บทความสุขภาพ

Knowledge

สมุนไพรบำรุงไต มีอะไรบ้าง? พร้อมวิธีบำรุงไตให้อยู่ได้นาน

พญ. ชโลธร แต้ศิลปสาธิต

สมุนไพรบำรุงไต มีอะไรบ้าง? พร้อมวิธีบำรุงไตให้อยู่ได้นาน

หลายคนติดนิสัยกินเค็มจัด หวานจัด จนทำให้ไตทำงานอย่างต่อเนื่อง และเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง หากไม่อยากเป็นโรคไต หรือในคนที่เป็นโรคไตอยู่แล้ว แต่อยากชะลอความเสื่อมลง จะมีสมุนไพรบำรุงไตตัวไหนบ้างที่ช่วยเสริมให้ไตทำงานดีขึ้น หรือควรดูแลสุขภาพไตอย่างไร หาคำตอบได้ในบทความนี้


Key Takeaways


  • สมุนไพรหลายชนิด มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูและเสริมการทำงานของไต แต่ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม และปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
  • นอกจากสมุนไพรแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การควบคุมอาหาร ลดโซเดียม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกาย ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพไตให้แข็งแรง
  • การรับประทานสมุนไพรบำรุงไตไม่มีผลในการรักษาโรค และไม่สามารถใช้แทนการรักษาทางการแพทย์ได้

ใครเสี่ยงเป็นโรคไตบ้าง?


โรคไต เป็นภาวะที่ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ส่งผลให้เกิดการสะสมของเสียในร่างกาย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคไต และต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพไตเป็นพิเศษ มีดังนี้


  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเบาหวานลงไต
  • ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต
  • ผู้ที่กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นประจำ
  • ผู้ที่มีภาวะกรดยูริกสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นนิ่วในไต หรือไตวายเรื้อรังได้
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
  • ผู้ที่มีนิ่วในไตหรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ ๆ
  • ผู้ที่รับประทานอาหารโซเดียมสูงเป็นประจำ
  • ผู้ที่ใช้ยาลูกกลอน ยาหม้อ ยาต้ม มีโอกาสไตวายได้

9 สมุนไพรบำรุงไต บริโภคแต่พอดีเพื่อสุขภาพ


สมุนไพรล้างสารพิษในไต

การใช้สมุนไพรบำรุงไต เป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ สมุนไพรเหล่านี้เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่อาจมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการทำงานของไตให้ดีขึ้น แต่ไม่สามารถใช้เป็นสมุนไพรแก้โรคไต หรือแทนที่การรักษาทางการแพทย์ได้ การรับประทานสมุนไพรโดยขาดความรู้และไม่มีการควบคุมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้เช่นกัน


1. แครนเบอร์รี่


แครนเบอร์รี่ เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีสารโปรแอนโทไซยานิดิน (Proanthocyanidins) ที่ช่วยยับยั้งไม่ให้แบคทีเรียเกาะติดบนผนังกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจช่วยลดการติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอื่น ๆ และอาจรวมถึงโรค/กรวยไตอักเสบ/ได้ นอกจากนี้แครนเบอร์รี่ยังมีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และโซเดียมต่ำ ซึ่งดีต่อไต


2. ใบบัวบก


ใบบัวบกเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็น มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ ช่วยขับปัสสาวะหรือน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ทั้งยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระไตรเทอร์พีนอยด์ (Triterpenoids) ที่ช่วยฟื้นฟูและปกป้องเซลล์ในร่างกาย นอกจากนี้ ใบบัวบกยังมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ดี จึงนับเป็นสมุนไพรที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคไตได้


3. โกจิเบอร์รี่


โกจิเบอร์รี่ หรือเก๋ากี้ มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในแพทย์แผนจีน ใช้เป็นสมุนไพรรักษาไต ตับ และช่วยบำรุงสายตา เนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น ซีแซนทิน (Zeaxanthin) ลูทีน (Lutein) และโพลีแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) สารเหล่านี้ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ทั้งยังใช้รักษาอาการหยินพร่อง (Yin Deficiency) หรือการมีความร้อนในตับและไตมากกว่าปกติได้


นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดจากโกจิเบอร์รี่ อาจช่วยลดความเสียหายของไตในภาวะเบาหวานได้ แต่ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์


4. เห็ดหอม


เห็ดหอมมีสารอิริตาดีนีน สารสเตอรอล และเบต้ากลูแคน ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้การอักเสบในร่างกายน้อยลง และอาจมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ซึ่งการมีคอเลสเตอรอลสูง อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพไต ทำให้เกิดไตวายเรื้อรังได้เช่นกัน


5. กระเทียมสด


สมุนไพรแก้ไตโดยตรงอาจยังไม่มี แต่กระเทียมสดอุดมไปด้วยสารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไตได้ ดังนั้น การบริโภคกระเทียมสดเป็นประจำ จึงเป็นการช่วยบำรุงและปกป้องไตทางอ้อม


6. เห็ดหลินจือ


เห็ดหลินจือ แม้ไม่ใช่สมุนไพรรักษาไต แต่มีประโยชน์หลากหลาย โดยมีสารสำคัญอย่างไตรเทอร์พีนอยด์ (Triterpenoid) และโพลีแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงขึ้น ช่วยป้องกันโรคบางชนิด รวมถึงโรคไต นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า เห็ดหลินจืออาจมีฤทธิ์ในการช่วยลดการอักเสบ และลดความเสื่อมของไตได้


7. งาดำ


งาดำเป็นธัญพืชหรือสมุนไพรที่ไม่ได้รักษาโรคไตโดยตรง แต่งาดำอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เซซามิน (Sesamin) เซซามอล (Sesamol) และ วิตามินอี ช่วยต้านการอักเสบและปกป้องเซลล์จากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งไตด้วย การบริโภคงาดำจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายตามธรรมชาติ


8. ผักชี


ผักชี เป็นสมุนไพรล้างสารพิษในไตที่มีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะอ่อน ๆ จึงช่วยในการขับน้ำคั่งออกจากร่างกาย ช่วยลดอาการบวมน้ำ แต่ไม่สามารถนำมาใช้แทนการฟอกไตได้แต่อย่างใด


นอกจากนี้ ผักชียังมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งอาจมีส่วนช่วยลดการอักเสบ และป้องกันความเสียหายของเนื้อเยื่อในไตได้


9. ขิง


ขิงเป็นสมุนไพรรสเผ็ดร้อน มีสารสำคัญอย่างจินเจอรอล (Gingerol) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่าการบริโภคขิงอาจช่วยลดการอักเสบ เป็นสมุนไพรฟื้นฟูอาการบาดเจ็บในไตได้ แต่ยังต้องค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป และยังอาจมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต ควบคุมเบาหวานให้ดีขึ้น


วิธีบำรุงสุขภาพไตให้แข็งแรง ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ


วิธีบำรุงไต

อย่างไรก็ตามการรับประทานยาบำรุงไตหรือสมุนไพรเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่มีส่วนเล็กน้อยในการดูแลสุขภาพไตท่านั้น แต่สิ่งสำคัญกว่า คือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้


  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยให้ไตขับของเสียได้ดีขึ้น
  • ควบคุมปริมาณโซเดียม : ลดการบริโภคอาหารรสเค็ม อาหารแปรรูป และอาหารสำเร็จรูป
  • ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลืด : หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ควรรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง และควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ : การออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไต
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ : สารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อการทำงานของไตและหัวใจ นอกจากนี้คนที่สูบบุหรี่อาจมีโอกาสไตวายสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า
  • ไม่ซื้อยารับประทานเอง : ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อาจส่งผลเสียต่อไตได้ หากใช้เป็นเวลานาน
  • ตรวจสุขภาพประจำปี : ควรตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในผู้ที่เสี่ยงต่อไตวายเฉียบพลัน ไตวายเรื้อรัง และมะเร็งไต เพื่อให้สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที

สมุนไพรบำรุงไต ควรใช้อย่างระวัง ร่วมกับการปรับพฤติกรรม เพื่อสุขภาพไตที่ดี


การรับประทานสมุนไพรบำรุงไต เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเท่านั้น ไม่ควรใช้แทนการรักษาหลัก และควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จะช่วยให้สุขภาพไตดีขึ้น ชะลอความเสื่อมของไตลงได้


หากกังวลเรื่องสุขภาพไต สามารถเข้ารับคำปรึกษาได้ที่สถาบันโรคไต โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคไตพร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ให้บริการครอบคลุมทั้งการวินิจฉัย ตรวจรักษา การฟอกไต ไปจนถึงการผ่าตัดปลูกถ่ายไต


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสมุนไพรบำรุงไต


1. ผู้ป่วยโรคไตควรเลือกกินอย่างไร?


ผู้ป่วยโรคไตควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการเพื่อวางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม โดยทั่วไปแล้วควรจำกัดปริมาณโปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งอาจพบได้ในสมุนไพรบำรุงไตบางชนิด การบริโภคสมุนไพรจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น


2. สมุนไพรชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคไต?


สมุนไพรที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง คือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะรุนแรง สมุนไพรที่มีโพแทสเซียมสูง หรือสมุนไพรที่มีผลกระทบต่อการทำงานของตับ เช่น กระท่อม กัญชา ลูกยอ มะเฟือง หรือชะเอมเทศ เป็นต้น


References


Hernandez, J. (2021, October 26). Is Ginger Good for Kidneys?. Plant-Powered Kidneys. https://www.plantpoweredkidneys.com/ginger-good-for-kidney/


Jepson, R.G., Mihaljevic, L., & Craig, J.C. (1998, October 26). Cranberries for treating urinary tract infections. National Institutes of Health (NIH). https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7025796/


Kubala, J. (2024, September 11). The 20 Best Foods for People with Kidney Disease. Healthline. https://www.healthline.com/nutrition/best-foods-for-kidneys

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital