บทความสุขภาพ

Knowledge

CKM Syndrome ความเชื่อมโยงของภาวะอ้วน(ลงพุง) โรคหัวใจ และโรคไต

นพ. น๊อต เตชะวัฒนวรรณา

CKM Syndrome ความเชื่อมโยงของภาวะอ้วน(ลงพุง) โรคหัวใจ และโรคไต

หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง หรือ โรคความดันโลหิตสูง และมักเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าโรคเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน เมื่อเกิดโรคหนึ่งขึ้น ก็มักเร่งให้เกิดอีกโรคหนึ่งตามมา และในปี พ.ศ. 2569 นี้เอง สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association/American College of Cardiology), สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association) และ สมาคมโรคไตแห่งสหรัฐอเมริกา (American Society of Nephrology) ได้เผยแพร่แนวทางเวชปฏิบัติฉบับแรกของโลก ว่าด้วยกลุ่มอาการหัวใจและหลอดเลือด ไต และภาวะอ้วน(ลงพุง) (Cardiovascular–Kidney–Metabolic (CKM) Syndrome) ซึ่งเปลี่ยนมุมมองจากการรักษาโรคทีละอวัยวะ มาเป็นการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม โดยมองว่าความผิดปกติของระบบเผาผลาญที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคไตเสื่อมเรื้อรัง และโรคหัวใจและหลอดเลือด(รวมถึงหลอดเลือดสมอง) ล้วนมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก จึงต้องได้รับดูแลไปพร้อมๆกัน ทั้งในเรื่องของการป้องกันและการรักษาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี


CKM Syndrome คืออะไร


CKM Syndrome (Cardiovascular – Kidney – Metabolic Syndrome) คือกลุ่มอาการหัวใจและหลอดเลือด ไต และภาวะอ้วนลงพุง ทั้ง 3 ระบบนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง หากระบบใดระบบหนึ่งทำงานผิดปกติ จะส่งผลกระทบทำให้อีกสองระบบเสื่อมตามไปด้วย โดยผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุงจะมีไขมันสะสมในช่องท้องมาก และจะมีเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน นำไปสู่โรคเบาหวาน ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่องและควบคุมไม่ได้เป็นเวลานาน หลอดเลือดทั่วร่างกายรวมถึงหลอดเลือดในไต หัวใจและสมองก็จะเสื่อมลง ก่อให้เกิดโรคไตเสื่อมเรื้อรัง โรคเส้นเลือดหัวใจและสมองแข็งและตีบตันเรื้อรัง ขณะเดียวกันโรคไตเสื่อมก็ยังทำให้ควบคุมความดันโลหิตได้ยากขึ้น เพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ จนนำไปสู่ภาวะหัวใจโตและหัวใจล้มเหลวในที่สุด หรือความดันโลหิตที่สูงมากอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกได้


ภัยเงียบที่พบบ่อยและมัก "ไม่มีอาการ" ในระยะแรก


กลุ่มอาการ CKM พบได้บ่อยกว่าที่คิด เพราะปัจจัยเสี่ยงเริ่มต้น เช่น น้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง น้ำตาลในเลือดสูง หรือความดันโลหิตสูง เป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปในสังคมเมืองในปัจจุบันจำนวนมากมักจะมีอยู่โดยไม่รู้ตัวหรือไม่มีอาการผิดปกติใดๆ


สิ่งที่คุณควรรู้ที่สุดคือ ในระยะแรก CKM Syndrome มักไม่มีอาการเตือนใด ๆ เลย ความดันโลหิตที่เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น เส้นเลือดหัวใจและสมองที่ค่อยๆตีบแคบลง หรือการกรองของเสียของไตที่ค่อยๆ ลดลง กว่าจะมีอาการชัดเจน เช่น เหนื่อยง่ายผิดปกติ เท้าบวม หรือเจ็บหน้าอก ตัวโรคก็มักดำเนินไปสู่ระยะที่รุนแรงแล้ว การตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ตั้งแต่ระยะที่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจนแพทย์จะแนะนําให้ตรวจโปรตีนในปัสสาวะ (Urine Microalbumin/Creatinine Ratio) อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อจับสัญญาณเริ่มต้นของโรคไตให้เร็วที่สุด แม้ค่าการทำงานของไตยังดูปกติ


ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง CKM Syndrome?


กลุ่มเสี่ยง CKM Syndrome
  • น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยเฉพาะ ภาวะอ้วนลงพุง ซึ่งหมายถึงภาวะที่มีการสะสมของไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) มากเกินไป จนทำให้หน้าท้องยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าบางคนจะมีน้ำหนักตัวหรือดัชนีมวลกาย (BMI) ปกติก็ตาม โดยเกณฑ์การวินิจฉัยภาวะอ้วนลงพุงสำหรับชาวเอเชีย (รวมถึงคนไทย) แพทย์จะใช้ขนาดเส้นรอบเอวบริเวณสะดือเป็นเกณฑ์หลัก คือ
    • ผู้ชาย: รอบเอวมากกว่า 90 เซนติเมตร (36 นิ้ว) ขึ้นไป
    • ผู้หญิง: รอบเอวมากกว่า 80 เซนติเมตร (32 นิ้ว) ขึ้นไป
  • ภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-diabetes) หรือเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • ภาวะไขมันในเลือดสูง
  • โรคไตเรื้อรัง (CKD)

ระดับความเสี่ยงของ CKM Syndrome มีกี่ระยะ?


ระดับความเสี่ยงของ CKM Syndrome

แพทย์จะแบ่งความรุนแรงของ CKM Syndrome เป็น 5 ระยะ เพื่อการวางแผนดูแลรักษาที่ตรงจุด โดยมองว่า CKM Syndrome เป็น "เส้นทาง" ที่ค่อยๆ ดำเนินไปทีละขั้น การรู้ว่าตัวเองอยู่ Stage ไหนจะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุด


  • ระยะ 0 แข็งแรงดี: ทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ เป้าหมายคือรักษาสุขภาพที่ดีนี้ไว้
  • ระยะ 1 เริ่มมีไขมันส่วนเกิน: น้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง หรือเริ่มมีภาวะก่อนเบาหวาน
  • ระยะ 2 มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน: เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูงหรือเริ่มมีสัญญาณของโรคไตเสื่อม
  • ระยะ 3 ความเสี่ยงสูงต่อหัวใจและหลอดเลือด: แม้ยังไม่มีอาการ แต่ผลตรวจบ่งชี้ความเสี่ยงสูง
  • ระยะ 4 มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือดแล้ว: ต้องการการดูแลแบบทีมอย่างใกล้ชิด

ความเสี่ยงอันตราย หากละเลยกลุ่มอาการ CKM


หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง กลุ่มอาการ CKM สามารถลุกลามและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้แก่


  1. โรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เบาหวานขึ้นตา แผลเบาหวานที่เท้า
  2. โรคไตวายเรื้อรัง ทำให้ต้องฟอกไตหรือเปลี่ยนไต
  3. ภาวะหัวใจล้มเหลว ทำให้น้ำท่วมปอดและระบบการหายใจล้มเหลว
  4. โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้เจ็บหน้าอกและอาจเสียชีวิต
  5. โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตตลอดชีวิต

แนวทางการดูแลรักษา กลุ่มอาการ CKM


1. ปรับวิถีชีวิตให้ดีต่อสุขภาพ


  • เลือกกินอาหารดีต่อสุขภาพ โดยลดการบริโภคอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (ข้าว ขนมปัง แป้งและน้ำตาล) รวมถึงการคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแบบแอโรบิก (Aerobic exercise) เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก ว่ายน้ำ เล่นกีฬาชนิด่างๆ และออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (Weight Training exercise) คือการออกกำลังกายโดยใช้แรงต้านเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรง และช่วยเผาผลาญไขมัน เช่น ดัมเบล บาร์เบล เครื่องเล่น หรือใช้น้ำหนักตัวเอง
  • นอนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน
  • เลิกบุหรี่ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • จัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม

2. ยาที่ปกป้องได้หลายอวัยวะพร้อมกัน


  • กลุ่มยาเบาหวานบางชนิดที่พิสูจน์แล้วว่าลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และชะลอความเสื่อมของไตได้ เช่น SGLT2 inhibitors และ GLP-1RA
  • ยาลดความดันบางกลุ่มที่ช่วยลดโปรตีนในปัสสาวะ ปกป้องไตและหัวใจ
  • ยาลดไขมัน/น้ำตาล/ความดัน ปรับตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย

ทั้งนี้ ในรายที่น้ำหนักเกินมาก หรือมีโรคอ้วนทุพพลภาพ (Morbid Obesity) คือภาวะอ้วนขั้นรุนแรงที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 40 ขึ้นไป (หรือ 35 ขึ้นไปร่วมกับมีโรคประจำตัวรุนแรง) แพทย์อาจพิจารณายาลดน้ำหนักหรือการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Bariatric Surgery) ร่วมด้วย โดยแพทย์จะเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดกับภาวะสุขภาพและโรคร่วมของผู้ป่วย


3. การดูแลแบบทีมสหสาขา


เพราะ CKM Syndrome เกี่ยวพันกับหลายระบบของร่างกาย การดูแลผู้ป่วยจึงต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยแพทย์โรคหัวใจ แพทย์โรคไต แพทย์โรคเบาหวานและเมตาบอลิก แพทย์โรคสมอง นักกำหนดอาหาร เภสัชกร พยาบาลผู้ประสานงาน และนักกายภาพบำบัด ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อน เพิ่มคุณภาพชีวิต และลดความเจ็บป่วยและโรคร้ายแรงในระยะยาว


โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมดูแลสุขภาพแบบองค์รวม


โรงพยาบาลพระรามเก้า มีทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยอายุรแพทย์โรคหัวใจ อายุรแพทย์โรคไต อายุรแพทย์เบาหวานและเมตาบอลิก อายุรแพทย์โรคสมอง นักกำหนดอาหาร และบุคลากรด้านสุขภาพ พร้อมให้การประเมินความเสี่ยง วางแผนการรักษา และติดตามผู้ป่วยอย่างครบวงจร เพื่อลดโอกาสเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ชะลอการเสื่อมของไต และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว


การป้องกัน CKM Syndrome


  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม สำหรับคนไทยควรมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ระหว่าง 18.5 – 22.9
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแบบแอโรบิก (อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์) และแบบเวทเทรนนิ่ง (สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง)
  • รับประทานอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ผัก ผลไม้สด ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนคุณภาพดีทั้งจากพืชและสัตว์
  • ลดการบริโภคอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (ข้าว ขนมปัง แป้งและน้ำตาล)
  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
  • นอนหลับอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงต่อคืน
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ
  • หากมีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ โปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือโรคไต ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโดยไม่รอช้า

เมื่อไรควรพบแพทย์


การตรวจเพื่อป้องกัน (แม้ยังไม่มีอาการ) หากคุณมีภาวะอ้วน, เบาหวาน/ก่อนเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไขมันพอกตับ โปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ไต สมอง หรือเบาหวาน


ต้องไปพบแพทย์ทันทีหากมี "อาการเตือนที่รุนแรง" เช่น เหนื่อยง่ายผิดปกติ, ขาหรือเท้าบวม, เจ็บแน่นหน้าอก, นอนราบไม่ได้ ใจสั่น หรือปัสสาวะผิดปกติเช่นเป็นฟองมากขึ้นหรือปริมาณลดลง รวมทั้งอาการของโรคหลอดเลือดสมอง เช่น ทรงตัวไม่ได้ เดินเซ ตามัวมองไม่เห็นเฉียบพลัน หน้าเบี้ยวปากเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดพูดไม่ออก เป็นต้น


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CKM Syndrome


1. โรคไตทำให้หัวใจแย่ลงจริงหรือไม่


จริง เมื่อไตทำงานแย่ลง ร่างกายจะคุมความดันโลหิตได้ยากขึ้น และขับน้ำส่วนเกิน รวมทั้งเกลือแร่บางชนิดและของเสียได้น้อยลง ส่งผลให้หัวใจต้องรับภาระหนักขึ้นและเสื่อมสภาพจนล้มเหลวเร็วขึ้น


2. หากยังไม่มีอาการอะไรเลย จำเป็นต้องตรวจไหม


จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งโรคไตระยะแรกและภาวะหลอดเลือดแข็งมักไม่แสดงอาการ การตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะประจำปีจึงเป็นวิธีเดียวที่จะดักเจอความผิดปกติได้ก่อนจะสายเกินไป


แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (3)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital