บทความสุขภาพ

Knowledge

ปวดหัวข้างเดียวเกิดจากอะไร? รู้จักสาเหตุ อาการ และสัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์

พญ. สลิษา ประดิษฐบาทุกา

ปวดหัวข้างเดียวเกิดจากอะไร? รู้จักสาเหตุ อาการ และสัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์

อาการปวดหัวข้างเดียว หรือปวดศีรษะข้างเดียว เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย โดยอาจมีอาการ ปวดหัวข้างขวา หรือปวดหัวข้างซ้าย และมีลักษณะอาการแตกต่างกันไป ตั้งแต่ปวดตุบ ๆ ปวดตื้อ ๆ ไปจนถึงปวดบริเวณขมับ หน้าผาก หรือรอบดวงตา


หลายคนมักเข้าใจว่าอาการปวดหัวข้างเดียวเกิดจาก ไมเกรน และเลือกซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง แต่ในความเป็นจริง อาการดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด การใช้สายตาเป็นเวลานาน ไปจนถึงโรคหรือภาวะทางระบบประสาทบางชนิด โดยไมเกรนเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเพียงข้างเดียว และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไวต่อแสงและเสียงร่วมด้วย


ดังนั้น การสังเกตลักษณะอาการ ตำแหน่งที่ปวด ระยะเวลาที่เกิดอาการ และอาการร่วมต่าง ๆ จึงมีความสำคัญ หากมีอาการปวดหัวข้างขวาหรือปวดหัวข้างซ้ายที่เกิดขึ้นบ่อย รุนแรงขึ้น หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม


ปวดหัวข้างเดียวเกิดจากอะไร?

อาการปวดหัวข้างเดียวไม่ได้เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้


1. ไมเกรน (Migraine)

ไมเกรนเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดหัวข้างเดียว อาจมีอาการปวดหัวข้างขวาหรือปวดหัวข้างซ้าย เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทและหลอดเลือดในสมอง โดยมักมีอาการดังนี้


  • ปวดตุบ ๆ เป็นจังหวะ
  • ปวดศีรษะเพียงข้างเดียว แต่อาจสลับข้างได้
  • ปวดนาน 4–72 ชั่วโมง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • แพ้แสง แพ้เสียง หรือไวต่อกลิ่น
  • อาการรุนแรงขึ้นเมื่อออกแรงหรือเคลื่อนไหว

ปัจจัยกระตุ้นไมเกรน ได้แก่ ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ การอดอาหาร การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และอาหารบางชนิด


2. ปวดหัวจากความเครียด (Tension Headache)

แม้อาการปวดจากความเครียดมักเกิดทั้งศีรษะ แต่บางรายอาจปวดเพียงข้างเดียว โดยมีลักษณะปวดตื้อ ๆ คล้ายมีอะไรมารัดศีรษะ ร่วมกับอาการตึงบริเวณต้นคอและบ่า มักสัมพันธ์กับการทำงานหนัก ความเครียด หรือการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน


3. ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (Cluster Headache)

เป็นอาการปวดศีรษะที่พบไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงมาก มักเกิดเป็นช่วง ๆ ติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน โดยมีลักษณะอาการดังนี้


  • ปวดรุนแรงบริเวณรอบดวงตาหรือขมับข้างเดียว
  • ปวดนานประมาณ 15–180 นาที
  • น้ำตาไหล ตาแดง
  • หนังตาตก
  • คัดจมูกหรือน้ำมูกไหลข้างเดียว
  • มักเกิดเวลาเดิมของวัน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน

4. ไซนัสอักเสบ (Sinusitis)

หากมีการอักเสบของโพรงไซนัส อาจทำให้ปวดบริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม หรือรอบดวงตาข้างเดียว โดยมักมีอาการร่วม เช่น


  • คัดจมูก
  • น้ำมูกข้นสีเหลืองหรือเขียว
  • ไข้
  • ปวดมากขึ้นเมื่อก้มศีรษะ

5. ปัญหาทางตา

ภาวะต้อหินเฉียบพลัน สายตาผิดปกติ หรือการใช้สายตาหนักเกินไป อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะข้างเดียวร่วมกับปวดรอบดวงตา ตาพร่ามัว หรือเห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ ซึ่งควรรีบพบจักษุแพทย์


6. โรคทางสมองและหลอดเลือดสมอง

แม้จะพบไม่บ่อย แต่ถือเป็นสาเหตุที่ต้องระวัง ได้แก่



โรคเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน


อาการปวดหัวข้างเดียวแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์?


อาการปวดหัวข้างเดียวแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์

หากมีอาการปวดหัวข้างเดียวร่วมกับอาการต่อไปนี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจ


  • ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันเหมือนฟ้าผ่า
  • ปวดมากที่สุดเท่าที่เคยเป็น
  • แขนหรือขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก
  • พูดไม่ชัด พูดลำบาก
  • หน้าเบี้ยว
  • มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็น
  • ชัก หมดสติ หรือซึมลง
  • มีไข้สูง คอแข็ง
  • ปวดหลังอุบัติเหตุที่ศีรษะ
  • อายุเกิน 50 ปีและเพิ่งมีอาการปวดศีรษะครั้งแรก
  • อาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด

วิธีดูแลตนเองเมื่อปวดหัวข้างเดียว

หากอาการไม่รุนแรง สามารถดูแลเบื้องต้นได้ ดังนี้


  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
  • หลีกเลี่ยงความเครียด
  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
  • ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หากเป็นปัจจัยกระตุ้น
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ใช้ยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน (Medication Overuse Headache)

ป้องกันอาการปวดหัวข้างเดียวได้อย่างไร?


วิธีป้องกันอาการปวดหัวข้างเดียว

แม้ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ


  • นอนหลับวันละ 7–9 ชั่วโมง
  • รับประทานอาหารครบ 3 มื้อ
  • ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
  • จัดการความเครียด
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไมเกรน
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง

สรุป

อาการปวดหัวข้างเดียวไม่ได้เกิดจากไมเกรนเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเกิดจากความเครียด ไซนัสอักเสบ โรคทางตา หรือโรคทางสมองและหลอดเลือดสมองได้ หากอาการเกิดขึ้นบ่อย รุนแรงผิดปกติ หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที


การไม่ละเลยอาการปวดศีรษะที่ผิดปกติ อาจช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพิ่มโอกาสในการรักษา และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม



คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดหัวข้างเดียว


1. ปวดหัวข้างเดียวทุกครั้ง แปลว่าเป็นไมเกรนหรือไม่?

ไม่เสมอไป แม้ไมเกรนจะเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย แต่การปวดหัวข้างเดียวยังอาจเกิดจากปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ ไซนัสอักเสบ ปัญหาทางตา หรือโรคทางสมองได้ หากอาการเกิดขึ้นบ่อยหรือมีความรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง


2. ปวดหัวข้างเดียวร่วมกับคลื่นไส้ เป็นอาการของโรคอะไร?

อาการปวดหัวข้างเดียวร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อแสงหรือเสียง มักพบในผู้ป่วยไมเกรน แต่หากอาการรุนแรงผิดปกติ หรือเกิดร่วมกับแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือหมดสติ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง


3. ปวดหัวข้างเดียวบ่อย ๆ ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ควรพบแพทย์หากมีอาการปวดหัวข้างเดียวมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน ปวดต่อเนื่องหลายวัน อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือยาแก้ปวดไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น รวมถึงเมื่ออาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน


4. ปวดหัวข้างเดียวสามารถป้องกันได้หรือไม่?

สามารถลดโอกาสการเกิดอาการปวดหัวข้างเดียวได้ด้วยการนอนหลับให้เพียงพอ รับประทานอาหารตรงเวลา ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดความเครียด และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หรืออาหารที่กระตุ้นไมเกรนในแต่ละบุคคล


แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง (4)

ดูทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง (10)

ดูทั้งหมด

Copyright © 2024 All Rights Reserved | Praram 9 Hospital