง คันตามร่างกาย
  • อาการทางระบบประสาท เช่น นอนไม่หลับ สมาธิลดลง

การรักษาผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 4


  • การวางแผนบำบัดทดแทนไต ต้องเริ่มปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาด้วยการฟอกไต (Dialysis) หรือการปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation)
  • การเตรียมตัวล่วงหน้า พิจารณาการเตรียมเส้นเลือดสำหรับการฟอกเลือด (Vascular Access) และปรับยาให้เหมาะสมต่อไต
  • ควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด ควบคุมปริมาณของเหลว โปรตีน และแร่ธาตุอย่างเคร่งครัด

โรคไตระยะที่ 5 (CKD Stage 5)


เป็นระยะสุดท้ายของโรคไตเรื้อรัง หรือไตวายเรื้อรัง (End-Stage Renal Disease : ESRD) ค่า GFR ลดลงเหลือน้อยกว่า 15 ml/min ซึ่งการกรองของเสีย หรือควบคุมสมดุลน้ำ - เกลือแร่ลดลงอย่างมาก จนต้องได้รับการรักษาบำบัดทดแทนไต


อาการที่พบในผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 5


  • บวมมากทั้งตัว หายใจลำบาก น้ำท่วมปอด
  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  • ความดันโลหิตสูง ควบคุมยาก หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะจากโพแทสเซียมสูง

การรักษาผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 5


  • การบำบัดทดแทนไต การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) และการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis)
  • การปลูกถ่ายไต เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีสุขภาพพร้อมและมีผู้บริจาค
  • การดูแลแบบประคับประคอง ในกรณีที่ไม่สามารถรับการบำบัดทดแทนไตได้

หากผู้ป่วยได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะ 1-3 จะช่วยชะลอการเข้าสู่ระยะ 4-5 และลดโอกาสภาวะแทรกซ้อนจากไตวายเฉียบพลันหรือไตวายเรื้อรัง รวมถึงลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน เช่น มะเร็งไต


ไตวายเรื้อรัง VS ไตวายเฉียบพลัน แตกต่างกันอย่างไร


การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างไตวายเรื้อรังและไตวายเฉียบพลัน ช่วยให้รู้ทันอาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยความแตกต่างระหว่างไตวายเรื้อรังและไตวายเฉียบพลัน มีดังนี้


โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)


ไตวายเรื้อรัง (CKD) เป็นภาวะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการผิดปกติชัดเจนในระยะแรก แต่ไตจะค่อย ๆ เสื่อมสมรรถภาพ ทำให้การกรองของเสียและสมดุลเกลือแร่ในร่างกายลดลง สาเหตุหลักได้แก่ โรคเบาหวาน (Diabetes), ความดันโลหิตสูง (Hypertension), โรคอ้วน รวมถึงภาวะไตอักเสบ (Glomerulonephritis) และถุงน้ำในไต (Polycystic Kidney Disease)


อาการที่พบในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง


  • ระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าไตเริ่มเสื่อม
  • ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria) หรือเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ (Hematuria)
  • เมื่อไตเสื่อมมากขึ้น อาจมีอาการบวมตามร่างกาย (Edema) อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
  • ในระยะสุดท้าย อาจเกิดภาวะไตวายเรื้อรังเต็มรูปแบบ (End-Stage Renal Disease : ESRD) จำเป็นต้องบำบัดทดแทนไต

การดูแลและรักษา


  • ควบคุมโรคประจำตัว เช่น ระดับน้ำตาล และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์
  • ปรับพฤติกรรมการกินเพื่อลดภาระไต เช่น จำกัดโซเดียม (Sodium) และโปรตีน (Protein)
  • ตรวจติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • วางแผนล่วงหน้าสำหรับการฟอกไต (Hemodialysis, Peritoneal Dialysis) หรือการปลูกถ่ายไต

ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury)


ไตวายเฉียบพลัน (AKI) คือภาวะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน สาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อรุนแรง (Sepsis) การบาดเจ็บของไตจากยา (Nephrotoxic Drugs) หรือการสูญเสียน้ำและเลือดอย่างเฉียบพลัน ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรก แต่หากได้รับการรักษาโดยแพทย์อย่างถูกต้อง ไตมีโอกาสฟื้นตัวได้


อาการที่พบในผู้ป่วยไตวายเฉียบพลัน


  • ปัสสาวะลดลง หรือหยุดปัสสาวะ
  • บวมตามร่างกาย และมีน้ำคั่งในปอด (Pulmonary Edema)
  • คลื่นไส้ อาเจียน และความดันโลหิตสูงผิดปกติ
  • ตรวจพบโปรตีนหรือเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ

การดูแลและรักษา


  • รักษาสาเหตุที่ทำให้ไตเสียหาย เช่น การติดเชื้อหรือหยุดยา
  • ปรับสมดุลน้ำและเกลือแร่อย่างใกล้ชิด
  • ฟอกเลือดชั่วคราว (Dialysis) หากไตไม่สามารถขับของเสียได้เพียงพอ
  • ติดตามการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสฟื้นตัว

สัญญาณเตือนโรคไต ความผิดปกติที่เกิดขึ้น


สัญญาณเตือนโรคไต

เมื่อร่างกายเริ่มมีความผิดปกติบางอย่าง โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบปัสสาวะ ความดัน หรือน้ำภายในร่างกาย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคไตที่ต้องใส่ใจ เช็กลิสต์สัญญาณเตือนโรคไตที่ควรระวัง เช่น


  • ปัสสาวะเป็นเลือด สีเข้ม สีแดง หรือมีลักษณะขุ่นผิดปกติ
  • ปัสสาวะเป็นฟองมากกว่าปกติ อาจเกิดจากโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ (Proteinuria)
  • ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะไม่สุด หรือปัสสาวะบ่อยในช่วงกลางคืน
  • ตื่นมาแล้วมีอาการบวมที่ใบหน้า รอบดวงตา หรือบวมที่ขาและข้อเท้าเมื่อยืนนาน ๆ
  • ปวดหลังหรือบั้นเอวบริเวณตำแหน่งไต และบางรายอาจปวดร้าวไปสู่ท้องน้อยหรืออวัยวะเพศ
  • น้ำหนักลด อ่อนเพลีย หรือบางรายอาจน้ำหนักขึ้นจากการคั่งของน้ำในร่างกาย
  • ระดับกรดยูริกสูง อาจสัมพันธ์กับการอักเสบของไตหรือการทำงานของไตที่ลดลง
  • ภาวะผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิด เช่น โรคฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ความดันโลหิตสูงผิดปกติ และส่งผลต่อไตโดยตรง

การตรวจวินิจฉัยโรคไต มีขั้นตอนอย่างไร


หลังจากทราบแล้วว่าโรคไตมีกี่ระยะ การตรวจวินิจฉัยป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยประเมินว่าโรคอยู่ระดับใด และจำเป็นต้องวางแผนดูแลอย่างไร ซึ่งการตรวจแต่ละแบบจะสัมพันธ์กับการแสดงผลของโรคไตในแต่ละระยะ โดยการตรวจวินิจฉัยโรคไต มีดังนี้


  • ตรวจเลือดหาค่า Creatinine : Creatinine คือ ของเสียที่เกิดจากการสลายตัวของกล้ามเนื้อและถูกขับออกทางไต การตรวจเลือดหาค่า Creatinine ใช้ประเมินการคั่งของเสียในเลือด ค่าที่เพิ่มขึ้นมักจะสัมพันธ์กับการทำงานของไตที่ลดลง และใช้ประกอบในการประเมินระยะโรค
  • การคำนวณค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) : เป็นตัวชี้วัดความสามารถการกรองของไต ช่วยจำแนกระยะของโรคได้ตั้งแต่ระยะ 1 ถึง 5
  • ตรวจค่า BUN : ใช้ดูการสะสมของยูเรียในเลือด ซึ่งร่วมประเมินกับค่าอื่นเพื่อบอกความรุนแรงของโรคไต
  • ตรวจปัสสาวะ (Urine Examination) : เพื่อดูโปรตีน เม็ดเลือด หรือความผิดปกติในปัสสาวะ ซึ่งสามารถบ่งชี้โรคไตตั้งแต่ระยะแรก
  • ตรวจ UMA (Urine Microalbumin) : ใช้คัดกรองการรั่วของโปรตีนในปริมาณน้อย เหมาะกับผู้ป่วยความดัน เบาหวาน ซึ่งมักตรวจพบก่อนไตเสื่อม
  • อัลตราซาวนด์ช่องท้อง : ใช้ดูรูปทรง ขนาด และโครงสร้างไต ว่ามีความผิดปกติใดที่ส่งผลต่อการเกิดโรคไตหรือไม่ เช่น ท่อปัสสาวะตีบ นิ่ว หรือก้อนที่ส่งผลต่อการทำงานของไต

ตรวจคัดกรองไตอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้วางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น


การทำความเข้าใจว่าโรคไตมีกี่ระยะ จะช่วยให้ผู้ป่วยและคนรอบข้างสามารถเฝ้าสังเกตอาการ ปรับพฤติกรรม และเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองไตอย่างสม่ำเสมอ เช่น ตรวจเลือดและปัสสาวะ รวมถึงการตรวจประเมินค่า Creatinine และ eGFR เป็นสิ่งสำคัญเพื่อติดตามสุขภาพไตอย่างต่อเนื่อง


โรงพยาบาลพระรามเก้าให้บริการตรวจวัดการทำงานของไตแบบครบวงจร พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการป้องกันและการรักษาโรคไต ทั้งในระยะเริ่มต้นและระยะรุนแรง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดูแลสุขภาพไตได้อย่างเต็มที่ และลดความเสี่ยงของภาวะไตวายเรื้อรังในอนาคต


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทานอาหารสำหรับผู้ที่กรดยูริกสูง


1. โรคไต รักษาให้หายขาดได้ไหมหรือกลับมาเป็นปกติได้ไหม?


สำหรับผู้ป่วยโรคไต การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค หากเป็นไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) มีโอกาสฟื้นตัวกลับมาทำงานได้ตามปกติ หากได้รับการรักษาเร็วและตรงจุด แต่สำหรับไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) มักได้รับความเสียหายที่ไตถาวร จึงเน้นการปรับพฤติกรรมและควบคุมโรคประจำตัว เพื่อลดความเสื่อมและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น เกาต์ หรือกรดยูริกสูง


2. เป็นโรคไต ต้องบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกไตเสมอไปหรือไม่?


ไม่เสมอไป ผู้ป่วยโรคไตที่ตรวจพบในระยะเริ่มต้น (โรคไตระยะที่ 1-2) สามารถชะลอความเสื่อมของไตได้ด้วยการควบคุมโรคต้นเหตุ และการปรับอาหารอย่างเคร่งครัด


การบำบัดทดแทนไต เช่น การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หรือ Hemodialysis คือการรักษาที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 5 (ESRD) ที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น โดยมีทางเลือกอื่นคือการล้างไตทางหน้าท้อง และการปลูกถ่ายไต


References


Shahzia Lakhani. (2025, July 21). Stages of kidney disease (CKD). American Kidney Fund. https://www.kidneyfund.org/all-about-kidneys/stages-kidney-disease


Stages of kidney disease. (n.d.). Kidney Health Australia. https://kidney.org.au/your-kidneys/what-is-kidney-disease/stages-of-kidney-disease


Kidney Disease Life Expectancy: The 5 Stages.(2025, Apr 10). Century Medical and Dental Center. https://www.centurymedicaldental.com/kidney-disease-life-expectancy-the-5-stages/

แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (1)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital